สี่ร้อยห้าสิบวามีผู้ยอมแพ้สองคน
หกร้อยวามีผู้ยอมแพ้สิบคน
แปดร้อยวาจงซูหาวและคนอื่นๆรวมเป็นสิบหกคนขอยอมแพ้
เก้าร้อยวาหลิวหมางและคนอื่นๆรวมเป็นยี่สิบสี่คนขอยอมแพ้
……
“หนึ่งพันวา!!”
ไป๋หยุนเฟยกัดฟันเดินหน้าแต่ละก้าวที่เดินออกไปเพื่อจะได้เป็นศิษย์สายใน ช่างหนักหนาสาหัสนัก
“แฮ่กแฮ่ก...”ไป๋หยุนเฟยใช้มือขวาจับแท่นวางวัตถุวิญญาณชั้นปฐพีระดับต่ำพร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
“ในที่สุดก็มาถึงที่นี่ได้แล้วศิษย์สายใน อย่างน้อยข้าก็ได้เป็นศิษย์สายในแล้ว!”ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความตื่นเต้นในใจ กระทั่งแรงกดดันที่ได้รับก็คล้ายจะลดลงหลายส่วนเพราะรู้ตัวดีว่าพรสวรรค์ของตนเองไม่สูงนัก ก่อนหน้านี้มันจึงกังวลใจเกินไปหนึ่งพันวาที่ผ่านมา แม้จะยากลำบาก แต่ก็น้อยกว่าที่จินตนาการเอาไว้มิหนำซ้ำยังง่ายดายกว่าที่คิดอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ยามนี้ไป๋หยุนเฟยก็ได้มาซึ่งคุณสมบัติที่จะเป็นศิษย์สายในแล้วก้อนหินใหญ่ที่กดทับทรวงอกของมันถูกยกออกไปแล้ว
“พี่ไป๋เจ้าไม่เป็นไรกระมัง?” เสียงที่เปี่ยมความห่วงใยดังแว่วเข้าหูเมื่อเงยหน้าขึ้นจึงได้เห็นใบหน้าอันปลอดโปร่งของเย่จือชิวที่ยืนมองมาจากด้านข้างส่วนม่อเสี่ยวเซียนกับซีเหยียน ทั้งสองคนกลับไม่ต่างจากไป๋หยุนเฟยเท่าใดนักบางทีอาจจะย่ำแย่กว่าด้วยซ้ำ
“ไม่เป็นไร...ข้ายังไหว” ไป๋หยุนเฟยโบกมือ สีหน้ามันดูดีขึ้นไม่น้อยไม่ทราบว่าความรู้สึกมันผิดพลาดไปหรือไม่ แต่เมื่อก้าวพ้นระยะหนึ่งพันวามาได้ความรู้สึกอันกดดันคล้ายกับจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย
เมื่อกวาดตามองรอบด้านไป๋หยุนเฟยก็พบว่าผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้จนถึงตรงนี้กลับเหลืออยู่เพียงยี่สิบแปดคน!
“หลายพันคนในครั้งแรกมีเก้าสิบหกคนที่ผ่านเข้าเป็นศิษย์ได้ และในจำนวนเก้าสิบหกคนนี้มีหกสิบแปดคนที่ได้เป็นเพียงศิษย์สายนอกส่วนผู้ที่ได้เป็นศิษย์สายในกลับมีเพียงแค่ยี่สิบแปดคนเท่านั้น!!” ไป๋หยุนเฟยฝืนยิ้มออกมา อัตราส่วนของผู้ที่จะได้เข้าเป็นศิษย์ในสำนักช่างประดิษฐ์นั้นช่างน้อยนิดและการได้เป็นหนึ่งในยี่สิบแปดคนที่มีคุณสมบัติเข้าเป็นศิษย์สายในนั้นก็ยิ่งลำบากยากเข็ญต่อไปมันคงไม่คิดจะดูแคลนตนเองอีก
เห็นบางคนถึงแม้จะฝืนทนรับแรงกดดันแต่ก็ยังเดินไปเลือกหยิบวัตถุวิญญาณชั้นปฐพัระดับต่ำด้วยสีหน้าตื่นเต้นไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจออกจากปากแผ่วเบาก่อนจะทรงกายขึ้นอย่างแช่มช้าจากนั้นจึงหยิบกระบี่สั้นสีน้ำเงินที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมาพร้อมกับเพ่งสมาธิ
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”
“พลังโจมตี: 523”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 81 แต้ม”
อาวุธชั้นสมบัติตกทอดระดับต่ำก็คืออาวุธวิญญาณชั้นปฐพีระดับต่ำอาวุธเช่นนี้สำหรับสำนักเล็กๆบางสำนักถือเป็นของวิเศษล้ำค่าด้วยซ้ำแต่สำหรับสำนักช่างประดิษฐ์แล้วกลับเป็นได้เพียงของขวัญแรกเข้าสำนักเท่านั้น...เพียงแค่หยิบขึ้นมาก็สามารถครอบครองได้แล้ว
ไป๋หยุนเฟยวางกระบี่สั้นในมือลงพร้อมกับกล่าวต่อผู้ที่กำลังเลือกอาวุธอยู่เช่นเดียวกันว่า“เดินไปต่อข้างหน้าอีกเล็กน้อยเถอะ ยิ่งไกลอาวุธก็จะยิ่งคุณภาพสูงขึ้น...”
ที่จริงมันทราบดีแก่ใจว่าตนเองคงไม่มีโอกาสจะเดินต่อไปจนครบหนึ่งพันห้าร้อยวาที่เหลือเพื่อจะได้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักหรือผู้อาวุโสอีกแล้วแต่เพื่อจะได้อาวุธหรือเครื่องป้องกันที่มีพลังสูงขึ้นไป๋หยุนเฟยเองก็ทุ่มสุดตัวกัดฟันเดินหน้าให้ถึงที่สุดเช่นกัน
เย่จือชิวพยักหน้า“อืม ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปต่อเถอะ...”
ขณะมองดูเย่จือชิวที่เดินนำหน้าออกไปไป๋หยุนเฟยอดบังเกิดความริษยาไม่ได้ “หากเป็นมัน... อาจจะสามารถเป็นศิษย์สายตรงได้กระมัง?”
……
เมื่อถึงระยะหนึ่งพันสามร้อยวาก็มีอีกห้าคนที่ไปต่อไม่ไหวและขอยอมแพ้
หนึ่งพันห้าร้อยห้าสิบวาในที่สุดม่อเสี่ยวเซียนกับซีเหยียนก็หยุดลง พร้อมกันนั้นก็มีอีกสิบคนที่หยุดลงเช่นเดียวกันราวกับว่าพวกมันอดทนกัดฟันอย่างสุดกำลังจึงเดินมาถึงจุดนี้เพื่อจะได้เลือกวัตถุวิญญาณชั้นปฐพีระดับกลางและขอยอมแพ้เพราะจุดนี้เพิ่งผ่านระยะแบ่งมาได้ไม่ไกล มิหนำซ้ำพวกมันก็ไปต่ออีกไม่ไหวแล้ว...
แต่ที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจมากที่สุดก็คือการได้เห็นผู้ที่เดินส่ายโงนเงนราวกับจะล้มอยู่ตลอด ผู้ที่คล้ายกับว่าพร้อมจะถูกคัดออกจากการทดสอบได้ทุกเมื่ออย่างไป๋หยุนเฟยกลับสามารถเดินมาจนถึงระยะหนึ่งพันเจ็ดร้อยห้าสิบวาได้
“ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับกลาง”
“พลังโจมตี: 832”
“สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 90 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยมองดูทวนยาวสีทองในมือหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็วางลงที่เดิม จากนั้นจึงเงยหน้ามองไปด้านหน้า ---ตั้งแต่ระยะหนึ่งพันวาเป็นต้นมาวัตถุวิญญาณที่วางบนแท่นทั้งสองฟากก็ดูบางตาลงกว่าเดิม เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วแต่ชิ้นก็เว้นระยะห่างกันถึงห้าวา
ยามเงยหน้ามองไปจู่ๆดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายพร้อมกับเผยสีหน้ายินดีออกมา ---ที่ห่างออกไปด้านหน้าราวร้อยวา มีปลอกแขนสีทองเข้มวางอยู่บนแท่นภายใต้แสงจากผลึกหินที่ส่องมากระทบ ก็ราวกับปลอกแขนนั้นจะเปล่งประกายออกมา
“ปลอกแขน! ข้าต้องเอามันมาให้ได้!”ไป๋หยุนเฟยตาเป็นประกาย มันตัดสินใจแล้วว่าจะต้องหยิบปลอกแขนชิ้นนี้มาให้ได้ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาจนถึงตรงนี้ ที่มันพบเห็นส่วนใหญ่จะเป็น ดาบ กระบี่หรือก็เป็นอาวุธต่างๆ ส่วนเครื่องป้องกันกลับมีอยู่เพียงน้อยนิดมิหนำซ้ำที่ผ่านตามาก็ไม่น่าสนใจเท่าใดนัก แม้ว่ายามนี้ไป๋หยุนเฟยแทบจะถึงขีดจำกัดแล้วแต่เมื่อได้เห็นปลอกแขนที่อยู่ตรงหน้า ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องเอามาครอบครองให้จงได้
หนึ่งร้อยห้าสิบวาที่แล้วไป๋หยุนเฟยบอกต่อเย่จือชิวให้ล่วงหน้าไปก่อนเพราะตนเองเดินเชื่องช้าลงมากแล้วยามนี้ที่รอบกายมันมีผู้คนอยู่หกคนซึ่งล้วนแต่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก และที่ด้านหน้าห่างออกไปหลายร้อยวาเย่จือชิวเดินผ่านระยะสองพันวาไปแล้วข้างกายไป๋หยุนเฟยยามนี้มีเด็กชายอายุราวสิบขวบกำลังเดินติดตามมามันจำได้ว่าเด็กชายคนนี้มีนามว่า เถียนอวี่หางเป็นคนเดียวในที่นี้ที่มีพรสวรรค์ธาตุไฟในระดับ‘พิเศษ’...
ไป๋หยุนเฟยสูดลมหายใจลึกพร้อมกับโคจรพลังวิญญาณในร่างพลังธาตุไฟแผ่วจางก็แผ่ออกโดยรอบจนทำให้เหงื่อบนผิวกายระเหยเป็นไอ ไป๋หยุนเฟยชักนำพลังวิญญาณลงสู่ขาทั้งสองข้างก่อนจะยกขาก้าวไปข้างหน้าต่อไป
ทีละก้าวทีละก้าว... ยังเหลืออีกเจ็ดสิบห้าวาหกสิบวา ห้าสิบวา...
ระยะเพียงเท่านี้ยามปกติหากใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นเพียงพริบตาเดียวก็สามารถข้ามผ่านโดยง่ายดายแต่ยามนี้ไป๋หยุนเฟยกลับต้องใช้เวลาก้าวเดินอย่างเนิ่นนานแต่ละก้าวที่หยุดพักก่อนจะสืบเท้าต่อไปอีกก้าวยิ่งมาก็ยิ่งนานขึ้นร่างของมันค้อมลงราวกับแบกก้อนหินหนักนับพันชั่ง ยามนี้การรับรู้ของไป๋หยุนเฟยเริ่มเลือนรางลงจนแทบจะไม่อาจรับรู้สถานการณ์รอบข้างได้แล้วแต่ดวงตาของมันยังคงจับจ้องอยู่ที่ปลอกแขนสีทองโดยไม่วางตา
“ข้ายังไหวข้ายังไหว... ข้ายังไหว!!”
เสียงคำรามก้องในใจไม่หยุดยั้งไป๋หยุนเฟยกัดฟันจนแทบจะหลั่งโลหิตออกมา ใบหน้ามันบิดเบี้ยวพร้อมกับภายในใจมีความรู้สึกบางอย่างปะทุขึ้น
ไม่ยินยอม!!
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะทราบกระจ่างแก่ใจอยู่แล้วแต่ยามนี้เมื่อต้องเผชิญกับการท้าทายต่อขีดจำกัดจิตใจของไป๋หยุนเฟยก็บังเกิดความแน่วแน่ไม่ยินยอมเอ่อล้นขึ้น
ไม่ยินยอมที่จะ‘พ่ายแพ้’เช่นนี้!
ตั้งแต่พลังวิญญาณถูกปลุกให้ตื่นขึ้นกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากเกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิต จนสามารถเดินบนเส้นทางของผู้ฝึกปรือวิญญาณด้วยเวลาเพียงครึ่งปีเริ่มจากคนธรรมดาผู้หนึ่งจนกลายเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านภูตวิญญาณระดับปลายทั้งยังมีกระบวนการอัพเกรดอันลี้ลับที่สามารถอัพเกรดสิ่งของได้ทุกชนิดตลอดเวลาที่ผ่านมา ในเบื้องลึกของจิตใจไป๋หยุนเฟยก็มีความทระนงในตัวเองอยู่ไม่น้อย--- ผู้ที่เรียกว่าอัจฉริยะคนใดจะทำได้เช่นมันบ้าง?!
ตั้งแต่ที่รับทราบว่ามีสำนักช่างประดิษฐ์อยู่ในโลกใบนี้ไป๋หยุนเฟยก็ตกลงใจแล้วว่าสำนักแห่งนี้คือที่ซึ่งเหมาะสมกับตนเองที่สุด มันดินทางผ่านหนทางที่แสนไกลเพื่อที่จะ‘เข้มแข็งขึ้น’ดังที่เคยลั่นวาจาเอาไว้
แต่ทว่าตั้งแต่เริ่มการทดสอบพรสวรรค์หลอมประดิษฐ์ความรู้สึกท้อแท้ผิดหวังก็ครอบงำจิตใจโดยที่ไม่อาจสลัดหลุด ยามที่ต้องเผชิญกับคำ‘พรสวรรค์’ที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ กระบวนการอัพเกรดที่มันเคยพึ่งพามาตลอดกลับกลายเป็นไร้ประโยชน์ยามมองดูเย่จือชิวที่มีพลังฝีมือเท่าเทียมกันกับเถียนอวี่หางที่ฝีมือห่างชั้นกันมากมายรวมถึงคนอื่นๆซึ่งมี‘พรสวรรค์หลอมประดิษฐ์’ที่เหนือกว่ามันแล้ว ก็ยิ่งทำให้ในใจไป๋หยุนเฟยบังเกิดความดื้อรั้นไม่ยินยอมขึ้น
ตั้งแต่ที่เริ่มก้าวเดินอย่างยากลำบากภายในถ้ำมันก็ทราบกระจ่างว่าตนเองไม่อาจเป็นศิษย์สายตรงได้แล้วมันจึงสะกดความรู้สึกต่ำต้อยเอาไว้พร้อมกับตัดใจเลือกสิ่งที่รองลงมานั่นก็คือหวังว่าจะเดินให้ได้ไกลที่สุดเพื่อที่จะได้ครอบครองวัตถุวิญญาณซึ่งทรงพลังที่สุดเท่าที่จะทำได้ยามนี้แม้แต่ชั้นปฐพีระดับสูงมันก็ไม่คิดจะไขว่คว้าอีกแล้ว มันลดทอนความปรารถนาขอวตนเองลงไป๋หยุนเฟยยามนี้เพียงต้องการจะหยิบของที่ห่างออกไปเพียงหนึ่งร้อยวาข้างหน้าเพียงปลอกแขนหนึ่งชิ้นเท่านั้น
แต่ทว่าแม้ใกล้เพียงระยะสายตาเท่านี้ เท้าทั้งสองของไป๋หยุนเฟยกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง การยกเท้าแต่ละข้างช่างลำบากแสนเข็ญทั้งร่างมันยามนี้ราวกับจมอยู่ใต้ของเหลวที่ข้นเหนียวจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหวแม้แต่นิ้วเดียว
“สิบก้าว... อีกเพียงสิบก้าว! หากจะให้ยอมแพ้ตรงนี้ ข้าไม่ยอมอย่างเด็ดขาด!!”