“จืออวี๋ กล้องวงจรปิดที่เธอต้องการหาไม่เจอเลย”
“มันถูกทำลายไปก่อนแล้ว”
ภายในห้องทำงานของคณบดีเฉียนเมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเธอก็ไม่ได้แสดงความแปลกใจเลยสักนิด
อีกฝ่ายกล้าลงมือเรื่องพวกนี้ย่อมต้องถูกคำนวณไว้แล้วอย่างน้อยก็ไม่มีทางทิ้งหลักฐานมัดตัวที่ชัดเจนขนาดนี้ไว้ให้ตามรอยได้
ที่เธอมาหาคณบดีเฉียนก็แค่หวังจะลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้น
“แต่ว่า ในระยะร้อยเมตรจากร้านเหล้านั้น ยังมีกล้องตัวหนึ่งที่รอดมาได้”
คณบดีเฉียนส่งแท็บเล็ตให้เจียงจืออวี๋เมื่อกดเปิด วิดีโอหนึ่งก็เริ่มเล่น
วิดีโอนี้ไม่ยาวนักมีความยาวแค่สิบเจ็ดวินาทีสั้นๆ
และในสิบเจ็ดวินาทีนั้นเจียงจืออวี๋ก็ได้เห็นประกายแสงสองสายวาบผ่านไป
“รังสีดาบ?”
การจะฟาดรังสีดาบออกมาได้พลังเลือดต้องสูงถึงระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องเป็นระดับแม่ทัพยุทธ์แถมยังต้องฝึกทักษะยุทธ์ระดับปฐพีมาจนถึงระดับหนึ่ง ถึงจะมีโอกาสทำได้
แม่ทัพยุทธ์กับ ทักษะยุทธ์ระดับปฐพี
แค่สองข้อนี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าคนสองคนที่บุกเข้าไปในร้านเหล้าวันนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาแน่ๆ
และถ้าสิ่งที่จ้าวมู่เสวี่ยพูดเป็นความจริงเป้าหมายของพวกมันก็ชัดเจนมาก คือมุ่งตรงมาที่คุณปู่ของเธอโดยเฉพาะ
ทำลายกล้องฆ่าคน แล้วหนีไป ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีแม้แต่พยานผู้เห็นเหตุการณ์สักคน
แบบนี้การจะตามหาตัวคนสองคนนี้ คงจะยากแล้วสิ
“นอกจากนี้ บาดแผลฉกรรจ์ที่ทำให้เสียชีวิตคือรอยถูกฟันที่ลำคอเพียงดาบเดียวก็ทำเอาศีรษะหลุดออกจากร่าง”
“จนถึงตอนนี้ ก็ยังหาศีรษะของผู้ตายไม่พบ”
เจียงจืออวี๋ได้ยินแบบนั้นก็ทำเพียงหลับตาลงช้าๆ แล้วสูดลมหายใจลึก
โหดเหี้ยม!
หวังเหมิ่งเหี้ยมกว่าที่เธอคิดไว้ซะอีก!
แม้แต่ในอดีตเวลาล้างแค้น เขายังถือคติว่า ความตายคือการชดใช้หนี้แค้นจนจบสิ้นและมักจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้ แต่หวังเหมิ่งทำแบบนี้ต้องการให้คุณปู่ของจ้าวมู่เสวี่ยตายตาไม่หลับชัดๆ!
“คดีนี้ส่งผลกระทบที่ร้ายแรงมาก แถมยังเกี่ยวกับการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ทางเมืองผู้ฝึกยุทธ์ได้ยื่นเรื่องขอให้พนักงานสอบสวนจากส่วนกลางลงพื้นที่ไปแล้ว”
“เพียงแต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ผลสรุปอะไรเลยในที่เกิดเหตุไม่เหลือหลักฐานอะไรทิ้งไว้เลย”
“อาศัยแค่คลิปวิดีโอนี้ จะตามล่าหาตัวคนร้ายคงจะยาก”
“กระทั่งยังระบุไม่ได้เลยว่า หลังก่อเหตุคนร้ายกลับเข้าเมืองหรือหนีเข้าเขตทุ่งร้างไปแล้ว”
น้ำเสียงของคณบดีเฉียนเจือความจนใจอยู่ไม่น้อย
ด้วยประสบการณ์ของเขามีหรือจะดูไม่ออกว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลัง? แต่บางเรื่องมันก็ต้องว่ากันด้วยหลักฐาน
เมื่อเห็นสีหน้าของเจียงจืออวี๋คณบดีเฉียนก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอดพูดไม่ได้
“จืออวี๋ เรื่องนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทางการตั้งคดีแล้วก็แสดงว่าพวกเขาจะสืบเรื่องนี้จนกระจ่างแน่ๆ”
“สิ่งที่เธอควรทำที่สุดในตอนนี้คือตั้งใจฝึกฝน อย่าให้เรื่องพวกนี้มากวนใจเธอเข้าใจความหมายของฉันใช่ไหม?”
หลังจากคลุกคลีกันมานานคณบดีเฉียนรู้จักนิสัยของเจียงจืออวี๋ดี เธอเป็นคนรู้กาลเทศะรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา และมีความยึดมั่นในหลักการของตัวเอง
ความจริงคำพูดพวกนี้เขาไม่จำเป็นต้องพูดเลยแต่ท่าทางนิ่งเงียบของเจียงจืออวี๋แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในใจยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้
“ฉันจะกดดันทางนั้นให้รีบสืบสวนให้เสร็จ แต่ก่อนที่ผลจะออกมาทุกอย่างก็เป็นแค่การคาดเดา อย่าเพิ่งด่วนสรุป”
เจียงจืออวี๋เงยหน้ามองคณบดีเฉียนแล้วรับคำเบาๆใบหน้ายังคงสงบนิ่งราวกับว่าความกังวลทั้งหมดของคณบดีเฉียนเมื่อกี้เป็นเรื่องคิดมากไปเอง
“เด็กคนนั้นยังอยู่ที่หอพักของฉัน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
เจียงจืออวี๋ลุกขึ้นโค้งให้คณบดีเฉียนเล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ส่วนคณบดีเฉียนมองตามหลังที่เดินออกไปก็อดไม่ได้ที่จะสบถเบาๆ
ในเมื่อเจียงจืออวี๋เดาได้ว่าใครเป็นคนทำเขาก็ต้องเดาออก และเพราะเดาออกนี่แหละ คณบดีเฉียนถึงได้หงุดหงิดขนาดนี้
อุตส่าห์ได้เป็นถึงคณบดีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจแล้วทำไมถึงต้องมาจองเวรจองกรรมกับเรื่องแค่นี้ไม่เลิก?
คราวที่แล้วก็เพิ่งจะโดนสั่งสอนไปทำไมถึงไม่รู้จักจำใส่กะโหลกบ้างนะ!
‘พบยมบาลยังง่ายกว่ารับมือบริวารกวนใจ’
คนระดับคณบดีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอย่างไรก็ไม่ถือว่าเป็นบริวารชั้นผู้น้อย แต่หมอนี่กลับทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีสมองกระทั่งการคิดวิเคราะห์พื้นฐานที่สุดยังไม่มีเลย
เป็นคณบดีไปเงียบๆไม่ได้หรือไง? ทำไมต้องหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อย!
คณบดีเฉียนอยากจะโทรไปด่าสั่งสอนสักยกแต่ก็ต้องข่มใจไว้ ลดเรื่องยุ่งยากไปสักเรื่องย่อมดีกว่าเพิ่มมาอีกเรื่องขอแค่ให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบ ต่อให้ต้องทนกับความหงุดหงิดนี้เขาก็ยอม
แต่สิ่งที่คณบดีเฉียนคาดไม่ถึงก็คือ...
เขาอยากให้เรื่องนี้ผ่านไปเงียบๆแต่มีคนไม่อยากให้เป็นแบบนั้น
เย็นวันนั้นมีพัสดุกล่องหนึ่งถูกส่งมาถึงเจียงจืออวี๋
“นี่คืออะไร?”
เจียงจืออวี๋มองดูกล่องตรงหน้าพลางขมวดคิ้ว
“บนหน้ากล่องเขียนว่าเป็นชิ้นส่วนสัตว์อสูรครับส่งมาจากเมืองผู้ฝึกยุทธ์หมายเลข 033 รบกวนคุณเซ็นรับด้วยตัวเองหน่อยนะครับ”
พนักงานส่งพัสดุยื่นกล่องมาให้พร้อมกับส่งปากกาให้ด้วย
เจียงจืออวี๋รับมาเขียนชื่อตัวเองลงไปก่อนจะให้พนักงานดึงใบปะหน้าออกไป
“บอกตามตรง ผมเองก็แปลกใจเหมือนกัน”
“ใครจะส่งชิ้นส่วนสัตว์อสูรเป็นพัสดุมาปักกิ่งสู้ขายทิ้งที่นั่นเลยไม่ดีกว่าเหรอ เสียเวลาเปล่าๆ”
พนักงานส่งของบ่นพึมพำพลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้
แต่ทันทีที่เจียงจืออวี๋ใช้มีดกรีดเทปกาวที่ปิดกล่องออกกลิ่นเหม็นเน่าก็พุ่งออกมาทันที
เจียงจืออวี๋เหมือนจะเดาได้ว่าข้างในคืออะไรเธอจึงเปิดกล่องออกทั้งหมด
“อ้วก!”
พอพนักงานส่งของเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในเขาก็รู้สึกคอหดเกร็งและอาเจียนออกมาทันที
ความอยากรู้อยากเห็นแค่ครั้งเดียวแลกมาด้วยภาพติดตาไปตลอดชีวิต
ส่วนเจียงจืออวี๋มองดูสิ่งที่อยู่ในกล่องคิ้วขมวดแน่น แม้มันจะเริ่มเน่าไปบ้างแล้ว แต่เธอก็ยังจำได้แม่นยำ
“ศพหัวขาด ศีรษะที่หาไม่พบ ที่แท้...ก็ถูกส่งมาถึงมือฉันเป็นพัสดุเหรอเนี่ย?”
เธอหันไปมองพนักงานส่งของที่ยังคงอาเจียนไม่หยุดก่อนจะปิดกล่องลงตามเดิม แล้วหยิบใบปะหน้าพัสดุจากมือของอีกฝ่ายมาดู
“ชื่อผู้ส่ง... ต้วนหงเทา...”
“ต้วนหงเทา...”
พอเห็นชื่อผู้ส่งเจียงจืออวี๋ก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ยังไงดี
ความใจแคบของหวังเหมิ่งเธอรู้ดีอยู่แล้วแต่ไม่คิดเลยว่าจะคับแคบได้ถึงขนาดนี้
ประเด็นคือเขาสามารถทำเป็นไม่รู้เรื่องได้ และเมื่อเรื่องนี้ผ่านไป เมื่อไม่มีหลักฐานใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้
แต่หมอนี่กลับเลือกที่จะส่งของสิ่งนี้มาให้เธอแถมยังใช้ชื่อ 'ต้วนหงเทา' อีก!
เห็นได้ชัดว่าคนที่เขาแค้นไม่ใช่แค่จ้าวมู่เสวี่ยกับคุณปู่ของเธอแต่รวมถึงเจียงจืออวี๋ด้วย
นี่คือขี้เกียจเสแสร้งแล้วสินะถึงได้กระโดดออกมาท้าทายกันตรงๆ แบบนี้?
หรือว่าการทำแบบนี้ยังมีจุดประสงค์อื่นซ่อนอยู่อีก?
เจียงจืออวี๋ยืนนิ่งอยู่กับที่พยายามคิดว่าหวังเหมิ่งทำแบบนี้เพื่อหวังอะไรกันแน่ แต่เธอก็คิดไม่ออกจนกระทั่งพนักงานส่งพัสดุโทรแจ้งตำรวจ และตำรวจมาถึง เจียงจืออวี๋ก็ยังคิดไม่ออก
จนสุดท้ายไป๋ฉางเซิงนั่นแหละที่เป็นคนให้คำตอบกับเธอ
“เจ้านี่ ถ้าไม่ใช่ว่าปัญญาอ่อนจนคิดว่าพวกเราทำอะไรเขาไม่ได้เลยต้องโผล่หน้ามาท้าทาย...”
“ก็คงตั้งใจทำเพื่อยั่วโมโหเธอ หวังจะล่อให้เธอออกจากสุ่ยมู่ไปหาเขาเอง”
“แต่ฉัน... เทไปทางข้อแรกมากกว่า”