ระบบครองยุทธภพ

    บทที่ 44 จิตวิญญาณช่างตีเหล็ก

            บทที่ 44 

            จิตวิญญาณช่างตีเหล็ก

            ท้องนภาด้านบนสลัวสลัวตอนนี้เป็นช่วงเวลาในยามเย็นดวงอาทิตย์นั้นถูกย้อมกลายเป็นสีส้มอมแดงดวงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องแสงไปทั่วทั้งท้องนภาช่วงเวลาในตอนนี้อีกไม่นานคงจะเข้าสู่ในช่วงเวลายามราตรี สายลมเย็นๆพัดผ่านบริเวณเขตนอกเมืองหลอมโลหะทางไกลออกจากกำแพงเมืองไม่มากนะ 

            ชายป่าที่เงียบสงัด 

            ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านท้องนภาที่กำลังมืดมิด บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆลำธารขนาดเล็กหลุมศพขนาดใหญ่ได้ถูกสร้างขึ้นภายในสถานที่แห่งนี้ดินได้ถูกก่อตัวขึ้นกลายเป็นเนินสูง  โดยที่มีป้ายไม้ที่สลักชื่อของผู้ตายนามว่าเสี่ยวถงกำลังปักอยู่บริเวณนั้น 

            บริเวณด้านหน้าของหลุมศพร่างของบุตรสาวหนิงเอ๋อร์กำลังนั่งหลังน้ำตาอย่างโศกเศร้า 

            บริเวณด้านหลังของนางมีร่างของหลี่หยางและผู้ติดตามทั้งสองที่กำลังยืนพิงต้นไม้อยู่เฝ้ามองนางร้องไห้อยู่อย่างไกลๆโดยที่ไม่เข้าไปยุ่ง 

            หลันเซ่อที่กำลังยืนกอดดาบเหล็กของตนเองมันได้ทำการหันไปถามนายท่านของตนเองอย่างรวดเร็ว “แล้วแบบนี้จะเอาอย่างไรดีขอรับนายท่านมองดูจากสถานการณ์ในตอนนี้คงยังไม่สามารถกลับเข้าไปภายในเมืองได้อีกแล้ว ”

            ในตอนนี้ภายในเมืองมีการตรวจตาอย่างแน่นหนาพวกกองทหารแล้วก็มือปราบภายในเมืองทำการออกลาดตระเวนอย่างหนักเพื่อที่จะค้นหาคนที่บุกเข้าไปภายในจวนของเจ้าเมือง 

            หลังจากเสี่ยงถงสิ้นใจตายไปแล้วมาฟังบุตรสาวของมันเอาไว้กับหลี่หยาง 

            หลี่หยางเห็นว่าช่วงเวลาในตอนนั้นภายในเมืองเริ่มวุ่นวายเขาได้รีบนำร่างของเสี่ยวถงออกมาจากเมืองได้ทันเวลา 

            ก่อนที่จะโดนพวกคนเหล่านั้นทำการมาตามล่าในตอนนี้เขาก็เบาใจได้อย่างนึงตรงที่ว่าพวกเขานั้นหนีออกมาจากเมืองได้แล้วไม่เพียงเท่านั้นพวกคนเหล่านั้นยังไม่เห็นใบหน้าของเขาด้วยเขาทำการปิดบังใบหน้าของตัวเองอย่างมิดชิด 

            หลันเซ่อจ้องมองนายของตนเองที่กำลังอยู่ในท่ากอดอกแล้วก็นำหลังพิงกับต้นไม้แล้วถามอีกครั้ง“ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงจะไม่ได้กระบี่ที่ท่านต้องการแล้ว ”

            เขาทำท่าทางผิดหวังอยู่ไม่น้อยเพราะว่าจุดประสงค์ที่เขาเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้มันคือการที่เดินทางมาเพื่อที่จะหาอาวุธดีๆสักชิ้น 

            แต่ในตอนนี้เข้ามาภายในเมืองไม่เท่าไหร่ยังไม่ผ่านพ้น1 วันเลยเขาก็ได้ก่อเรื่องใหญ่โตจนทำให้ตัวเองนั้นต้องหนีออกมานอกเมือง

            แล้วดูจากท่าทีแล้วคงจะไม่สามารถกลับเข้าไปภายในเมืองได้สักพัก 

            แต่หลี่หยางกำลังยืนพิงต้นไม้อยู่เขาทำการยกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนที่จะหันไปตอบ“ เรื่องนั้นไม่จำเป็นแล้วข้าได้สิ่งที่ตัวเองต้องการแล้ว ” 

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งอี้ชิงและหลันเซ่อต่างพากันแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจพวกเขานั้นเอียงคอสงสัย  

            นายท่านของพวกเขาอยู่กับเขามาตลอดแล้วจะได้ของที่ต้องการได้อย่างไรกระบี่ที่เหน็บอยู่ที่เอวมันเองก็เป็นกระบี่ธรรมดาทั่วไป ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลยสักนิด

            หลี่หยางกำลังยืนอยู่เขาได้ค่อยๆยืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อยหันไปสั่งทั้งสอง“ พวกเจ้าไปหาไม้มาก่อกองเพลิงเถอะ แล้วก็ไปหาอาหารมาด้วยดูท่าทางแล้วนางคงจะคุกเข่าต่อหน้าหลุมศพของบิดาไปทั้งคืน ”

            “ พวกเราเองก็คงจะทำได้แต่เพียงแค่การเข้าดูนางอยู่ใกล้ๆเท่านั้นในวันพรุ่งนี้จะเริ่มทำการออกเดินทางช่วงเวลาในตอนนี้ก็ถือว่าให้นางได้อยู่กับบิดาของนาง ” 

            พวกที่อยู่ด้านหลังทำการก้มศรีษะแล้วก็ขานรับเป็นเสียงเดียว“ ขอรับ!! ”

            หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้ทำการแยกย้ายออกไปหาไม้และก็อาหาร 

            ไม่นานนักท้องนภาก็เริ่มมืดมิดลงดวงอาทิตย์ที่เคยส่องแสงสว่างไสวอยู่บนท้องนภาได้รับราหายไปจากท้องนภาหลังจากนั้นดวงจันทราก็ได้ปรากฏขึ้นมาท้องนภาที่มืดมิด 

            บริเวณชายป่านอกเมืองหลอมโลหะกองเพลิงกองเล็กๆได้ถูกจุดขึ้นให้แสงสว่างไสวร่างของบุรุษทั้งสามนั่งล้อมวงอยู่รอบๆกองเพลิง

            กองเพลิงที่กำลังสว่างไสวอยู่นั้นมันอยู่ห่างจากหลุมศพไม่มากนักประมาณยี่สิบก้าวบริเวณจุดนี้ถือว่าเป็นการไม่รบกวนมากเกินไปแล้วนางก็ยังอยู่ในสายตาของพวกเขาสามารถช่วยเหลือได้ตลอดเวลา 

            เขาที่กำลังนั่งล้อมรอบกองไฟบนกองไฟมีไก่ป่าตัวนึงที่ถูกย่างจงส่งกลิ่นหอม 

            หลี่หยางที่กำลังนั่งอยู่เขาได้ทำการเปิดบางอย่างขึ้นมาสิ่งที่เขาทำการเปิดขึ้นมามันก็คือหน้าต่างของระบบ

            ช่องของสกิลเขาได้ทำการเปิดช่องสกิลขึ้นมา

            มีเรื่องหนึ่งที่เขาได้รู้หลังจากที่เขาสำเร็จเควสลับในการช่วยเหลือแม่นางผู้นั้น 

            สิ่งที่เขาได้รับมากมายมันคือสกิลที่ชื่อว่าจิตวิญญาณแห่งช่างตีเหล็ก 

             --

            ชื่อสกิล จิตวิญญาณของช่างตีเหล็ก ระดับ ไม่สามารถระบุได้

            ข้อมูลของสกิล สกิลการสร้างอุปกรณ์ ระดับของอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นมาจะมีประสิทธิภาพตาม่าของวัตถุดิบและเลเวลของสกิลจิตวิญญาณของช่างตีเหล็ก

            --

             

            หลี่หยางใช้ดวงตาของตนเองกวาดมองมันอีกครั้งมองมันในครั้งนี้เขาก็ยังมองว่ามันเป็นสกิลที่สุดยอดอยู่ดี 

            เมื่อได้จ้องมองมันก็ได้ทำการพยักหน้าขึ้นลงอย่างพึงพอใจเพราะว่าเจ้าสกิลที่มันอยู่ตรงหน้าของเขามันเป็นสกิลสร้างสรรค์

            ‘ สามารถสร้างเจ้าอาวุธขึ้นมาได้จากการสนับสนุนจากสกิลนี้ ’

            ‘ ถ้าใช้สกิลนี้ในการสนับสนุนไอเทมที่ถูกทำการสร้างขึ้นมามันจะเป็นอาวุธที่ดีอย่างแน่นอน’

            ‘ แม้ว่าจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดกับมันสักเท่าไหร่แต่หลังจากที่ได้อ่านข้อความก็พอจะทำความเข้าใจได้แถมเมื่อยิ่งสกิลเพิ่มขึ้นมันยังสามารถสร้าง อาวุธที่ดีได้มากขึ้นอีกด้วยไม่ว่ามองอย่างไรแล้วการที่สร้างขึ้นมาเองโดยการหาวัตถุดิบมันก็น่าจะดีกว่าสินะ ’

            สิ่งที่เขาได้รับมามันไม่ใช่ไอเทมแต่ว่ามันคือสกิลเพราะแบบนั้นเขาถึงวางใจได้ว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องเดินทางเข้าไปที่สถานที่แห่งนั้นอีกแล้วแม้ว่าจะไม่รู้สักเท่าไหร่เกี่ยวกับรายละเอียดเจ้าของสิ่งดีแต่ว่าอย่างไรเสียมันก็น่าจะทำได้ดีกว่าที่ทำการซื้อพวกอาวุธที่อยู่ภายในร้านค้า 

            อาวุธที่อยู่ภายในร้านค้าล้วนแล้วแต่เป็นอาวุธธรรมดาธรรมดาเขามองดูแล้วไม่ได้โดดเด่นไปกว่าอาวุธเขาได้รับมาจากกองทัพเลย 

            ในขณะที่กำลังนั่งอ่านและจดจ่อรวมไปถึงทำความเข้าใจกับเจ้าสิ่งที่มันอยู่ด้านหน้า 

            เสียงของอี้ชิงกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ได้เอ่ยถามขึ้นมา“ ว่าแต่นายน้อยขอรับท่านจะพาแม่นางผู้นั้นไปด้วยจริงๆอย่างนั้นหรือขอรับ?” 

            หลี่หยางกำลังนั่งก้มหน้ามองดูสิ่งที่อยู่ด้านหน้าของตัวเองอยู่เขาทำการเงยใบหน้าของตนเองขึ้นมาจ้องมองตรงไปยังผู้ติดตามของตน

            มองดูจากใบหน้าอี้ชิงกำลังแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลบางอย่าง 

            เมื่อมองเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลนั้นหลี่หยางได้ทำการเอ่ยถามออกมาอย่างรวดเร็ว“ มีอันใดหรือเปล่าเหตุใดถึงทำใบหน้าเช่นนั้น ”

            อี้ชิงทำการบิดไปบิดมาเล็กน้อยก่อนที่จะพูดออกไป“คือว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ถ้าคิดว่าการที่จะนำพาแม่นางผู้นี้ไปด้วยคงจะลำบากต่อการเดินทางของพวกเราน่ะขอรับ”

            “ พวกเราไม่รู้เลยว่านางจะทนกับการเดินทางของเราได้หรือไม่ในครั้งนี้พวกเราจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่เมืองหลวงอาจจะเจออันตรายมากมายแถมเมื่อไปถึงเมืองหลวงอาจจะมีอันตรายมากมายรออยู่ก็ได้ ”อี้ชิงไม่ใช่คนใจแคบแต่ในทางกลับกันเขานั้นกำลังกังวลเกี่ยวกับความอันตรายของแม่นางผู้นั้นต่างหาก 

            หลี่หยางเขานั้นกลับคิดต่างเขาแสดงรอยยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดออกไป“ ไม่เป็นอะไรหรอกสำหรับคนที่เจอเรื่องราวเช่นนี้มาเหตุการณ์มันจะบ่มเพาะให้มนุษย์นั้นแข็งแกร่งขึ้นความมั่นใจว่านางคงจะสามารถร่วมเดินทางกับพวกเราได้ ”

            “ แล้วอีกอย่างบิดาของนางฝากฝังไว้กับข้าตอนนี้เมืองแห่งนี้คงจะไม่สามารถเป็นที่อยู่ของนางได้แล้วมองดูจากสถานการณ์ในตอนนี้นางเองก็คงจะไม่มีญาติที่ใดเพราะแบบนั้นถ้าปล่อยเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้หรือว่าจะนำพานางไปไว้ที่อื่นบางทีก็อาจจะเกิดเรื่องราวเช่นเดิมขึ้นมาอีก” หลี่หยางทำการหันไปจ้องมองแผ่นหลังของสตรีผู้นั้นที่กำลังนั่งอยู่บริเวณหน้าหลุมศพของบิดา 

            หลังจากที่ได้ฟังความเห็นเช่นนั้นอี้ชิงและหลันเซ่อเขาทำการหันมองหน้ากันแน่นอนว่าหลังจากนั้นก็ไม่มีคำโต้แย้งอีกเลยบางทีความคิดของนายท่านของพวกเขาที่แสดงออกมามันอาจจะเป็นความคิดที่ถูกต้องก็ได้ 

            หลี่หยางมองเห็นไก่ป่าที่อยู่ด้านหน้าถูกย่านจะสุข“ เอาตัดแบ่งมาหน่อยสิ ” 

            หลี่หยางนำเนื้อไก่จำนวนนึงมุ่งตรงมายังบริเวณด้านหน้าหลุมศพดวงตาของเขาจ้องมองแม่นางผู้นั้นที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหลังจากที่ช่วงเวลาผ่านไปนานมากพอสมควรตอนนี้นางได้แต่นั่งอยู่เฉยๆไม่มีแม้แต่น้ำตาหลั่งไหลแต่ภายในดวงตานั้นยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า 

            นั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้มาหลายชั่วยามแล้วไม่ขยับไปที่ใดไม่มีท่าทางจะขยับเขยื้อนเมื่อหลี่หยางเดินมาถึงบริเวณด้านหลังมันก็ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เสียงท้องของนางนั้นร้องคำรามออกมาด้วยความหิวโหย 

            นางก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงใช้มือทั้งสองข้างจับกุมบริเวณท้องแต่ในขณะนั้นเองมีบางอย่างที่ยื่นเข้ามาไก่ย่างที่ส่งกลิ่นหอมถูกยื่นเข้ามาจากบริเวณด้านหลัง 

            การทำการหันไปมองด้วยความประหลาดใจเมื่อได้หันกลับไปก็มองเห็นใบหน้าของหลี่หยางที่กำลังแสดงรอยยิ้มพร้อมกับยื่นอาหารภายในมือมาให้“ รับไปสิ ” 

            สำหรับนางที่ตอนนี้ภายในใจกำลังบอกช้ำคำพูดที่ออกมาจากผู้ที่อยู่ด้านหน้านั้นแสนจะอ่อนโยนนางทำการยื่นมือทั้งสองข้างประคองสิ่งที่หลี่หยางยื่นเข้ามาให้เอาไว้ 

            นางได้ประคองมันอย่างเบามือดวงตาก้มมองต่ำลงอาหารที่ส่งกลิ่นหอมอยู่ด้านหน้าท้องของนางก็ส่งเสียงร้องคำรามอย่างหิวโหยแต่นางไม่มีท่าทางจะขยับจ้องมองอาหารภายในมืออย่างประหลาดใจ

            หลี่หยางมองเห็นเช่นนั้นกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำสั้นๆ“ กินเพื่อมีชีวิต บิดาของเจ้าคงไม่อยากเห็นเจ้าตายไม่หรอก ” 

            จบบท 

    คล้ายกับเรื่องระบบครองยุทธภพ ที่คุณอ่าน