“ทำไมข้าต้องสู้กับซินเดรสเทรลด้วยล่ะ?”
นิโคลัสกล่าวเสียงเรียบ ขณะจ้องสบตาชายชราเบื้องหน้า สายตามั่นคงไร้ความลังเล
คิ้วขาวของจอมเวทรอยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แรงกดดันบางเบาเริ่มแผ่คลุมภายในรถม้า
“เจ้าก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือว่า ซินเดรสเทรลก่ออะไรขึ้น... และอะไรจะตามมา?”
“ข้าเห็น”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า...มันเป็นหน้าที่ของข้า”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นไม่เปลี่ยน
“ต่อให้เจ้าสร้างอะไรได้มากมายแค่ไหน... หากสุดท้ายถูกซินเดรสเทรลบดขยี้ เจ้าก็สูญเสียทุกอย่างอยู่ดี!”
น้ำเสียงชายชราดังขึ้น ราวจะกดอีกฝ่ายให้จำนน ทั้งภายในรถม้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด
สองสาวที่นั่งข้างนิโคลัสถึงกับกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ขณะที่คนขับด้านหน้าก็เริ่มขยับตัวด้วยความอึดอัด
“นั่นก็ยังไม่ใช่ความรับผิดชอบของข้า...ไม่ใช่หรือ ท่านตา?”
ชายหนุ่มไม่หลบตาแม้แต่น้อย
“ใครกันแน่ที่ควรรับผิดชอบต่อเรื่องนี้... ท่านลองคิดดูดี ๆ”
จอมเวทขมวดคิ้วแน่น แรงกดดันในห้องแทบกดทับจนไม่อาจยืดตัวตรง
“เจ้าคิดแต่จะให้ข้าช่วย แล้วเจ้าเล่า...จะไม่ช่วยคนของวาลเดียเลยงั้นหรือ?”
นิโคลัสหายใจติดขัด แต่ยังฝืนยืดหลังตรง น้ำเสียงไม่ไหวเอน
“แล้วตัวท่านเองล่ะ ท่านคิดไหม... ถ้าข้าต้องแลกชีวิตออกหน้าแล้วเป็นอะไรไป ใครจะรักษาตระกูลเบลลาทอร์?
แววตาของเขาเด็ดเดี่ยวจนแม้แต่แรงกดดันก็ไม่อาจทำอะไรได้
คำพูดนั้น... ทำให้ชายชราเงียบงันไปครู่หนึ่ง ความผูกพันลึกซึ้งที่มีต่อจักรวรรดิวาลเดีย ทำให้เขาเผลอลืมว่าเด็กหนุ่มตรงหน้า ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ของจักรวรรดิวาลเดีย…แต่คือนายน้อยของตระกูลเบลลาทอร์
บรรยากาศที่อึดอัดเหมือนคลายออก จนชายหนุ่มสูดลมหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“ข้าขอยืนยันอีกครั้ง ข้าจะไม่สู้กับซินเดรสเทรล…เพราะข้ามั่นใจว่ามีคนเหมาะสมกับหน้าที่นี้มากกว่าข้า”
จอมเวทรอยหรี่ตา แววสงสัยฉายชัดในดวงตา
“ใคร?”
นิโคลัสยิ้ม ไม่ตอบ แค่จ้องตาชายชราแน่วแน่
และเพียงไม่นาน... รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของชายผู้เคยผ่านศึกนับไม่ถ้วน
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ใช่ เจ้าจิ้งจอกอ้วนนั่น โอลิเวอร์ เหมาะที่สุดแล้ว!”
เสียงหัวเราะดังกังวาน พลันทำลายความตึงเครียดที่สะสมมา เหล่าองครักษ์ถึงกับผ่อนลมหายใจโล่ง
แต่รอยก็ยังพูดต่อด้วยแววตาจริงจัง
“แต่เจ้าคิดหรือว่าโอลิเวอร์จะยอมล้ำเส้นตัวเองเพียงเพราะรถม้าแบบนี้?”
นิโคลัสหัวเราะเบา ๆ พลางเคาะที่ขมับตัวเอง
“ท่านคงไม่คิดหรอกว่า ข้ามีแค่แผนเดียวในหัว?”
เขาเอนหลังเล็กน้อย ก่อนอธิบาย
“ถ้าข้าทำให้รถม้าและเกวียนเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแรงกระแทก…การขนส่งจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะเส้นทางจากแคว้นอื่นที่อยู่ติดแม่น้ำเซราฟิส นอกจากฮาเวนดอร์”
เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนกล่าวเสียงชัดเจน
“แล้วจากนั้น การขนส่งสินค้าต่าง ๆ จะถูกเราผูกขาด ใครก็ตามที่อยากได้...ต้องคุยกับโอลิเวอร์เท่านั้น”
จอมเวทยิ้มออกมาเต็มใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อนในช่วงหลายเดือนนี้
“รบกวนท่านด้วย...นายน้อย”
เสียงทุ้มของชายชราอ่อนลง พร้อมก้มหัวเล็กน้อยอย่างเคารพ
“ไม่ต้องพูดสุภาพขนาดนั้นก็ได้ขอรับ”
นิโคลัสยิ้ม พลางพยักหน้ากลับ
“ข้าทำเพื่อประโยชน์ของข้าเองด้วยเช่นกัน และข้ายังยึดหลักเดิม ความปลอดภัยต้องมาก่อน ข้าถึงไม่ยอมออกหน้า”
“อย่างน้อยข้าก็สบายใจขึ้นหน่อย”
รอยกล่าวเบา ๆ
“เอาล่ะ ทดสอบแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว แจ็ค หันกลับเลย ให้คนอื่นได้ลองบ้าง”
เสียงของนายน้อยกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง มั่นใจ เยือกเย็น และไว้ใจได้
รถม้าค่อย ๆ เลี้ยวกลับมุ่งหน้าสู่โรงแรม
การทดสอบรถม้าเป็นไปได้อย่างราบรื่น องครักษ์ทุกคนกล่าวชื่นชมนายน้อยไม่ขาดปาก
นิโคลัสทำการปรับแต่งรถม้าอีกเล็กน้อย
และวันพรุ่งนี้...ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง
แสงแดดยามสายส่องลอดหน้าต่างรถม้าเข้ามาภายในห้องโดยสาร
นิโคลัสและจอมเวทรอยนั่งประจัญกันคนละฝั่ง ระหว่างมุ่งหน้าไปรับโอลิเวอร์
ด้านนอก แจ็คทำหน้าที่สารถี ส่วนแฮร์รี่สลับมาแทนเจคอบในวันนี้
เมื่อวาน นิโคลัสได้ส่งข่าวแจ้งโอลิเวอร์ไว้ล่วงหน้า ว่าจะมารับเขาที่สำนักงานในช่วงเช้า เพื่อพาไปทดสอบรถม้าต้นแบบที่เพิ่งสร้างเสร็จ
“เจ้าคิดว่าเขาจะไม่รู้หรือ ว่ารถคันนี้เป็นฝีมือของเจ้า?”
รอยเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาจากทิวทัศน์ข้างทาง
“ต่อให้รู้ก็ไม่เป็นไร”
ชายหนุ่มตอบเรียบ
“ยังไงเราก็ต้องพาเขาไปลองทดสอบอยู่ดี แต่สิ่งที่ข้ากังวล ไม่ใช่เรื่องรถม้า”
“แต่เป็นท่าทีของคนที่อยู่เบื้องหลังเขา…ที่มีต่อซินเดรสเทรลต่างหาก”
จอมเวทขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าวน้ำเสียงหนักแน่น
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง เขาต้องการกำจัดพวกมันแน่นอน ยิ่งถ้ามีคนช่วยโดยที่เขาไม่ต้องลงมือเอง…ยิ่งเป็นสิ่งที่เขาชอบ”
“ท่านรู้ใช่ไหมว่าเขาเป็นใคร?”
จอมเวทเงียบ ไม่มีคำตอบ แต่นิโคลัสเข้าใจ ความเงียบนั้นคือคำยอมรับ
ไม่นาน รถม้าก็หยุดลงหน้าสำนักงานกลุ่มเหรียญทอง
แฮร์รี่ก้าวลงไปแจ้งข่าวการมาถึง จอมเวทและนิโคลัสลงจากรถเพื่อรอรับ
ไม่นานนัก ชายร่างใหญ่ในชุดเรียบหรูเดินออกมาจากประตู ด้านหลังมีองครักษ์สามนายในเกราะอัศวินพร้อมหมวกเหล็กปิดบังใบหน้า
รอยหันมองไปยังหนึ่งในนั้นด้วยแววตาคมกริบ…แต่ไม่เอ่ยคำใด
“อรุณสวัสดิ์ ท่านรอย…นายน้อย”
รอยยิ้มกว้างอันเป็นเอกลักษณ์เผยขึ้นบนใบหน้าของพ่อค้าร่างใหญ่
“อรุณสวัสดิ์”
นิโคลัสโค้งตัวทักอย่างสุภาพ ขณะที่จอมเวทเพียงพยักหน้า
“เราจะไปทดสอบรถกันนอกเมือง”
นิโคลัสเอ่ย
“เพราะถนนขรุขระต่างจากในเมือง จะเห็นประสิทธิภาพจริงได้ชัดกว่า ท่านสะดวกหรือไม่?”
“ตามที่ท่านเห็นควร”
โอลิเวอร์เหลือบถามองครักษ์หลังตน เมื่อได้รับสัญญาณยินยอม เขาจึงก้าวขึ้นรถม้าองครักษ์คนหนึ่งตามขึ้นไปในห้องโดยสาร อีกสองคนนั่งบนที่นั่งด้านนอกท้ายรถ
รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างนุ่มนวล
“หือ… รถม้าระดับนี้ทำไมถึงสบายขนาดนี้ได้ ท่านรอยเป็นคนร่ายเวทเพิ่มใช่หรือไม่ขอรับ?”
โอลิเวอร์เอ่ยทันทีเมื่อรถเคลื่อนไปตามถนน แม้จะรู้สึกว่าสบายแต่ยังไม่ทันคิดว่าจะเป็นคันที่ชายหนุ่มสร้าง
ชายชราพยักหน้ายอมรับ เขาได้ร่ายเวทจริง…แต่ไม่ใช่เวทลมที่ทำให้เบาลง ขณะนั้นสายตายังจับจ้ององครักษ์ข้างตัวไม่วางตา
เมื่อรถม้าออกนอกกำแพงสู่ถนนที่เต็มไปด้วยหลุมหิน โอลิเวอร์เริ่มสังเกตความผิดปกติบางอย่าง
รอยยกไม้เท้าขึ้น ร่ายเวทปกปิดครอบห้องโดยสาร ก่อนหันไปเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่อึดอัดบ้างหรือ…ถอดหมวกเถอะ เจ้าคงไม่คิดว่าจะปิดข้าได้หรอกใช่ไหม?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า… ข้าไม่เคยปิดเจ้าได้สักครั้ง รอย”
หมวกอัศวินถูกถอด เผยผมสีแดงเพลิง ดวงตาทับทิมเจิดจ้า และใบหน้าคมที่แม้ย่างเข้าสู่วัยชราก็ยังเปี่ยมราศี
เพียงเห็นใบหน้า จอมเวทก็หลุบตาลงน้อย ๆ เสียงเข้มดังขึ้น
“เจ้าไม่กลัวอันตรายหรือ ถึงหนีเที่ยวอีกแล้ว…นิสัยแบบนี้ ลูกสาวเจ้าก็ได้มาตรง ๆ”
“พูดถึงเธอ…ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยเซอรินา หากไม่มีเจ้า ข้าคงเสียเธอไป”
บทสนทนาสั้น ๆ ก็เพียงพอให้นิโคลัสเข้าใจว่าชายตรงหน้าเป็นใคร
เขาคุกเข่าลงทันที
“ข้าน้อย นิโคลัส เบลลาทอร์ ขออภัยต่อองค์จักรพรรดิ อีไลอัส วาลเดียลา”
เสียงของเขาหนักแน่นจริงใจ
“ข้าน้อยล่วงเกินเจ้าหญิงเซอรินา เพราะไม่รู้ฐานันดรจากการปกปิดด้วยชุดคลุม ขอพระองค์ทรงอภัย”
อีไลอัสเพ่งมองชายหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนผ่อนลมหายใจ
“ลุกขึ้นเถอะ…ข้าไม่ถือสาเจ้าเลย หากไม่มีพวกเจ้า ข้าคงเสียเธอไปแล้ว”
แล้วพระองค์ก็แย้มยิ้มบาง ๆ
“และถือเป็นบทเรียน…ทำให้เธอไม่กล้าหนีเที่ยวไกลอีก”
เมื่อทั้งคู่กลับนั่งประจำที่ อีไลอัสทอดมองชายหนุ่มตรงหน้า
“เจ้าคือคนที่ได้อันดับสิบของสถาบัน ด้วยฐานะนักเวทฝึกหัด…ข้ารู้มาว่าเจ้าตั้งใจเพียงระดับนี้จึงหยุดการทดสอบรอบสุดท้ายกลางคันทั้งที่ยังไม่หมดแรง อีกทั้งเมื่อเดือนก่อนยังช่วยกำจัดปีศาจโดยใช้นกสืบข่าว และไม่กี่วันก่อนยังกำจัดปีศาจด้วยดาบคู่”
ทุกถ้อยคำราวกับบอกว่า เขารู้ทุกฝีก้าวของนิโคลัส
“วันนี้ข้าได้มานั่งรถม้าของเจ้า แม้ไม่เอ่ย ข้าก็รู้ว่าเป็นฝีมือเจ้า…คุ้มค่าที่มาจริง ๆ”
สายตาเปี่ยมความชื่นชมฉายออกมาจากองค์จักรพรรดิ สายตาที่ไม่ใช่ใครจะได้รับง่าย ๆ
โอลิเวอร์สีหน้าแปลกใจเมื่อทราบว่ารถคันนี้คือคันที่เด็กหนุ่มสร้างขึ้น
“เรื่องธุรกิจไว้ทีหลัง…ข้าถามตรง ๆ เจ้าอยากจัดการซินเดรสเทรลหรือไม่?”
จอมเวทรอยขัดขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม
สีหน้าของอีไลอัสเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด แรงกดดันแผ่ซ่านในพริบตา จนโอลิเวอร์และนิโคลัสรู้สึกราวกับอกถูกกดด้วยหินหนักนิโคลัสกำเบาะแน่น เหงื่อซึมขมับ ไหล่ลู่ลงแม้พยายามฝืนแล้ว
“เจ้าบ้าไปแล้ว! เก็บพลังไป หลานข้าจะบาดเจ็บแล้ว”
รอยร้องปราม
อีไลอัสชะงัก รีบเก็บพลังกลับคืน สีพระพักตร์อ่อนลง
“ขอโทษ…ข้าลืมตัว”
พระองค์ทอดสายตามองออกนอกหน้าต่าง
“พวกมันล้ำเส้นมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ทำทุกอย่างในกรอบกฎหมาย…เหล่าเสนาบดีก็กลัวลุงข้า ไม่กล้าเอ่ยความเห็นตรงไปตรงมา”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นที่ปิดบังมานาน
รอยรอจนเพื่อนเก่าพูดจบ จึงเอ่ยขึ้น
“แสดงว่าเจ้าก็ตั้งใจจะโค่นซินเดรสเทรลอยู่แล้ว…แล้วทางแคว้นเซฟีเรียน ที่ตระกูลเวเลซซาร์คุมอยู่ล่ะ เชื่อใจได้ไหม?”
“ตอนนี้ เรายังมีอำนาจเหนือกว่า…แต่ถ้าเมื่อใดเพลี่ยงพล้ำ ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเลือกข้างไหน”
“ถ้าเปิดเส้นทางขนส่งจากแม่น้ำเซราฟิส ผ่านทางเซฟีเรียน เจ้าคิดว่าพอเป็นไปได้หรือไม่?”
อีไลอัสนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“เป็นไปได้…แต่ค่าขนส่งจะสูงขึ้นมาก จนแข่งราคากับสินค้าของพวกเขาไม่ได้แน่”
รอยเหลือบตามองนิโคลัส ส่งสัญญาณเงียบให้เขาอธิบายต่อ
นิโคลัสพยักหน้า
“ทุกวันนี้ การขนส่งมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะใช้เวลานาน เกวียนไม่สามารถวิ่งเร็วเกินไปได้…แต่ถ้าทำให้วิ่งเร็วขึ้นโดยสินค้ายังคงความปลอดภัย ก็จะย่นเวลาลงได้มาก”
เขาหันสบตาองค์จักรพรรดิอย่างมั่นคง
“ถ้าข้าเปลี่ยนรถม้าแบบนี้ให้เป็นเกวียนบรรทุกสินค้า…พระองค์คิดว่าอย่างไร?”
จักรพรรดิและโอลิเวอร์สบตากันครู่หนึ่ง ทั้งคู่ต่างเข้าใจว่า หากการขนส่งรวดเร็วขึ้นได้จริง จะเปิดโอกาสให้ลำเลียงอาหารสดจากแม่น้ำเซราฟิสสู่เมืองหลวงได้ทันเวลา ผลประโยชน์มหาศาลที่จะเปลี่ยนเกมการค้าในจักรวรรดิทันที
“เจ้าคิดว่ามันจะเร็วขึ้นได้แค่ไหน?”อีไลอัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ในแววตาแฝงความคาดหวังและความกดดัน
นิโคลัสโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ขออภัยฝ่าบาท... โปรดยึดที่นั่งให้มั่น”
จากนั้นหันไปสั่งเสียงหนักแน่น“แจ็ค เร่งความเร็วเท่ากับที่เราทดสอบเมื่อวาน”
“รับทราบ นายน้อย”
ทันทีที่สิ้นคำตอบรับ รถม้ากระชากตัวพุ่งไปข้างหน้า แรงดึงทำให้ร่างทุกคนเอนเล็กน้อย แต่ความนุ่มนวลของช่วงล่างทำให้แรงสะเทือนแทบไม่รู้สึก แม้ความเร็วจะพุ่งขึ้นจนลมลอดเข้าหน้าต่างดังอู้
นิโคลัสยิ้มบาง
“ฝ่าบาทคิดว่าความเร็วนี้เพียงพอหรือไม่? หากแปลงเป็นเกวียนบรรทุก แม้จะลดลงเล็กน้อยเพราะน้ำหนัก แต่ก็ยังเร็วกว่าเกวียนทั่วไปไม่ต่ำกว่าสองเท่า”
น้ำเสียงเขามั่นคงไม่มีความลังเล
จักรพรรดิฟังอย่างตั้งใจ
“แล้วพวกเจ้าจะสร้างเองทั้งหมด แล้วขายให้ข้าหรืออย่างไร?”
จอมเวทรอยเป็นฝ่ายตอบแทน
“พวกเรามีกำลังคนไม่มากพอ ตอนแรกเราคิดเพียงจะขอส่วนแบ่งจากการขายรถม้า แต่เมื่อตอนนี้เป้าหมายใหญ่ขึ้น เราต้องใช้มันเป็นหมากหลักในการล้มซินเดรสเทรลด้วย”
อีไลอัสแทรกขึ้น
“แล้วไม่กลัวหรือ ว่ามีคนถอดแบบได้?”
รอยยกยิ้มมุมปาก
“ในวาลเดีย เวทผนึกของข้า... มีเพียงท่านผู้เฒ่าที่จะปลดได้”
“เจ้าจะลงเวทเองทุกคัน?”
“หนึ่งเหรียญทองต่อคัน”
“เจ้าจะปล้นข้าหรือยังไง! รู้ไหมว่าต้นทุนสร้างรถม้าหนึ่งคันเท่าไร?”
อีไลอัสเสียงดังขึ้น
โอลิเวอร์รีบขอพูดทันที
“โปรดอภัยฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบแล้ว ราคาส่วนประกอบทั้งหมดสูงกว่ารถทั่วไปเพียงเล็กน้อย และค่าจารึกวงเวทของรถคันนี้ใช้นักเวทขั้นต้นแทนขั้นกลางได้ ทำให้ประหยัดต้นทุนลงมาก อีกทั้งผู้ซื้อยังใช้หินมานาน้อยลงในการเปิดใช้งาน เพราะไม่จำเป็นต้องเปิดทุกครั้งโดยเฉพาะในเมืองแทบไม่จำเป็นเลย แตกต่างจากรถม้ารุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง”
ดวงตาพ่อค้าร่างใหญ่ฉายประกายเจ้าเล่ห์
“และนี่คือเหตุผลที่เราสามารถตั้งราคาสูงกว่าเดิมได้ โดยไม่มีใครกล้าปฏิเสธ”
จักรพรรดิพยักหน้าเล็กน้อย ความคิดเริ่มก่อตัว หันไปถามเด็กหนุ่ม
“หากมีเพียงเท่านี้ เรายังล้มซินเดรสเทรลไม่ได้... เจ้ามีอะไรอีกหรือ?”
นิโคลัสสบตาแน่วแน่
“มากมาย ฝ่าบาท เพียงตรัสว่าต้องการบุกตลาดใด ข้าจะพยายามคิดสิ่งใหม่ขึ้นมาให้ และส่วนใหญ่... อาจลดการใช้หินมานา หรืออาจไม่ต้องใช้เลย”
อีไลอัสนิ่งคิด ไม่เพียงแต่นึกถึงรถม้าที่นั่งอยู่ แต่ยังนึกถึงอุปกรณ์ส่งสัญญาณแสงที่นิโคลัสสร้างก่อนหน้านี้
เขาหันไปถามจอมเวทรอยเพื่อย้ำความมั่นใจ
“เจ้ามั่นใจหรือไม่?”
“มั่นใจมาก... แต่เจ้าหนูจะคิดได้เพียงสิ่งของ ส่วนการสู้รบทางการค้าและการเมือง นั่นเป็นหน้าที่ของพวกเจ้า”
แววตาสีทับทิมของจักรพรรดิเปล่งประกายวาวโรจน์ ก่อนตรัสหนักแน่นจนบรรยากาศในรถม้าแทบหยุดนิ่ง
“โอลิเวอร์ รับคำสั่ง ร่วมมือกับพวกเขา เป้าหมายเดียวคือล้มซินเดรสเทรลให้ได้ภายในสามปี... หากเกินสี่ปีเจ้ายังล้มเหลว เจ้ารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“น้อมรับพระบัญชา!”
โอลิเวอร์คุกเข่ารับคำสั่งด้วยร่างกายสั่นเทิ้ม ไม่ใช่เพราะหวาดกลัว แต่เพราะความตื่นเต้นแทบระเบิด
‘เหมืองทองของข้า... อยู่ตรงหน้าแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า!’