ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่33 ใต้เงาจันทร์ สู่ตำหนักมังกรเมฆา

    ใต้แสงจันทร์ซึ่งทอดผ่านผ้าม่านโปร่งเบาบนชั้นสองของหอโอสถ ห้องพักเรียบง่ายซึ่งใช้ไม้หอมคุณภาพดีในการก่อสร้างพลันอบอวลไปด้วยกลิ่นจาง ๆ ของชาดอกเหมย เสียงลมโชยอ่อนพัดผ้าม่านไหวเบา ราวปลายนิ้วของสตรีกำลังเกลี่ยผิวน้ำในบ่อหยก


    อวี้เหวินนั่งอยู่บนเสื่อฟางที่ปูเรียบกลางห้อง เบื้องหน้าเขาคือโต๊ะเตี้ยไม้ท่อนกลม มีถ้วยน้ำชาที่แห้งสนิทวางอยู่หนึ่งใบ เขาเหม่อมองเปลวเทียนที่ไหววูบ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแต่ลึกล้ำ ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความคิดอันซับซ้อน ดุจบ่อบาดาลที่ซ่อนความเคลื่อนไหวใต้ผิวเรียบสงบ


    ...วันนี้ ผ่านพ้นไปเช่นนี้เอง


    สายตาของอวี้เหวินทอดผ่านม่านแห่งความทรงจำย้อนกลับไปยังลานทดสอบในช่วงเช้าตรู่ ที่ซึ่งเขาก้าวเท้าเข้าไปยังด่านแรกภายใต้สายตานับพันคู่


    แท่นศิลาอันใหญ่โตตั้งตระหง่านเบื้องหน้า เย็นเยียบประหนึ่งภูเขาน้ำแข็ง หากแต่เขากลับยืนนิ่งเพียงครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก พลังภายในกายแปรเปลี่ยนไปตามกระบวนการของ “หมัดอัคนีสังหาร” ฝ่ามือทั้งสองกำแน่น เส้นเลือดขอดนูนใต้ผิวหนัง


    ตูม!


    เสียงหมัดกระแทกแท่นศิลาอื้ออึงราวฟ้าคำราม พริบตานั้นเอง ตัวเลข “1500 จิน” ปรากฏขึ้นกลางแท่น ดั่งสลักด้วยอักขระเพลิง


    เสียงอุทาน เสียงแตกตื่น ทั้งชื่นชมและประหลาดใจดังขึ้นทั่วลาน...


    เขา ผ่านด่านแรกไปอย่างสมบูรณ์


    ด่านที่สอง ค่ายกลจิตอสูร


    คลื่นพลังแปลกประหลาดหมุนวนปั่นป่วน ความสับสนเข้าครอบงำจิตใจ ดั่งถูกพันธนาการในฝันร้าย แต่เพียงแค่เวลา หนึ่งถ้วยชา ผ่านไป เงาร่างของอวี้เหวินก็ก้าวออกจากค่ายกลด้วยสายตาแน่วแน่และหัวใจดั่งเหล็กกล้า


    ผู้ตรวจสอบถึงกับนิ่งงัน ก่อนจะหลุดคำออกมาว่า “...เพียงถ้วยชาเดียวหรือ?”


    ด่านสุดท้าย การประลองกับเหล่าผู้เข้าสอบ


    อวี้เหวินไม่ใช่ผู้ที่หวังเอาชัยเพื่อโอ้อวด หากแต่ในใจกลับสงบนิ่ง เขาใช้หมัด ใช้ร่าง ใช้สติปัญญาในทุกกระบวนท่า ตีโต้คู่ต่อสู้อย่างเฉียบคมและมั่นคง


    หนึ่งคนล้ม สองคนแพ้ สามคนหมดท่า...กระทั่งไม่มีผู้ใดยืนหยัดต่อหน้าเขาได้อีก


    “อันดับหนึ่งของศิษย์ใหม่ อวี้เหวิน!”


    เสียงประกาศนั้นยังดังก้องในใจ ยามเมื่อเขานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ


    เขาหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกถึงพลังที่เติบโตขึ้นภายในกาย


    มือของเขาค่อย ๆ กำแน่น เงียบงัน แต่หนักแน่นราวสัจธรรม


    “ข้า…ก้าวมาอีกขั้นแล้ว” เขากล่าวกับตนเองในใจ


    แต่ดวงตาที่ลืมขึ้นพลันเปล่งประกายเรืองรอง...ยังไม่พอ ไม่เพียงพอแม้แต่น้อย


    “ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก แข็งแกร่งในทุกวัน แข็งแกร่งจนไม่มีผู้ใดขวางข้าได้”


    แววตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนจากนิ่งสงบเป็นเร่าร้อน ราวเปลวไฟในเตาอัสนี


    “แข็งแกร่งพอ…ที่จะนำมารดากลับมา”


    ภาพหนึ่งพลันปรากฏในห้วงใจ


    สตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์สีจันทร์ นั่งเย็บผ้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ดวงตาอ่อนโยนแฝงความโศกเศร้า ทุกฝีเข็มเหมือนมีคำพูดที่เงียบงันว่า “ลูกของแม่...เจ้าต้องอยู่ให้ได้”


    อวี้เหวินกำหมัดแน่นยิ่งขึ้น หัวใจของเขาเต้นดังก้องดุจกลองศึก


    “ถึงเวลาที่บุตรผู้นี้ จะไปนำแม่กลับคืน…ให้พร้อมหน้าพร้อมตากับบิดา ข้า…และท่าน”


    สายตาของเขาแหงนมองขึ้นไปยังฟ้าเหนือเพดานไม้


    คืนนี้ จันทร์เด่นชัดไร้เมฆบดบัง ดุจโชคชะตาที่เริ่มจะส่องแสง


    เขาผ่อนลมหายใจยาว ก่อนลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจอีกครั้งให้เต็มปอด แล้วหมุนกายเดินไปยังมุมห้องหยิบสัมภาระที่เตรียมไว้


    พรุ่งนี้...เขาจะต้องไปยังตำหนักมังกรเมฆา เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ ในฐานะศิษย์ของหนึ่งในสุดยอดสำนักแห่งแดนใต้


    ทุกย่างก้าวจากนี้ จะมิใช่เพียงเพื่อชื่อเสียง หรือลาภยศ


    หากแต่...เพื่อครอบครัว เพื่อคนที่เขารัก เพื่อคำมั่นในใจที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


    แสงเทียนริบหรี่ไหววูบอีกครั้ง ก่อนจะดับลงเบา ๆ


    ...ค่ำคืนนี้จึงเงียบงันลง แต่ในใจของอวี้เหวินกลับราวกับกำลังมีเพลิงบางอย่างค่อย ๆ ลุกไหม้ขึ้นอย่างมั่นคงไม่สิ้นสุด


    ---


    รุ่งอรุณแรกของวันที่ท้องฟ้ายังแฝงไอเย็นจากค่ำคืนก่อน ท่ามกลางหมอกจางและแสงแดดอ่อนที่เริ่มแต่งแต้มปลายยอดไม้ หอโอสถซึ่งตั้งตระหง่านอย่างเงียบงามในย่านด้านตะวันออกของเมือง ก็ดูคล้ายจะอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมบางเบาของสมุนไพรที่ลอยตามลมโชยมาอย่างแผ่วพลิ้ว


    อวี้เหวินยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองสัมฤทธิ์ในห้องพักของตน ผ้าผืนยาวถูกพันอย่างเรียบร้อยไว้ที่เอว ชุดนักฝึกสีหม่นที่สวมอยู่นั้นแม้จะไม่หรูหราแต่สะอาดสะอ้านและแนบกระชับร่างอย่างพอดี ชายหนุ่มหลับตาลงลึก สูดลมหายใจเข้าอย่างช้าๆ ปล่อยให้เสียงลมหายใจประสานกับจังหวะของหัวใจ เขารู้สึกถึงความหนักแน่นในจิต ความมั่นคงในใจ และเปลวเพลิงอันเร่าร้อนในหทัยที่ยังคงคุกรุ่นดั่งเปลวอัคคีไม่เคยดับ


    เขาเอื้อมมือไปแตะสร้อยคอที่แขวนห้อยไว้เหนือแผ่นอก เสียงของซ่งเหยียนเฟยแม้เงียบไปชั่วคืน แต่ในยามเช้าเช่นนี้กลับคล้ายจะยังคงคอยเฝ้าดูเขาอยู่เงียบๆ


    “วันนี้...” อวี้เหวินกระซิบเบา “ข้าจะก้าวย่างเข้าสู่ตำหนักมังกรเมฆา...”


    เมื่อก้าวลงจากห้องพัก เสียงพื้นไม้แผ่วเบายามเท้าเหยียบส่งเสียงดังไปในความสงัด แต่ทันทีที่เขาเดินออกมาสู่ลานด้านหน้า สายตาของเขาก็สบเข้ากับร่างสองร่างที่ยืนรออยู่


    หนึ่งคือบุรุษวัยกลางคนผู้มีเรือนผมขาวดุจหิมะแรกแห่งเหมันต์ เกล้ามวยขึ้นอย่างเรียบร้อย ใบหน้าเปี่ยมด้วยความสงบ ดวงตาอันอบอุ่นดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิสบตาเขาด้วยรอยยิ้มที่แฝงความภูมิใจมิอาจซ่อนเร้น


    อีกผู้หนึ่งคือชายชราในอาภรณ์ธรรมดา ใบหน้าเปื้อนยิ้มเปี่ยมเมตตา ดวงตาลึกซึ้งดั่งเคยประสบผ่านโลกมานานนับศตวรรษ เถ้าแก่หลิน


    “เจ้าพร้อมแล้วหรือยัง?” เสียงของอวี้หลานไม่ดังนัก หากแต่หนักแน่น ราวเสียงผู้นำที่มีเพียงคำเดียวสามารถปลุกใจเหล่าทหารพันนายให้ลุกขึ้นสู้


    อวี้เหวินยิ้มตอบอย่างมั่นใจ สายตาแน่วแน่ดุจเหล็กกล้า “พร้อมแล้วขอรับ ท่านพ่อ”


    อวี้หลานพยักหน้า ยื่นมือออกไปจับบ่าของบุตรชายแน่นเบา ๆ ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นส่งผ่านเข้าถึงหัวใจอวี้เหวินได้ทันที


    “ดี... ดีมาก” อวี้หลานยิ้ม หัวเราะเบา ๆ คล้ายปลดเปลื้องภาระในใจ “ข้าขอให้พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่คุ้มครองเจ้าในทุกย่างก้าวแห่งหนทางข้างหน้า”


    “ขอบคุณขอรับ... ท่านพ่อ” อวี้เหวินค้อมศีรษะลงต่ำ น้ำเสียงแฝงทั้งเคารพและตื้นตัน


    อวี้หลานเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะทอดมองบุตรชายด้วยสายตาที่ลึกซึ้งนัก จากนั้นจึงกล่าวถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความหมาย


    “เส้นทางของวีรชน... มิใช่ราบเรียบดังทางหินที่มีผู้ปูไว้แล้ว หากแต่เต็มไปด้วยขวากหนามและเปลวเพลิง หากเจ้าสะดุดล้ม อย่าโทษฟ้าอย่าด่าดิน จงลุกขึ้นเงียบๆ แล้วก้าวต่อไปด้วยดวงใจอันไม่หวั่นไหว”


    แล้วเขากล่าวบทกวีเสียงแผ่วเบา คล้ายสายลม


    “จงสู้ด้วยดาบ ไม่หวั่นพายุในใจ

    แม้ฟ้าร้องดินไหว ใจมังกรยังไม่หันกลับ”


    เถ้าแก่หลินหัวเราะเบา ๆ ตามถนัด “เจ้าหนุ่มเอ๋ย... ฟังคำผู้เฒ่าไว้บ้างเถิดนะ ถึงเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด หากใจไร้เมตตา ก็มิอาจก้าวไกลนักหรอก อย่าลืมแบ่งน้ำใจให้ผู้อื่นบ้างในระหว่างทาง”


    อวี้เหวินพยักหน้ารับ คำนับอีกครั้งต่อหน้าผู้มีพระคุณทั้งสอง


    “ข้าจะไม่ลืมคำของท่านทั้งสอง ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง”


    เขาหันหลังเตรียมจะย่างเท้าออกจากหอโอสถ ทว่า..


    “พี่ใหญ่! รอข้าด้วย! ข้าอยากไปส่งพี่ใหญ่วันนี้!”


    เสียงสดใสตะโกนมาจากด้านหลัง พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งในชุดพนักงานร้านโอสถวิ่งพรวดเข้ามา ใบหน้ายังแฝงความเยาว์แต่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต ดวงตาดำวาวที่มองมาเต็มไปด้วยความจริงใจ


    อวี้เหวินหันกลับไป ดวงตาแปรเปลี่ยนจากแข็งกร้าวเป็นอบอุ่นในชั่วพริบตา


    “อู๋ซวน... เจ้าตื่นเช้าเหมือนกันนี่”


    “แน่นอนสิ! ข้าให้สัญญากับตัวเองว่าจะมาส่งพี่ใหญ่ในวันสำคัญที่สุดของท่าน” เด็กหนุ่มพูดพร้อมรอยยิ้มสดใส


    อวี้เหวินยิ้ม พลางเอื้อมมือลูบหัวอีกฝ่ายเบา ๆ “ไปกันเถอะ”


    สองร่าง หนึ่งผู้เริ่มต้นเส้นทางของยอดยุทธ์ หนึ่งผู้มีใจซื่อตรง ก้าวเดินเคียงกันออกจากหอโอสถ ท่ามกลางแสงแดดแรกที่เริ่มส่องสว่างบนผืนฟ้า


    อวี้หลานยืนมองแผ่นหลังของบุตรชายค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมเสียงลมเบา พลางพึมพำในใจ...


    “จงทะยานไปเถิด ดั่งมังกรสู่ฟากฟ้า ไม่ว่าเจ้าอยู่แห่งหนใด ข้ายังคงเป็นแสงหนึ่งที่เฝ้าดูอยู่เบื้องหลัง”


    ดวงตาของเขายังคงทอดมองไปไกล ราวกับสามารถมองเห็นอนาคตที่บุตรชายจะต้องเผชิญ... พร้อมทั้งภาคภูมิใจ และ... ห่วงหา


    ใต้ผืนฟ้ายามเช้า อรุณรุ่งโปรยละอองแสงลงมาราวม่านแพรบาง ตรอกสือฉียังเยียบเย็นไม่คลายไอหมอกดีนัก อวี้เหวินกับอู๋ซวนเดินเคียงกันช้า ๆ เสียงฝีเท้าเบาดังสะท้อนบนพื้นหินเรียบที่ยังชื้นด้วยน้ำค้าง


    "พี่ใหญ่ วันนี้…เจ้าจะได้เข้าไปในตำหนักมังกรเมฆาแล้วสินะ"

    เสียงอู๋ซวนดังขึ้นอย่างไม่เร่งเร้า แต่แฝงความรู้สึกซับซ้อนในถ้อยคำ ดวงตาดำวาวของเขาฉายประกายซาบซึ้งและเป็นห่วง


    อวี้เหวินพยักหน้าช้า ๆ แววตาสงบเยือกเย็นดังธารลึก มิได้มีความตื่นเต้นอันใด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มแต่หนักแน่น "ใช่แล้ว ข้าจะได้เริ่มต้นเส้นทางของข้าเสียที…"


    ทั้งสองเดินไปตามตรอกเรื่อย ๆ จนสายลมอุ่นพัดโชยมาเบา ๆ จากทิศตะวันออก แสงตะวันยามเช้าทาบเงาเรือนร่างพวกเขาลงบนพื้น


    เบื้องหน้าปรากฏอาคารใหญ่หลังหนึ่ง ตั้งตระหง่านเหนือเนินหิน ตำหนักมังกรเมฆา สำนักที่เป็นความใฝ่ฝันของยอดยุทธ์นับไม่ถ้วน บัดนี้ อยู่ไม่ห่างจากเบื้องหน้า


    เมื่อก้าวมาถึงหน้าทางเข้า อวี้เหวินหยุดยืน หันมามองอู๋ซวนด้วยสายตาอบอุ่น


    “เจ้าส่งข้าเพียงเท่านี้เถอะ ข้าจะเข้าไปเอง”

    น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่แน่วแน่


    อู๋ซวนชะงัก ดวงตาที่ใสราวกระจกใสสะท้อนความลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหลุบตามองพื้น "ข้ารู้…คนนอกเข้าไม่ได้อยู่แล้ว"

    น้ำเสียงแม้พยายามข่มไว้ให้มั่นคง แต่ก็แฝงความเสียดายไม่ปิดบัง


    "ไม่ต้องกังวล" อวี้เหวินกล่าวพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "อยู่ใกล้กันเพียงนี้ เดี๋ยวข้าออกมาเยี่ยมเจ้าแน่นอน… เจ้าก็รักษาตัวด้วยเช่นกัน อย่าให้ข้ากลับมาแล้วต้องเห็นเจ้าหน้าซูบผอม"


    เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าอู๋ซวนก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ใบหน้าเผยรอยยิ้มเปื้อนความจริงใจ เขาพยักหน้าแรง ๆ “ข้าจะกินข้าวให้หมดทุกมื้อแน่นอน!”


    ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะโบกมืออำลากันกลางแสงอรุณที่เริ่มเจิดจ้า


    อวี้เหวินหันหลัง เดินย่างเท้าไปยังประตูใหญ่ของตำหนัก เสียงฝีเท้าของเขาก้องชัดยิ่งในความเงียบสงัดของเช้านี้


    หน้าประตูตำหนัก มีศิษย์สองคนยืนเฝ้ายามอยู่ พวกเขาทั้งคู่ล้วนสวมอาภรณ์ของตำหนักมังกรเมฆา สีเขียวอ่อนปักลายเมฆสีทองประณีต พอเห็นอวี้เหวินก็เบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าทักทายอย่างนอบน้อม


    "เชิญศิษย์น้องอวี้เหวิน"

    น้ำเสียงของคนหนึ่งเจือความยินดี เขาจำได้อย่างชัดเจน ศิษย์ใหม่ผู้คว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบเมื่อวาน ได้สร้างความตกตะลึงแก่ทุกสายตาในลานประลอง


    "ขอบคุณ ศิษย์พี่"

    อวี้เหวินกล่าวพลางโค้งเล็กน้อยอย่างสุภาพ แล้วจึงก้าวเดินต่อขึ้นบันไดที่ทอดยาวขึ้นไป


    ลมเช้าพัดชายเสื้อของเขาพลิ้วตามจังหวะก้าว อวี้เหวินเงยหน้ามองตำหนักเบื้องบน สีหน้ามิได้เผยความตื่นเต้นออกมา หากแต่มีเพียงความแน่วแน่ เฉกเช่นยอดเขามั่นคงที่มิหวั่นสายลม


    เมื่อก้าวพ้นบันไดสูงสายตาของเขาก็ทอดลงสู่ลานกว้างซึ่งเคยคึกคักยิ่งเมื่อวันวาน ทว่าบัดนี้กลับว่างเปล่าราวกับมิใช่สถานที่เดียวกัน


    "เมื่อวาน…ที่นี่เคยเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ และการต่อสู้อันเร่าร้อน"

    อวี้เหวินพึมพำในใจ ขณะกวาดตามองพื้นลานที่ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งการประลอง


    เขายืนนิ่งเพียงชั่วลมหายใจหนึ่ง ก่อนจะย่างก้าวต่อไปอย่างไม่ลังเล ปลายทางของเขา วิหารมังกรฟ้า


    เบื้องหน้านั้น เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางอันยาวไกล และเส้นทางสายนี้…เขาจะเหยียบย่างไปด้วยสองเท้าของตนเอง โดยไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด!


    ใต้ท้องฟ้าครามเจือหมอกจางยามเช้า แสงอาทิตย์เริ่มทอเส้นสายสีทองเฉกเช่นพู่กันสวรรค์แต่งแต้มผืนฟ้าให้มีชีวิตชีวา อวี้เหวินย่างเท้าอย่างไม่เร่งรีบ พลันทอดสายตามองทัศนียภาพอันวิจิตรเบื้องหน้า ภายในเขตตำหนักมังกรเมฆา ทุกสิ่งล้วนถูกสร้างอย่างพิถีพิถันงดงามราวโลกในภาพวาด อาคารเรือนเรียงรายดุจกลีบบุปผาอันอ่อนช้อยเรียงตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวชอุ่ม ทางเดินหินสีหยกเจียระไนถูกวางเรียงอย่างประณีตทอดยาวไปเบื้องหน้า ดอกไม้พันธุ์หายากหลากสีแย้มกลีบบานอ่อนโยนล้อไอหมอกที่ลอยละล่อง ลมพลิ้วพัดแผ่วเบาพาเสียงระฆังเล็กๆ จากยอดหลังคาไม้โบราณดังกังวาน ก่อเกิดบรรยากาศอันสงบลึกในใจ


    ยิ่งก้าวยิ่งสัมผัสได้ถึงความขลังที่แผ่ซ่านจากพื้นดิน เบื้องหน้าสุดปลายทางคือสถานที่หนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยอำนาจ... วิหารมังกรฟ้า อาคารหลังนี้สูงใหญ่เกือบแตะเมฆา หลังคาซ้อนลดหลั่นห้าชั้นเรียงเป็นเกลียวดุจมังกรเงยหน้าแผ่รังสีราชันย์ ฝาผนังหินขาวสลักลายมังกรพันเมฆอย่างประณีต ทุกเส้นสายล้วนเปี่ยมชีวิตชีวา ประหนึ่งจะขยับเคลื่อนไหวได้จริง แท่นบันไดหินสลักรูปคลื่นทะเลซัดสาดทอดยาวขึ้นไปยังประตูทองสัมฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ สะท้อนแสงสุริยะระยิบระยับดุจม่านแสงจากสวรรค์


    เบื้องหน้าวิหาร ศิษย์ใหม่หลายคนเริ่มทยอยมาถึงแล้ว กลุ่มหนึ่งยืนรวมกันอย่างสงบ หากแต่รัศมีอันแตกต่างทำให้ผู้พบเห็นมิอาจละสายตาได้โดยง่าย


    สตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ใกล้ชานบันได ชุดสีขาวบางเบาราวสายหมอกปกคลุมร่างระหง นางสงบนิ่งเยี่ยงภาพวาดบนผืนกระดาษโบราณ ดวงหน้างดงามประหนึ่งเทพธิดาในตำนาน ผิวพรรณขาวเนียนราวหิมะแรกที่โปรยปรายจากฟากฟ้า หากแต่แววตาคู่นั้นกลับเยือกเย็นนัก ลึกซึ้งจนยากหยั่งถึง นางคือ เซี่ยชิงหลัว 


    ถัดออกไปเล็กน้อย ชายหนุ่มในชุดดำเรียบไร้ลวดลายยืนเงียบอยู่ผู้เดียว ร่างสูงสง่าแฝงกลิ่นอายดุจภูเขาในยามรัตติกาล ใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ ดวงตาเย็นชาราวธารน้ำแข็งพันปี คล้ายมองทะลุจิตใจของผู้คนทุกผู้ เขาคือ หลัวเทียนอี้ ผู้มากับความเงียบและเงา


    ด้านขวาของวิหาร ชายหนุ่มอีกคนยืนไขว้แขน พลันสายลมโบกไหวปลายผ้าคลุมสีม่วงเข้ม ดวงตาคู่นั้นแหลมคมดุจเหยี่ยวเฝ้ามองสรรพสิ่งด้วยสัญชาตญาณที่ผ่านการหลอมรวมกับพลังเหนือธรรมดา มือขวาของเขาสวมถุงมือสีฟ้าใส ประหนึ่งคริสตัลต้องแสงจันทร์ ผิดแผกจากพลังอันเร้นลับของร่างกายเขาอย่างสิ้นเชิง ผู้นั้นคือ ไป๋หยุนเซิง อัจฉริยะหมัดฟ้าคราม


    ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากปลายบันได ทุกสายตาหันไปพร้อมกัน ก่อนเงาร่างของชายหนุ่มร่างสูง ผิวพรรณซีดเซียวดุจผู้ที่พึ่งลอยกลับจากแดนวิญญาณจะปรากฏ เขาสวมเสื้อคลุมม่วงดำ ยามเดินก่อเกิดกลิ่นอายของวิญญาณหลงทางเจือจางในอากาศ ลูกปัดกระดูกผูกห้อยข้างเอวสั่นไหวเบาๆ ทุกย่างก้าวคล้ายมีเสียงคร่ำครวญสะท้อนมา จูซงเทียน 


    ศิษย์ใหม่บางคนเริ่มสนทนากันเบาๆ เสียงหัวเราะตื่นเต้นปนด้วยความกลัว ความหวังและความทะเยอทะยานผสมปนเปจนยากแยก พวกเขาต่างรู้ดีว่าวันนี้คือวันแรกที่พวกเขาจะกลายเป็น ศิษย์แห่งตำหนักมังกรเมฆา อย่างสมบูรณ์


    ท่ามกลางเสียงพูดคุยนั้น ร่างหนึ่งพลันปรากฏที่ปลายทางเดิน ร่างนั้นสูงเพรียว บุคลิกสงบนิ่งเยี่ยงเขาใหญ่ หากแต่แฝงแรงกดดันที่มิอาจประมาทได้ สายตาของผู้คนเบนไปทันที หลายคนขยับตัว ยืนตรงโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงกับกระซิบกับเพื่อนข้างกายด้วยน้ำเสียงแผ่ว


    “เขามาแล้ว... ศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งปีนี้... อวี้เหวิน”


    ดวงตาหลายคู่มองเขาด้วยความชื่นชม บ้างมีแววยกย่อง บ้างแฝงด้วยเปลวอิจฉาที่ลุกโชนในใจ เขายิ้มบางๆ เพียงพอให้ดูอ่อนน้อม แต่ในแววตากลับหนักแน่นไม่หวั่นไหว


    เซี่ยชิงหลัวปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปอย่างไม่เอ่ยวาจาใด หลัวเทียนอี้เพียงกะพริบตาช้าๆ สีหน้าไม่เปลี่ยน ไป๋หยุนเซิงยิ้มน้อยๆ คล้ายพอใจ ส่วนจูซงเทียนกลับก้าวเดินผ่านอวี้เหวินไปโดยไม่ชายตามองแม้ครึ่งแววตา ทว่าพลังวิญญาณกลับกระเพื่อมเบาๆ ราวกับเป็นคำทักทายที่มิอาจเอื้อนเอ่ย


    อวี้เหวินหยุดยืนเบื้องหน้าวิหารมังกรฟ้า ลมหายใจเขานิ่งสงบ ความรู้สึกในใจคล้ายสายน้ำที่ไหลลึก... วันนี้เขาไม่ใช่เพียงคนเดินทางอีกต่อไป แต่คือผู้ซึ่งจะยืนอยู่ท่ามกลางหมู่มังกรบนฟากฟ้า


    เขาเหลือบมองวิหารอันยิ่งใหญ่เบื้องหน้า แล้วคิดในใจ


    “ข้า...จะไม่หยุดเพียงเท่านี้”


    แล้วเขาก็ย่างเท้าเข้าไป ข้ามธรณีแห่งชะตา... สู่บทใหม่ในเส้นทางของผู้ฝึกตน

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912