หานหมิงยิ้มบางๆ ขณะมองภาพเบื้องหน้าที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ร่างของเขายืนเด่นอยู่กลางมิติลับอันไร้ขอบเขต ไม่มีลม ไม่มีเสียง ไม่มีพลังใดเคลื่อนไหวได้นอกจากของเขา เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่มิติลับของต้วนหลิงเฉินอีกต่อไป แต่มันคือมิติลับของระบบที่หลอมรวมเข้ากับอาณาจักรลับของต้วนหลิงเฉินโดยสมบูรณ์
หลังจากที่ศิษย์ทั้งเจ็ดของเขาทะลวงถึงระดับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ระบบก็ทำการขยายขอบเขตของมิตินี้ออกไปอย่างมหาศาล และบอกกับเขาว่า ณ ที่แห่งนี้ เขาคือผู้ยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว ไม่มีใครฆ่าเขาได้ ไม่มีอะไรทำอันตรายเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังระดับใดก็ตาม เขาคือผู้คุมกฎอย่างแท้จริง
หานหมิงยกมือขึ้นช้าๆ ดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ดาบแห่งแสงที่ปักแน่นอยู่บนพื้นนับไม่ถ้วน และหลุมดำที่กลืนกินทุกสิ่งเมื่อครู่นี้ ก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมันไม่เคยปรากฏขึ้นบนโลกใบนี้แม้แต่น้อย พร้อมต้นไม้ขนาดใหญ่ที่หานหมิงปลูกไว้ก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งจากใต้ดิน
จากนั้น เขาหลับตาลง ปลายนิ้วชี้ออกไปยังร่างของศิษย์ทั้งเจ็ดที่นอนแน่นิ่งอยู่ พวกเขาเจ็บปางตาย แขนขาขาดวิ่น เลือดสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลอย่างไม่ขาดสาย
พลังวิญญาณปะทุขึ้นจากตัวหานหมิง แปรเปลี่ยนเป็นกระแสแสงสีทองพุ่งเข้ารักษาร่างของศิษย์ทุกคนในทันที บาดแผลลึกถึงกระดูกเริ่มสมาน แขนขาที่ขาดถูกหล่อเลี้ยงจนงอกกลับคืน ดวงตาที่เคยสิ้นแสงกลับฟื้นคืนประกายแห่งชีวิตอีกครั้ง
ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ ร่างของพวกเขาก็ฟื้นสภาพกลับมาครบสมบูรณ์
เล่ยเฉินเป็นคนแรกที่ลืมตาแล้วพูดขึ้นด้วยลมหายใจหอบถี่
“นี้ข้ายังไม่ตายงั้นเหรอ…”
คนอื่นๆ พอได้ยินก็รีบลุกขึ้นมาตรวจร่างกายตัวเองอย่างตกใจ แม้แต่คนที่เคยผ่านความตายมาไม่รู้กี่ครั้งในกระท่อมแห่งการต่อสู้ ก็ยังรู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ไม่ว่าพวกเขาจะตกใจแค่ไหน ใบหน้าทุกคนก็ผ่อนคลายเมื่อได้เห็นหานหมิงยืนอยู่ตรงหน้า
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย เพราะตอนนี้มีภารกิจสำคัญที่เขาต้องจัดการก่อนจะอธิบายทุกอย่างให้ลูกศิษย์รู้
เขาหันหลังกลับ ชูมือขึ้นกลางอากาศ จากนั้นจึงเปิดใช้งานรูปแบบทำลายตัวเองของสุสานลับ ภายในเวลาไม่ถึงอึดใจ พื้นที่ทั้งบริเวณใจกลางสุสานลับก็เริ่มสั่นสะเทือน รอยร้าวปรากฏขึ้นทั่วพื้น พลังจากรูปแบบที่ถูกกระตุ้นทำลายโครงสร้างภายในสุสานลับทั้งหมดให้สลายไปทีละจุด และมันขึ้นอยู่กับเวลาแล้วเท่านั้นที่สุสานลับนี้จะระเบิดออก
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หานหมิงก็เปิดใช้รูปแบบเคลื่อนย้ายพิเศษ และในพริบตา กระท่อมแห่งการต่อสู้ที่ควรจะอยู่ในยอดเขาแสงบริสุทธิ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ ก็ปรากฏขึ้นกลางมิติลับของระบบ
พอรูปแบบถูกปิดลง หานหมิงก็ถอนหายใจเบาๆ เขาเก็บมันมาไว้ที่นี่ด้วยเพราะเขาไม่ต้องการให้ใครนอกจากศิษย์ของเขาเข้าถึงสถานที่แห่งนี้ได้
ส่วนทรัพยากรอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงรูปแบบต่างๆ ที่เขาเคยติดตั้งไว้ในยอดเขาแสงบริสุทธิ์ เขากลับเลือกที่จะปล่อยมันทิ้งไว้ เพราะทรัพยากรที่สิ่งสำคัญที่สุดของเขาไม่ได้อยู่ที่ภายนอก แต่เก็บอยู่ในมิติของระบบทั้งหมด และที่สำคัญกว่านั้น เขามีแผนแล้วว่าจะจากไป
ภายในมิติลับของระบบ บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจและคำพูดประปรายของเหล่าศิษย์ทั้งเจ็ดที่นั่งล้อมวงกันอยู่ไม่ไกลจากหานหมิง พวกเขายังคงสนทนาเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นมา พูดคุยถึงความตายและการฟื้นคืน ความเจ็บปวดและการต่อสู้ที่พวกเขาไปพบเจอมา
หานหมิงยืนมองภาพนั้นเงียบๆ ดวงตาเขาไม่ได้แสดงความเศร้าหรือดีใจชัดเจน มันคือแววตามั่นคงของคนที่กำลังตัดสินใจบางอย่างสำคัญ
“ตอนนี้ข้ามีแผนที่จะออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ” เขาพูดด้วยเสียงเรียบแต่หนักแน่น สะกดให้ทุกคนเงียบลงทันที “พวกเจ้าทั้งเจ็ด อยากตามข้าไปรึเปล่า?”
ไม่มีใครลังเล เสียงตอบกลับดังก้องขึ้นพร้อมกันจากทุกทิศ
“แน่นอนขอรับ ท่านอาจารย์!”
หรงหลี่เซียนเป็นคนแรกที่พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าจะตามท่านอาจารย์ไปทุกที ทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเราใช้ฝึกฝน มันมาจากของท่านอาจารย์ทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือ”
หานหมิงยิ้มบางๆ นางพูดถูกแต่ไม่หมด มีทรัพยากรเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่พวกเขาได้รับจากนิกายอย่างเป็นทางการ เกือบทุกสิ่งที่ศิษย์ของเขาใช้มันมาจากระบบของหานหมิงล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ คัมภีร์การบ่มเพาะ โอสถ ยกเว้นกระท่อมแห่งการต่อสู้ที่หานหมิงสร้างขึ้นมาเอง แม้แต่ทรัพยากรประจำเดือนของนิกายก็ไม่เคยมีใครในหมู่ศิษย์ของเขาไปรับมาเลยสักครั้ง เพราะตอนเล่ยเฉินเข้ามาแรกๆ เขาก็ให้ฝึกอยู่บนยอดเขาอย่างเดียว
วันแข่งขันศิษย์ใหม่ที่น่าจะเป็นโอกาสในการรับทรัพยากรและกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ กลับจบลงด้วยการถูกตระกูลอู๋บุกโจมตี ทำให้ไม่ได้รับรางวัลใดๆ มาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เนื่องจากทรัพยากรส่วนทั้งหมดต้องถูกรวบรวมและบริหารเพื่อใช้ในการทำสงคราม
เฟิ่งหวงจุนยกยิ้มก่อนจะกล่าวเสริม “ถูกแล้วล่ะ อย่างที่พี่สาวมังกรเหลืองพูด วิชาที่พวกเราฝึกก็ได้มาจากอาจารย์หรืออาวุธจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เราก็ได้มาจากท่านอาจารย์ทั้งนั้น” เขาหัวเราะเบาๆ ในความเป็นจริงแล้วเฟิ่งหวงจุนแทบไม่รู้จักใครในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะด้วยซ้ำ
“มังกรทองโว้ย ไอ้นกตัวดำ” หรงหลี่เซียนสวนขึ้นทันควันพร้อมหัวเราะเบาๆ
หานหมิงหัวเราะเล็กน้อย กวนจื่อซวนกับเย่ลี่อินพึ่งเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะมาไม่นาน แทบไม่มีความผูกพันกับใครในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะเลยด้วยซ้ำ เล่ยเฉิน ซูไป๋หนิง และฮ่าวหยางเองก็ไม่คัดค้านใดๆ พวกเขายินดีตามหานหมิงไปไม่ว่าจะไปที่ไหน เพราะสิ่งที่พวกเขายึดถือ ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ แต่คือ หานหมิง
หานหมิงมองทุกคนทีละคน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“งั้นเอาล่ะ... พวกเจ้าจงพักผ่อน หรือจะบ่มเพาะ หรือจะเข้ากระท่อมแห่งต่อสู้ต่อก็แล้วแต่ ข้ามีบางอย่างที่ต้องทำก่อน”
“รับทราบขอรับ!” ศิษย์ทั้งเจ็ดตอบรับพร้อมเพรียง ก่อนจะแยกย้ายกันไปโดยไม่ลังเล
บางคนพุ่งเข้าสู่ห้องฝึกพลังในทันที บางคนเลือกจะทำสมาธิเงียบๆ ขณะที่อีกสองคนเข้าไปยืนพูดคุยเล็กน้อยตรงหน้ากระท่อมแห่งการต่อสู้
หานหมิงยิ้มบางอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงขัดสมาธิบนพื้นหินสีทอง เขาหลับตา ปล่อยพลังของตนไหลวนภายในเพื่อเตรียมตัวทำในสิ่งที่ใหญ่กว่านี้ สิ่งที่ต้องใช้ทั้งสติ สมาธิ และความเด็ดขาดอย่างถึงที่สุด
เพราะจากนี้ไป... เขาจะไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะอีกต่อไป เขาเองก็มีความผูกพันกับที่นี่ เขาใช้ทรัพยากรของนิกายไปในระดับหนึ่ง แต่เขาก็ตอบแทนด้วยการสังหารจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของตระกูลอู๋ไปหลายร้อยคนและเขายังได้มอบที่อยู่ของสมุนไพรในสุสานลับให้กับชายชุดดำอีกมากมายด้วยเช่นกัน มันมากยิ่งกว่าทรัพยากรที่เขาใช้ไปก่อนหน้านี้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะอีกด้วยซ้ำ
ที่สำคัญเขายังเคยเขียนหนังสือวิธีการบ่มเพาะพิเศษแก่นิกายไปแล้วด้วยทั้ง การควบคุมชี่ 13 ขั้น การสร้างรากฐานสีแดง แกนทองคำ 82 เม็ด แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคำ ทุกบรรทัดที่เขาเขียนล้วนมีราคาของมัน เขาไม่ได้แค่เขียนมันขึ้นมาธรรมดาๆ แต่ได้สลักคำสาปลงในทุกกระบวนการฝึกฝนที่เขามอบให้ ไม่ว่าจะเป็นขั้นควบคุมชี่ทั้งสิบสามขั้น การสร้างรากฐานสีแดง หรือแม้แต่กระบวนการหล่อหลอมแกนทองคำที่ดูเหมือนไร้พิษภัย ล้วนถูกเขาร้อยเรียงกลไกคำสาปเอาไว้อย่างแนบเนียน
สำหรับใครที่ฝึกฝนตามวิธีการบ่มเพาะของเขา เขาก็เพียงแค่เขาดีดนิ้วเบาๆ ร่างกายของคนที่ฝึกก็จะระเบิดทันที ซึ่งในตอนแรกเขามีแผนอยู่ในใจบางอย่างเพราะว่าเขาในอดีตตอนนั้นไม่ได้มีแผนจะออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายน้ำอมตะ
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วหานหมิงไม่เหลือความลังเลในใจอีกต่อไป เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นมันอาจจะไม่ถูกใจคนจำนวนมาก เขาฆ่าคนไปมากมายภายใต้ชื่อของต้วนหลิงเฉิน แต่เขาไม่เคยให้คุณค่ากับคำว่า ภาพลักษณ์ หรือ ความคิดเห็นของคนอื่น คำเหล่านั้นมันได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้วสำหรับเขา เขาไม่ใช่คนที่เกิดมาเพื่อแบกรับความคาดหวังของใครทั้งนั้น เขาไม่ใช่ผู้กอบกู้ เขาไม่ใช่คนดี เขาไม่ใช่วีรบุรุษ เขาไม่ใช่ผู้ที่ต้องเสียสละหรือยอมตายเพื่อคนอื่น เขาคือหานหมิง เขามีความคิดเป็นของตัวเอง และเขาพร้อมที่จะเหยียบย่ำทุกสิ่งเพื่อเดินหน้าไปตามทางของตน
เขายิ้มเล็กน้อยขณะพึมพำ "ระบบ... สร้างโชคชะตาปลอมขึ้นมาว่าข้าและศิษย์ทั้งเจ็ดคนตายไปแล้วจากการถูกระเบิดของชายชุดสีทองและชายชุดสีดำก่อนหน้านี้ที่พวกเขาต่อสู้กับโจวหลัวเฉิน"
เสียงจากระบบเงียบไปพักใหญ่เหมือนกำลังชั่งใจหรือไม่ก็กลืนน้ำลายด้วยความอึดอัด ก่อนที่สุดท้ายจะกัดฟันตอบรับอย่างไม่เต็มใจ
[รับทราบโฮสต์]
หานหมิงยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา เขายกมือขึ้น กวาดปลายนิ้วไปในอากาศเบาๆ ราวกับวาดบางอย่างกลางความว่างเปล่า ก่อนจะส่งข้อความลับผ่านเส้นสายพลังวิญญาณไปยังอีกจุดหนึ่งของโลก
“บอกให้ป๋าป๋าของเจ้าดูแลเย่หลินให้ดีด้วย ถ้าเขาตายขึ้นมา ข้าจะลากเจ้าลงไปพร้อมกับเขาโดยที่พ่อของเจ้าก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้... และก็ห้ามให้ใครสอดส่องโชคชะตาของเขาได้แม้แต่นิดเดียว แล้วก็อีกสัก 5 นาทีโยนสุสานลับนี้ออกไปนอกโลกด้วยล่ะจำไว้ถ้าทำดีข้ามีโชคให้เจ้ากินด้วย”
คำพูดจบลง เส้นแสงเล็กๆ ที่เขาวาดในอากาศก็หายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ แต่คำสั่งนั้นถูกส่งไปถึงเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว
ณ มิติพิเศษเหนือโลกวิญญาณไร้ขอบเขตที่ 23 เต๋าสวรรค์ที่หลบซ่อนตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ในพื้นที่เร้นลับที่แม้แต่ผู้เป็นอมตะก็ไม่กล้าล่วงล้ำ จู่ๆ ก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว พลังลี้ลับบางอย่างไหลเวียนเข้ามาราวกับทะลวงทะลุแก่นเต๋าของมันเอง
มันรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คำขอ แต่มันคือคำขู่จากใครบางคนที่มันกลัวเสียยิ่งกว่าจักรพรรดิอมตะเสียอีก
“ตกลง… ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่ให้ใครแตะต้องเส้นทางของเย่หลิน และจะดูแลเขาให้ดีที่สุด”
เสียงจากเต๋าสวรรค์ถูกส่งย้อนกลับมายังมิติลับของระบบ หานหมิงไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด เขาแค่พยักหน้าเบาๆ ในใจรู้ดีว่า มันไม่มีทางกล้าผิดคำพูด เขาหลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยลมหายใจช้าๆ ทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย