รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ประตู

            “...อธิบายให้ข้าฟัง”

             

            ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้ว  เรื่องนี้นางจะทำเป็นไม่สนใจก็ได้ 

             

            แต่เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับ“หมอเทวดาอู๋เจี่ย” คนที่นางมีธุระด้วย เขาเป็นคนเดียวที่ได้ยินว่าเคยมีอาการแบบฮุ่ยเอ๋อแต่กลับสามารถหายดีจนเริ่มฝึกตนได้  และยังเป็นสาเหตุแรกที่ทำให้นางเดินทางมาจนถึงที่นี่

             

            หัวหน้าหมู่บ้านหันไปมองจอมพลจางอย่างขอความเห็น 

             

            “ผมจะเป็นคนเล่าเอง”

             

            จางเซียนหยวนพยักหน้าพวกเขาย้ายที่ไปนั่งบนโซฟา หลังจากนั้นไม่นานคุณผู้ช่วยที่อยู่ด้านนอกก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

             

            ไป่ฟานเซียนแปลกใจเล็กน้อยที่เครื่องดื่มของนางคือชาชั้นดีของหมู่บ้านที่นางชอบ  แปลว่าพวกเขาค่อนข้างจะรู้เรื่องของนางดีเหมือนกัน

             

            “เรื่องมันเกิดจากเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นหมอเทวดาได้เดินทางมาจนถึงจุดคอขวดของระดับจอมยุทธ์ เขาจึงตัดสินใจที่จะปิดด่านเพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตของปรมาจารย์”

             

            จอมพลจางเรียบเรียงคำพูด  เขากำลังนึกย้อนความทางจำไปเมื่อหลายปีก่อนอยู่  อย่าเห็นว่าเขายังดูเหมือนชายวัยกลางคน  อายุอานามเขาที่จริงก็ไม่น้อยแล้วเหมือนกัน

             

            เพราะเขาสามารถคบหาเป็นสหายกับชายชราชุดเทาที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนี้ได้

             

            “ตอนที่เขามาอยูที่หมู่บ้านใต้เมฆานี้เขาได้ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านมากมายทั้งยังทำให้หมู่บ้านนี้คึกคักอีกต่างหาก ชาวบ้านที่นี่จึงทั้งรักและเคารพเขามากๆ”

             

            จางเซียนหยวนจิบน้ำไปอึกหนึ่งแล้วเล่าต่อ

             

            “เขาเข้าไปปิดด่านฝึกตนในถ้ำแห่งหนึ่งด้านหลังหมู่บ้านนี้  เวลาก็ไหลผ่านไปเรื่อยๆ  จากเดือนเป็นปีจนหลายปีผ่านไปกระทั่งปัจจุบันเขาก็ยังไม่ออกมา”

             

            “หลานของผมเป็นห่วงมากๆเพราะเขาเข้าไปนานเกินกว่าที่บอกไว้เสียอีก” หัวหน้าหมู่บ้านชราก้มหัวด้วยความเศร้าขณะพูด

             

            “...หลานของเจ้า?”

             

            “หลานของเขาเป็นลูกศิษย์ของหมอเทวดาครับ”

             

            จางเซียนหยวนอธิบายให้ฟัง “ตามที่มีข่าวกระจายออกไปว่าหมอเทวดาจะออกจากการฝึกตนตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน  นั่นคือกำหนดการดั้งเดิมของเขาครับ”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้าอย่างเข้าใจปกติการปิดด่านฝึกตนสักครั้งมันอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน หรืออาจจะลากยาวไปเป็นปีแต่กับหมอเทวดาคนนี้ถึงจะผ่านไปหลายปีแล้วกลับไม่มีวี่แวว

             

            “ด้วยความเป็นห่วงเมื่อวันก่อนพวกเราจึงถือวิสาสะเข้าไปเปิดถ้ำแห่งนั้น...” หัวหน้าหมู่บ้านเล่าต่อเขาลุกขึ้นไปหยิบกล่องบนโต๊ะกลับมาให้ไป่ฟานเซียนดู

             

            ที่อยู่ด้านในกล่องคือรูปภาพหลายใบ

             

            มันคือภาพที่ถ่ายสภาพในถ้ำไว้หลากหลายมุม มันคือถ้ำธรรมดาๆที่ค่อนข้างจะสะอาดและสวยงาม แต่สิ่งที่เรียกความสนใจจากนางได้ในทันทีกลับเป็นบางสิ่งที่อยู่ลึกสุดของถ้ำ  มันเป็นโพรงเล็กๆที่เชื่อมต่อกับผนังถ้ำอาจจะเรียกว่าห้องลับหรืออะไรแบบนั้นก็ได้

             

             

            ที่นั่นมีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกับลูกบอลขนาดใหญ่ตั้งอยู่

             

            ลักษณะของมันคล้ายกับกลุ่มแสงสีขาวจางๆที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ  พวกมันจับตัวกันจนเป็นทรงกลมแต่รอบๆของมันนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าจะเกิดจากฝีมือมนุษย์คล้ายกับโดมห้อมล้อมไว้อยู่

             

            ไป่ฟานเซียนมองคราแรกก็รู้สึกแปลกใจ

             

            เพราะสิ่งที่นางเห็นมันก็คือ“เขตแดน” นั่นเอง

             

            ก็คล้ายคลึงกับเขตแดนระดับห้าที่นางกางไว้รอบบ้านพักหลังนั้น มันทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้มีอะไรเข้าไปรบกวนสิ่งที่อยู่ด้านในทั้งยังทนทานต่อการโจมตีจากภายนอกอีกต่างหาก

             

            เพียงแต่มันมีขนาดเล็กกว่าเท่านั้นเอง

             

             

            “...เจ้าสิ่งนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่ท่านกางเอาไว้รอบที่พักของท่าน”จางเซียนหยวนพูดขณะที่หันมามองไป่ฟานเซียน

             

            “...อืม  พวกนี้คือศาสตร์กลไกโบราณ”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ

             

            “บางทีมันก็คือสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าค่ายกลนั่นแหละ”

             

            จางเซียนหยวนเบิกตากว้างอย่างตกใจศาสตร์ค่ายกลในยุคสมัยนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก นอกจากนี้มันยังไม่ได้ทรงพลังและเห็นผลได้ชัดเจนจำนวนผู้ที่ศึกษาก็ลดน้อยลงไปทุกวันๆจนปัจจุบันเหลือเพียงตระกูลเก่าแก่บางตระกูลที่ยังรักษาความรู้พวกนั้นไว้อยู่

             

            เขาคาดไม่ถึงว่า“เขตแดน” ที่ทรงพลังซึ่งเขาเคยเห็นของไป่ฟานเซียนนั้นจะมีรากฐานเดียวกัน

             

            “พาข้าไปดูหน่อย...ระหว่างนี้ก็ค่อยๆคุยก็แล้วกัน”

             

             

             

            ทั้งสามคนเดินนำลงมาจากอาคารหลังใหญ่นั้นซึ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือบ้านของผู้ใหญ่บ้าน คุณผู้ช่วยกับคนของจางเซียนหยวนหลายคนก็ตามไปด้วยเช่นกัน

             

            แต่ว่าระหว่างทางไป่ฟานเซียนกลับพบกับคนที่นางคุ้นเคยเสียก่อน

             

            “เด็กๆอยากจะมารับพี่หญิงน่ะค่ะ”เซี่ยซูเหยายิ้มแห้งขณะที่เด็กน้อยที่นางจูงมาทั้งสองคนสะบัดมือนางแล้ววิ่งไปหาไป่ฟานเซียนทันทีที่พบหน้า

             

            นอกจากเซี่ยซูเหยาแล้วก็มีเจิ้งเหรินอี้  เหม่ยอิง และพ่อบ้านชราอย่างหวงจื่อหานที่ตามมาดูแลระหว่างทางไม่ห่าง

             

            พวกเขาที่เห็นชายวัยกลางคนในชุดเต็มยศก็ผงะเล็กน้อยก่อนจะทำความเคารพจางเซียนหยวน

             

            เพราะทั้งระดับวรยุทธ์อายุ หรือแม้แต่ตำแหน่งในกองทัพชายคนนี้ก็คู่ควรกับการเคารพทั้งนั้น

             

            แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเขาคือ“พ่อบุญธรรม” ของนายหญิง ดังนั้นสำหรับผู้ติดตามของไป่ฟานเซียนแล้วพวกเขาจึงต้องปฏิบัติตัวด้วยอย่างสุภาพ

             

            โดยเฉพาะเซี่ยซูเหยาที่มีท่าทีประหม่าเล็กน้อยเมื่อพบกับคนที่มีศักดิ์เป็นบิดาของพี่หญิง

             

            ส่วนนายใหญ่ทั้งสองตระกูลนั้นกำลังรับมือกับปัญหามากมายที่เกิดขึ้นจากข่าว“ลูกสาวของท่านจอมพล” อะไรพวกนั้นอยู่ จึงไม่ได้มาด้วยกัน

             

            “...เช่นนั้นพวกเจ้าก็มาด้วย”

             

            ไป่ฟานเซียนหันไปถามจางเซียนหยวนด้วยหางตาซึ่งท่าจอมพลก็รีบพยักหน้ารับถี่ๆอย่างไม่ขัดข้อง ท่าทางของเขาทำให้ลูกน้องของเขาและผู้ติดตามของไป่ฟานเซียนประหลาดใจเล็กน้อย

             

            หรือความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้จะมีอะไรสลับกันหรือเปล่า?

             

             

             

            ภูเขาด้านหลังของหมู่บ้านอยู่ไม่ได้ไกลมากนักระหว่างทางเด็กน้อยสามคนล้วนตื่นเต้นกับวิวทิวทัศน์และบรรยากาศที่ไม่เคยเห็น

             

            ถ้ำที่พวกเขากล่าวถึงตั้งอยู่ลึกเข้าไปอีกด้านนอกของถ้ำตอนนี้มีคนของทางการบางส่วนรวมถึงชาวหมู่บ้านใต้เมฆาที่รู้เรื่องพวกนี้วนเวียนอยู่ไม่ขาด

             

            “ท่านจอมพล!”

             

            คนของกองทัพที่เห็นว่าผู้ที่เดินมาใหม่คือใครรีบทำความเคารพด้วยท่าทางแข็งขันพวกเขาประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินตีคู่มากับท่านจอมพล  ทั้งท่านจอมพลยังดูนอบน้อมกับนางอยู่หน่อยๆด้วย

             

            หรือว่านั่นจะเป็นลูกสาวบุญธรรมของท่าน?

             

            แน่นอนว่าข่าวเรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปในกองทัพราวกับไฟลามทุ่งเช่นกันทั้งระดับสูงและคนรู้จักมากมายของจางเซียนหยวนโทรศัพท์หาเขาจนสายแทบไหม้เพราะเรื่องนี้มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ

             

            “เอ่อ...คนพวกนี้?”

             

            ทหารหนุ่มที่เห็นว่าด้านหลังยังมีกลุ่มคนที่เดินตามมาเป็นพรวนจึงถามอย่างไม่แน่ใจเพราะสิ่งที่อยู่ในถ้ำไม่ใช่สิ่งที่คนนอกควรเห็นเท่าใดนัก

             

            “ไม่เป็นไรพวกเขาเป็นคนของลูกสาวผมเอง” จางเซียนหยวนโบกมือทีหนึ่งพวกเขาก็กลับไปประจำหน้าที่

             

            ในถ้ำส่วนแรกเป็นเหมือนสิ่งที่ไป่ฟานเซียนเห็นจากรูปภาพเมื่อครู่แต่เมื่อเดินผ่านเส้นทางลับเข้าไป ไป่ฟานเซียนก็เลิกติ้วบาง

             

            “ที่ทางเข้ามีค่ายกลวางไว้อยู่?”

             

            ไป่ฟานเซียนพึมพำ  จางเซียนหยวนที่ได้ยินจึงรีบสั่งให้คนเข้ามาตรวจสอบบริเวณทางเข้าที่ไป่ฟานเซียนบอกในถ้ำตอนนี้ไม่มีใคร

             

            “แต่ระดับมันไม่สูงนัก...”

             

            ไป่ฟานเซียนพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจนางยังคงก้าวเดินเข้าไปจนถึงจุดที่ลึกสุดของถ้ำและมีสิ่งที่เหมือนกับเจ้าลูกบอลแสงนั้นถูกผนึกไว้ด้วยเขตแดนตั้งอยู่ ตอนนี้ผู้ที่อยู่ในห้องนี้นอกจากจอมพลจางและหัวหน้าหมู่บ้านชราแล้วก็มีเพียงคนของนางเท่านั้น

             

            เหล่าผู้ติดตามของไป่ฟานเซียนประหลาดใจกับสภาพในห้องโดยเฉพาะเด็กๆที่อยากจะเข้าไปดูลูกบอลแสงนั้นใกล้ๆแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ

             

            ไป่ฟานเซียนกวาดสัมผัสสวรรค์ของนางออกไปจนทั่วห้อง  คราวนี้นางควบคุมให้ระยะมันแคบลง จอมพลจางเซียนหยวนที่ยืนอยู่เฉยๆตัวสั่นโดยไม่ทราบสาเหตุเขารู้สึกว่าตนเองกำลังเปลือยเปล่าและไม่มีอะไรจะหลบรอดไปจากสายตาของนางได้ขึ้นมาแวบหนึ่ง

             

            ประสาทสัมผัสของเขาค่อนข้างจะแหลมคม  แต่ถึงขนาดตัวเขาเองก็ยังรู้สึกแค่เสี้ยวพริบตาเท่านั้น

             

            ท่านไป่ฟานเซียนแข็งแกร่งแน่นอน!

             

            จางเซียนหยวนขนลุก สัญชาตญานของเขาร้องเตือนว่าตัวเขาไม่สามารถจะสู้นางได้เลย

             

            สมกับที่เป็นบรรพจารย์!

             

            “...สิ่งนี้คือเขตแดนระดับสี่”  ไป่ฟานเซียนพูดขึ้นมาหลังจากที่สำรวจไปรอบหนึ่ง

             

            “...ระดับสี่?”จางเซียนหยวนที่ไม่ค่อยจะเข้าใจศาสตร์แขนงนี้นักถามกลับด้วยท่าทางงุนงง

             

            หญิงสาวหันกลับมาแล้วอธิบายให้ฟัง

             

            “อย่างน้อยต้องเป็นตัวตนระดับปรมาจารย์ลงมือจึงจะสามารถฉีกเขตแดนนี้ให้เกิดช่องโหว่ได้...”  คำอธิบายของนางกระจ่างชัดก็คล้ายกับเขตแดนของนางที่บ้านซึ่งเป็นระดับห้า ที่จำเป็นจะต้องเป็นตัวตนระดับบรรพจารย์ จึงจะพอมีทางทำให้มันสะเทือนได้

             

            แต่นางมั่นใจว่าถ้าเป็นเขตแดนที่นางกางต่อให้อยู่ระดับเดียวกัน มันก็ไม่ถูกบรรพจารย์ทั่วไปทำลายง่ายๆแน่นอน

             

            เช่นเดียวกับเจ้าเขตแดนระดับสี่ตรงหน้านี้ถ้าเป็นนางกางเองอย่าหวังว่าจะมีปรมาจารย์คนใดฝ่ามันเข้าไปได้เลย

             

            จางเซียนหยวนที่ได้ยินสิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดก็พยายามประมวลผลในหัว

             

            “เป็นอย่างที่ผมทดลองก่อนหน้านี้เลย...”

             

            ท่านจอมพลอธิบายให้ฟัง  ตอนที่พบเจ้าสิ่งนี้พวกเขาก้ทำการทดลองหลายๆอย่าง  แต่ไม่มีสิ่งใดที่สามารถที่จะผ่านเขตแดนนั้นได้

             

            มีเพียงการลงมือจากตัวตนระดับปรมาจารย์อย่างเขาเองเท่านั้นที่สามารถทำให้มันเกิดเป็นรูได้ชั่วครู่หนึ่ง

             

            แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็ฟื้นฟูตัวเองจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

             

            “...ให้ข้าลองหน่อยไหม?” เจิ้งเหรินอี้ที่ติดตามมาด้วยเงียบๆกำลังสนใจเจ้าเขตแดนนี้เหมือนกัน

             

            “รบกวนด้วยปรมาจารย์เจิ้ง...”

             

            จอมพลจางขบคิดแล้วพยักหน้ารับ  สำหรับตัวตนระดับปรมาจารย์ที่จะมาทดลองทำลายเขตแดนนี้แค่ในห้องนี้ก็มีถึงสี่คน  ก็ลองให้พวกเขาลองดูแล้วกัน

             

            ไม่สิมีคนหนึ่งที่เหนือกว่านั้น

             

            เมื่อเห็นว่าแม้แต่ไป่ฟานเซ๊ยนยังพยักหน้าเจิ้งเหรินอี้ก็ให้หลานสาวของตนถอยไปหน่อย และในเสี้ยววินาทีต่อมา ดาบในมือของเขาก็ถูกชักออกจากฝักแรงกดดันระดับปรมาจารย์ระเบิดออกมา และด้วยการเคลื่อนไหวเดียวของเขาก็ปรากฏคลื่นดาบสีทองตัดผ่าอากาศเข้าใส่เจ้าเขตแดนนั่น!

             

            ฉัวะ!

             

            เสียงบางสิ่งถูกตัดดังขึ้นชัดเจน เขตแดนที่ล้อมรอบหลุ่มก้อนแสงนั้นอยู่ถูกคมดาบของเจิ้งเหรินอี้ผ่าจนแหวกเป็นแนวยาว ผู้คนในห้องพลันรู้สึกถึงแรงดึงดูดเบาๆจากรอยฉีกนั้น

             

            แต่ก่อนที่ชายชราจะเก็บดาบแล้วยิ้มอย่างพอใจ เขตแดนส่วนที่ขาดนั้นก็สั่นไหวเบาๆแล้วกลับมารวมตัวกันเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน!

             

            “เฮ้ย!”

             

            ชายชราอยากจะเข้าไปดูใกล้ๆแต่ก็ถูกไป่ฟานเซียนขวางไว้ก่อน

             

            “อย่างที่คิด...มันสามารถฟื้นตัวได้”  ท่านจอมพลเองก็พยักหน้าให้แถมครั้งนี้การฟื้นตัวของมันยังเร็วกว่าที่เขาเคยทดลองเสียอีก

             

            “...เจ้าคิดว่าหมอเทวดาหลุดเข้าไปในนั้นสินะ?”ไป่ฟานเซียนถาม

             

            “ครับ...ตามการคาดเดาของผมหมอเทวดาน่าจะพบกับห้องลับและเขตแดนนี้โดยบังเอิญ พอเขาบรรลุระดับปรมาจารย์จึงสามารถแหวกเขตแดนนี้เข้าไปข้างในได้”

             

            “ผมยังไม่ได้ทำการทดลองกับมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตแต่ที่จุดกึ่งกลางของแสงนั้นเป็นเหมือนมิติที่แยกตัวเป็นเอกเทศอะไรที่เข้าใกล้มันจะถูกดูดเข้าไปทั้งหมด”

             

            ท่านจอมพลพูดเสียงเครียด  แต่เหล่าผู้ติดตามของไป่ฟานเซียนกลับกำลังประหลาดใจกับท่าทีและน้ำเสียงของท่านจอมพลที่กำลังพูดกับไป่ฟานเซียนมากกว่า

             

            “ดังนั้นที่เจ้าต้องการความช่วยเหลือจากข้าคือ?”ไป่ฟานเซียนหันมาถาม

             

            “...ผมไม่ได้หน้าด้านขนาดจะขอร้องให้ท่านเข้าไปในนั้นหรอกครับ” จางเซียนหยวนรีบส่ายหน้าเผื่อว่าไป่ฟานเซียนจะเข้าใจผิด

             

            “แม้แต่ตัวผมเองยังสามารถทำให้เขตแดนนี้เป็นรูได้แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ดูเหมือนว่าถ้ามีอะไรผ่านเข้าไปมันก็จะยิ่งฟื้นตัวเร็วขึ้นไปอีก”

             

            “ผมแค่อยากรบกวนพลังระดับบรรพจารย์ ของท่านให้ช่วยเปิดประตูให้พวกเราส่งหน่วยสำรวจเข้าไปด้านในก็พอ”

             

            ไป่ฟานเซียนเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านจอมพลคนนี้จึงดีใจมากหลังจากที่รู้ว่านางเป็นตัวตนที่เหนือกว่าปรมาจารย์

             

            เพราะแค่นางเป็น“บรรพจารย์” มันก็ยิ่งกว่าเพียงพอที่จะเปิดเขตแดนนี้สักระยะเวลาหนึ่ง  และพวกเขาก็จะสามารถส่งคนไปช่วยหมอเทวดาได้

             

            ระดับพลังของนางจึงเป็นกุญแจของเรื่องนี้

             

            “...เช่นนั้นก็ได้  เจ้าอยากให้ข้าช่วยเมื่อไร?” ไป่ฟานเซียนตัดสินใจยอมช่วยอย่างน้อยท่านจอมพลตรงหน้าก็ยอมมอบ “ตัวตน” ให้นางโดยที่ไม่จำเป็นต้องร้องขอทั้งยังเป็นตัวตนที่ค่อนข้างจะยิ่งใหญ่และสะดวกในหลายๆเรื่องเสียด้วย

             

            แค่นางตอบแทนแค่นี้จะเป็นอะไรไป?

             

            “ถ้าอย่างนั้นก่อนอื่นผมอยากจะคำนวณระยะเวลาคร่าวๆที่ท่านจะสามารถเปิดช่องว่างบนเขตแดนนั้นได้...”จางเซียนหยวนพูพดอย่างยินดี สิ่งที่เขาอธิบายต่อมาก็สมเหตุสมผลถ้าสามารถกะเวลาคร่าวๆได้ก็จะสามารถรู้ได้ว่าจะสามารถส่งคนหรืออุปกรณ์เข้าไปได้คร่าวๆเท่าใดต่อรอบ

             

            “...งั้นก็มาลองกัน”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้า

             

            นางเดินไปหยุดหน้าเขตแดนนั้นมือขวาของนางสะบัดเบาๆคราหนึ่ง พลังปราณของนางก็พุ่งเข้าใส่เขตแดนที่ขวางอยู่

             

            นอกจากนี้นางยังไม่นิ่งนอนใจ  นางสั่งให้คนของนางถอยไปให้ห่างกว่าเดิม จากการสัมผัสเมื่อครู่แรงดึงดูดของลูกบอลแสงนั่นไม่ได้สูงมากนักถ้าไม่เข้าไปใกล้ขนาดจะสัมผัสมันก็ยังปลอดภัยอยู่

             

            จางเซียนหยวนตั้งใจมองช่วงเวลานี้เขายกมือขึ้นกดจับเวลาจากโทรศัพท์ แต่วินาทีต่อมาเขาก็ชะงักค้าง

             

            เขตแดนที่ต่อให้เขาใช้สุดกำลังก็ทำได้เพียงเป็นรูมันกำลัง...หายไป!

             

            โดมแสงสีขาวนั้นสลายลงเหมือนกับเศษละอองยามที่สัมผัสกับพลังปราณของไป่ฟานเซียน! นอกจากนี้ยังไม่มีทีท่าว่าพวกมันจะฟื้นตัวแม้จะผ่านมาหลายวินาทีแล้วก็ตาม

             

            ครืน...

             

            แต่ก่อนที่เขาจะหายตกใจ  เจ้าสิ่งที่เป็นเหมือนกับก้อนแสงตรงกลางนั้นก็ส่งเสียงครืนครานออกมาอย่างผิดปกติ ทันใดนั้นก็เกิดแสงสว่างจ้าโดยที่ไม่มีใครตั้งตัว แรงดึงดูดมหาศาลปรากฏขึ้นในพริบตากลืนกินทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นไปจนหมด!

             

            ไม่เว้นแม้แต่ไป่ฟานเซียน สิ่งที่นางทำได้เร็วที่สุดในเวลานั้นคือเคลื่อนตัวไปอยู่ข้างๆคนของนางที่กำลังตกใจพลังปราณของนางระเบิดออกมาเพื่อปกป้องพวกเขาเอาไว้

             

            แต่มันไม่สามารถช่วยอะไรได้แสงสีขาวนั้นไม่ได้วุ่นวายหรือทำอันตรายพวกนางสักนิดมันแค่เป็นเหมือนตัวกลางที่จะส่งนางเข้าไปในมิตินั่นเท่านั้นเอง!

             

            ทันทีที่ไม่มีใครอยู่ในห้องเขตแดนที่ถูกไป่ฟานเซียนทำลายไปเมื่อครู่ก็ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาจากพื้น  มันปรากฏเป็นโดมแสงสีขาวขึ้นมาคลุมกลุ่มแสงด้านในจนมิด

             

            เหลือไว้เพียงเสียงฝีเท้ามากมายด้านนอกที่รีบวิ่งเข้ามาดูหลังจากที่สัมผัสกับแรงสั่นสะเทือนกะทันหันด้วยความวุ่นวาย...

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน