บทที่ 157 ลงแปลงเพาะปลูก
ซูหยวนมองดูรายการเมล็ดพันธุ์ของพืชต่างๆแล้วก็รู้สึกว่าพืชที่สายพันธุ์ที่ตัวเองรู้จักมีไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือบรอกโคลี (broccoli) พืชที่จัดอยู่ในผักตระกูลกะหล่ำ การเพาะปลูกไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย จำเป็นต้องควบคุมอุณภูมิให้ดี ทั้งยังต้องใช้เวลาในการเพาะปลูกถึง 2 เดือนจึงจะเก็บเกี่ยวได้
อันที่จริง เธอคิดว่าน่าจะมีพืชที่เพาะปลูกได้ง่ายกว่านี้ แต่เพราะซูหยวนไม่รู้จักพืชเหล่านั้น เธอจึงไม่เสี่ยงที่จะเลือกพวกมันมา
ในเมื่อตัดสินใจได้ก่อนเป็นคนแรก ดังนั้นจึงเดินไปหาอาจารย์เพื่อขอเมล็ดพันธุ์ เมื่อครู่อาจารย์เป็นคนพูดเองว่าเลือกก่อนก็จะได้เมล็ดพันธุ์ก่อน และคนอื่นๆก็จะไม่มีสิทธิเลือกพืชนี้เหมือนกันกับเธอ เพื่อไม่ให้คนอื่นสุ่มหยิบไปมั่วๆ ซูหยวนจึงต้องลงทะเบียนก่อนเป็นคนแรก
และใช่! เธอกำลังหมายถึงเลือกแบบ “มั่วๆ” อย่างแท้จริง เพราะพวกนักเรียนที่นี่ไม่มีใครใส่ใจจะเพาะปลูกพืชอยู่แล้ว พวกเขาเพียงสุ่มหยิบมา แล้วก็โยนเมล็ดพวกนั้นลงไปในแปลงเพาะปลูกก็เท่านั้น จนกว่าความจริงจะปรากฏว่าการเพาะปลูกพืชไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเขาเข้าใจ ก็กินเวลาไปจนใกล้จะจบปีการศึกษาแล้ว....
ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีนักเรียนหลายคนไม่สามารถผ่านการทดสอบของชั้นปีที่สองไปได้ แม้ว่าการทดสอบจะไม่ได้ยากเย็นเลยก็ตาม...
ทว่า เมื่ออาจารย์เห็นพืชที่ซูหยวนเลือกสำหรับการเพาะปลูก คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น จ้องหน้านักเรียนอันซูหยวนเขม็ง
“นักเรียน อาจารย์เคยพูดกับนักเรียนแล้วว่าตั้งความหวังเอาไว้มาก แล้วทำไมนักเรียนถึงยังเลือกพืชชนิดนี้ ไม่รู้หรือว่ามันเป็นพืชยอดฮิตที่ทำให้นักเรียนจำนวนมากไม่สามารถผ่านชั้นปีที่ 2 ไปได้นะ” อาจารย์ตำหนิซูหยวนออกมาโดยตรง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่านักเรียนที่เขาคาดหวังไว้เพียงหนึ่งคนนี้กลับกำลังหักหลังความเชื่อใจของเขา
ไม่ต้องพูดถึงว่านักเรียนอันจะสามารถกลายเป็นอันดับหนึ่งในการแข่งขันเพาะปลูกของชั้นปีที่ 2 ได้เลย เพียงแค่ให้เธอเพาะปลูกพืชชนิดนี้ให้เติบโตขึ้นจนผ่านการทดสอบได้ก็ยากเย็นแล้ว
ซูหยวนรู้ว่าอาจารย์กำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่ แต่เธอไม่ได้วางแผนที่จะทำลายความหวังของเขาจริงๆ ดังนั้นเธอจึงอธิบายเหตุผลที่เลือกพืชชนิดนี้
“อาจารย์คะ ฉันได้ศึกษาพืชชนิดนี้มาบ้างแล้วค่ะ มันเป็นพืชกินดอกทั้งยังให้น้ำหนักเยอะ ใช้เวลาเพาะปลูกใน 2 เดือนก็จะเก็บเกี่ยวได้ 1 ครั้ง ดังนั้น...ในระยะเวลา 1 ปีนี้ น่าจะเพาะปลูกได้อย่างน้อย 4 รอบ ถ้าเร่งรัดหน่อยก็อาจจะได้ 5 รอบก่อนที่จะมีการสรุปผล เมื่อคำนวณดูแล้ว...น้ำหนักของมันใน 1 แปลงเพาะปลูกน่าจะทำให้ได้คะแนนมากค่ะ”
ซูหยวนอธิบายความคิดของตนเอง เธอไม่มีเหตุผลที่จะพ่ายแพ้ในการทดสอบนี้อยู่แล้ว
“เธอคิดในแง่ดีเกินไป แม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวมันได้ทุกครั้ง การเติบโตของมันมีช่วงฤดูกาล อย่างมากใน 1 ปีก็เพาะปลูกได้เพียง 2 รอบเท่านั้น ซึ่งต้องเป็น 2 รอบที่ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆด้วย หมายความว่า...ถ้าเธอเกิดทำเรื่องผิดพลาดขึ้น ก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวใดๆแล้ว”
“อาจารย์คะ ฉันจะลองพยายามดูค่ะ” ซูหยวนได้ยินคำของอาจารย์แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอรู้ว่าพืชชนิดนี้มีความต้องการการดูแลสูงมาก โดยเฉพาะกับเรื่องการควบคุมอุณภูมิไม่ให้ร้อนเกินไปหรือหนาวเย็นเกินไป ทว่า...มันก็มีวิธีจัดการไม่ใช่หรือ?
ในแปลงเพาะปลูกจะมีโดมที่ป้องกันแมลงและศัตรูพืชให้อยู่แล้ว อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้นักเรียนคนอื่นเข้าไปยุ่มย่ามกับแปลงเพาะปลูกของตนได้ด้วย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ จนหลายครั้งก็ยังฝากเพื่อนนักเรียนดูแลแปลงเพาะปลูกให้ตนเองด้วยก็เถอะ กระนั้น...สำหรับซูหยวนแล้วมันกลับมีประโยชน์มาก
ในเมื่อพวกมันชอบอุณภูมิต่ำๆ เธอก็แค่หาซื้อแกนพลังงานและอุปกรณ์ที่จะช่วยปล่อยความเย็นออกมาก็ได้แล้ว ในเมื่อมีธนูเพลิง ก็ต้องมีลูกบอลน้ำแข็งหรืออื่นๆ แน่นอนว่าราคาของมันก็คงไม่ถูกนัก ทว่า...หากเทียบกับราคาของผลผลิตเหล่านี้แล้ว ราคาของอุปกรณ์คงไม่นับเป็นอะไร
เธอรู้สาเหตุที่ไม่สามารถทำการเพาะปลูกบรอกโคลีเป็นจำนวนมากได้ ที่จริงแล้วไม่ใช่เพราะอุณหภูมิอย่างเดียวเท่านั้น แต่การปลูกบรอกโคลีจำเป็นต้องเลือกดินในเหมาะสมด้วย ซึ่งคุณสมบัติของดินสำหรับการเพาะปลูกที่ดีก็คือดินร่วนปนทราย เพื่อให้สามารถดูดซับสารอินทรีย์ได้ดี นอกจากนี้ ถึงมันจะชื่นชอบอากาศเย็น ทว่ากลับชอบที่จะได้รับแสงแดดไปพร้อมๆกัน ถ้าไม่ดูแลมันแบบนี้ ก็ยากที่จะเติบโตมาอย่างดีได้
อาจารย์มองซูหยวนที่แสดงความตั้งใจของตนเอง เขาทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเท่านั้น บางครั้ง...ปัญหาของนักเรียนที่มีความเก่งกาจก็คือความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ครั้งนี้...ต่อให้นักเรียนไม่สามารถคว้าอันดับหนึ่งของการแข่งขันมาได้ ก็ถือว่าเขาได้สั่งสอนให้เธอเข้าใจถึงความเป็นจริงของชีวิตก็แล้วกัน
สุดท้าย แม้จะมั่นใจขนาดไหน ก็ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ทุกด้านอยู่ดี
“เอาเถอะ ในเมื่อยืนยันแบบนั้น อาจารย์ก็จะลงทะเบียนให้” เขาพูดแบบนั้นก่อนจะส่งเมล็ดพันธุ์มาให้เธอ
นักเรียนคนอื่นยังคงต่อแถวเพื่อรับเมล็ดพันธุ์อยู่ เห็นว่าอาจารย์ยังช้าก็ส่งเสียงกดดัน พวกเขารีบรับเอาเมล็ดพันธุ์แล้วก็เอาไปหว่านที่แปลงเพาะปลูกของตนเองทันที ในไม่ช้า...ที่แปลงเพาะปลูกนี้ก็เหลือแค่ซูหยวนแล้ว
เธอไม่ได้ทำงานส่งๆเหมือนคนอื่น ก่อนที่จะเพาะปลูกลงไป ซูหยวนพยายามพรวนดินด้วยอุปกรณ์ที่สถาบันมีให้ยืม พวกมันเป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับส้อมพรวนดิน หากแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก โชคดีที่เธอเป็นผู้ใช้พลังงาน จึงไม่มีปัญหาในการยกพวกมันขึ้น
นอกจากนี้ เธอก็ยังร้องขอดินทรายจากอาจารย์ นำมาผสมกับแปลงเพาะปลูกของตนเอง จากนั้นก็รดน้ำทิ้งเอาไว้หนึ่งคืน ยังไม่เริ่มทำการเพาะปลูกลงไป
อาจารย์คอยดูการเคลื่อนไหวของเธอ เห็นแล้วว่านักเรียนอันตั้งใจจริงๆ ต่างกับนักเรียนคนอื่น แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจึงผสมดินทรายเข้าไป เพราะการเพาะปลูกบรอกโคลีไม่จำเป็นต้องปรับปรุงดิน มันไม่ได้มีความต้องการเป็นพิเศษในด้านนี้ แค่ดูแลรดน้ำให้ดี แล้วก็ปล่อยให้มันเติบโตตามฤดูกาลก็ได้แล้ว ถึงอย่างนั้น...เขาก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานหนักของอีกฝ่าย
มองดูจากฤดูกาลนี้แล้ว บรอกโคลีไม่มีทางที่จะเติบโตขึ้นให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ หลังจากที่ล้มเหลวหนึ่งครั้ง นักเรียนอันคงจะมาปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากเขาเอง
อาจารย์ทำได้แค่รอวันนั้น....ซึ่งเขาไม่ได้รู้เลยว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้น...
หญิงสาวนำเมล็ดพันธุ์บรอกโคลีกลับมาที่ห้อง เธอมีแผนของตนเองอยู่แล้ว เพื่อให้มันเติบโตได้อย่างดี ซูหยวนตัดสินใจที่จะใช้สูตรโกง นั่นก็คือการนำเมล็ดพันธุ์ไปแช่ในน้ำบริสุทธิ์ในฟาร์มของเธอ ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น รากของเมล็ดบรอกโคลีก็งอกขึ้นมาแล้ว
โชคดีที่ซูหยวนไม่ได้ปล่อยมันไว้ตลอดทั้งคืน ไม่อย่างนั้นเธอก็ยากที่จะหาคำอธิบายให้อาจารย์แล้ว...
วันที่ 2 ของการเรียนวิชาเกษตร ในห้องมีเพียงซูหยวนคนเดียวเท่านั้น อาจารย์ให้เธอเลือกว่าต้องการเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานหรืออยากจะไปปฏิบัติจริง ซึ่งซูหยวนได้อ่านหนังสือทั้งหมดมาแล้ว ดังนั้นเธอจึงขอเลือกไปยังพื้นที่แปลงเพาะปลูกของตนเอง ดังนั้นอาจารย์จึงกลับไปทำงานในส่วนของเขา
เมื่ออยู่คนเดียว ซูหยวนก็ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการแช่น้ำบริสุทธิ์มาแล้วลงไปที่แปลงเพาะปลูก เธอถนอมมันอย่างดีเพื่อไม่ให้รากแตกหัก ในขณะเดียวกันก็นึกเสียดายเมล็ดพันธุ์จากแปลงเพาะปลูกอื่นๆ ถ้าหากว่าเธอได้รับเมล็ดพันธุ์พวกนั้น...คงจะเปลี่ยนมันเป็นพืชที่ทำรายได้จำนวนมากแน่
ไม่รู้ว่าสถาบันลงทุนไปกับค่าเมล็ดพันธุ์เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะทิ้งขว้างไปมากเท่าไร ก็คงเหมือนกับที่นักเรียนต่างก็พูดกัน แทนที่จะให้เป็นวิชาพิเศษ และปล่อยให้นักเรียนที่มีความสนใจในด้านนี้ได้สมัครเข้าเรียน พวกเขากลับบังคับให้คนที่ไม่สนใจเข้ามาเรียนด้วย และนั่นก็คือการเสียเปล่าจริงๆ....
ชั้นปีที่ 3 ยังมีวิชาการทำยาพื้นฐานจากพวกซากของพืชและสัตว์กลายพันธุ์ ซูหยวนเองก็เคยได้ยินปัญหามาไม่น้อย ก็เหมือนกับวิชาเกษตร นักล่าเหล่านี้สนใจที่จะเรียนรู้วิชาเหล่านั้นเสียที่ไหน สุดท้ายการซื้อมาใช้ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดอยู่ดี
เพราะช่วงนี้กำลังยุ่งอยู่กับแปลงเพาะปลูก ซูหยวนจึงไม่ได้ไปพบอาจารย์เติ้ง ดังนั้นเธอไม่ได้รู้เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับศิษย์ทั้งสองของอาจารย์เติ้งเลย
ผ่านไป 1 สัปดาห์ ในขณะที่ต้นอ่อนของบรอกโคลีกำลังแทงหน่อขึ้นมา นักเรียนหลายคนก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งปัญหานี้กันแล้ว
“เกิดอะไรขึ้นที่ห้องของอาจารย์เติ้งหรอ? เธอเคยได้ยินบ้างหรือเปล่า มีพวกนักเรียนบางคนเดินผ่านแล้วก็พบว่าพวกเขามีการต่อสู้กันเองนะ”
“อาจารย์เติ้งอีกแล้วหรอ? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ก็มีคนไม่พอใจที่อาจารย์เติ้งรับศิษย์ไม่ยุติธรรมงั้นหรอ”
“ก็นั่นแหละ แต่ดูเหมือนว่าศิษย์ใหม่กับศิษย์เก่าของอาจารย์จะมีปัญหากันด้วยนะ”
“เห๋ แปลว่าเด็กใหม่ของอาจารย์เติ้งเป็นตัวปัญหาหรือเปล่า ที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเห็นทะเลาะกันเองเลย”
“นักเรียนคนนั้น ที่เป็นจ่าสิบตรี...ก็เป็นนักเรียนของอาจารย์เติ้งหรือเปล่า นักเรียนใหม่มีปัญหากับนักเรียนคนนี้ไหม? ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองทรงพลังอะไรแบบนี้น่ะ”
“ไม่ใช่นะ จ่าสิบตรีคนนั้นไม่ได้มีปัญหา เห็นว่าเป็นรุ่นพี่ปีสี่”
“อะไร? รุ่นพี่ปีสี่เลยหรอ แล้วพวกเขามีปัญหาอะไรกันล่ะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้อาจารย์เติ้งก็ไม่อยู่ แต่พวกเขายังนัดแข่งขันกันเลย พวกเราไปดูกันไหม”
“แน่นอนสิ เรื่องสนุกๆแบบนี้จะพลาดได้ไง ฮ่าๆ” เสียงพูดคุยของพวกนักเรียนใหม่และเก่าทำให้ซูหยวนสนใจ เพียงได้ยินคำว่า “อาจารย์เติ้ง” คิ้วของเธอก็เลิกขึ้นแล้ว
โชคดีที่การรับรู้ของเธอดีมาก สุดท้ายจึงจับต้นชนปลายได้ถูก ดังนั้นแทนที่วันนี้จะกลับไปฝึกวิชาใหม่ที่อาจารย์เติ้งมอบให้ ซูหยวนกลับเลือกที่จะไปห้องทำงานของอาจารย์แทน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ขอเข้าไปนะคะ” ซูหยวนเคาะประตูเป็นสัญญาณ ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด เธอจึงเปิดประตูเข้าไปเหมือนปกติ ทว่า...ด้านหลังประตู แทนที่จะไม่มีคนอยู่ กลับมีนักเรียน 3 คนนั่งอยู่คนละมุมอยู่แล้ว
ซูหยวนประหลาดใจอยู่บ้าง มองดูรุ่นพี่หวังที่ปกติก็ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว เวลานี้กลับปล่อยออร่ากดดันที่น่าอึดอัดใจขึ้นมาอีก ในขณะเดียวกัน...รุ่นน้องอี้นั่งอยู่ในมุมหนึ่ง ท่าทางอึดอัดใจมาก เขาเห็นซูหยวนเข้ามาก็มีประกายความหวัง แต่เพราะยังไม่เคยเจอกันมาก่อน จึงยังเกร็งๆกับเธอมาก
ส่วนรุ่นน้องเติ้ง ทันทีที่เห็นซูหยวนเดินเข้ามา จากใบหน้าเรียบนิ่งก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใสทันที
“สวัสดีค่ะ รุ่นพี่อัน” น้ำเสียงหวานหยดทำให้ซูหยวนประหลาดใจ เธอมองไปที่รุ่นพี่หวังที่กำลังจ้องมายังตนเองราวกับอยากจะรู้ว่าซูหยวนจะแสดงปฏิกิริยาตอบรับอย่างไร
“อืม สวัสดีรุ่นน้องเติ้ง สวัสดีค่ะรุ่นพี่หวัง แล้วก็สวัสดีรุ่นน้องอี้ด้วยนะ” ซูหยวนตอบรับคำทักทายของหญิงสาวที่น่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ จากนั้นก็ทักทายรุ่นพี่ที่นั่งหน้าทะมึนอยู่
ซึ่งหลังจากที่เห็นว่าซูหยวนยังคงทักทายตนเองปกติ รุ่นพี่หวังก็ผ่อนคลายลงบ้าง
“อาจารย์ไม่เข้าหรอคะวันนี้”
“ใช่....”
“ใช่ค่ะรุ่นพี่ อาจารย์เติ้งจะเข้าอีกทีสัปดาห์หน้าเลยค่ะ อาจารย์บอกให้พวกเราลองทำความเข้าใจกับวิชาที่เลือกไปก่อน แล้วหลังจากหนึ่งสัปดาห์แล้วจะมาชี้แนะให้อีกทีค่ะ ตอนนี้ฉันเองก็กำลังพยายามอยู่นะคะ” รุ่นน้องเติ้งแสดงความเป็นมิตรอย่างเต็มที่ แต่เธอกลับพูดแทรกรุ่นพี่หวังเสียอย่างนั้น
มองดูยังไงก็เห็นว่าทั้งสองคนกำลังมีปัญหากันอยู่
“......ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะ”
“ค่ะรุ่นพี่ ถ้ารุ่นพี่มีอะไรก็ถามฉันได้เลยนะคะ” รุ่นน้องยังคงกระตือรือร้น ซูหยวนหัวเราะแห้งๆก่อนจะมองไปรอบๆห้องอีกครั้ง
“พูดตามตรงเลยนะ ข้างนอกนั่น...พูดว่ารุ่นพี่หวังและรุ่นน้องเติ้งทะเลาะกัน ที่จริงแล้วมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” ซูหยวนเป็นพวกไม่อ้อมค้อมอยู่แล้ว เธอเข้ามาที่นี่ก็เพื่อถามความจริงกับทุกคน
เป็นนักเรียนของอาจารย์เหมือนกัน ถ้าขัดแย้งกันเองก็คงจะลำบากในตอนออกไปทำภารกิจเพื่อกองทัพแน่ แทนที่จะเป็นอย่างนั้น...สู้ทำความเข้าใจกันคงจะดีกว่า
……………………………………..