ห้าปีก่อน
ยามนั้นจ้าวหนิงเป็เพียงเด็กสาวตัวเล็กที่อายุเพิ่งจะสิบขวบ แถมรูปร่างยังผอมบางมาก แค่จะเดินก็แทบจะไม่มีแรงอยู่แล้ว ตอนนั้นนางเล่นซ่อนหากับพวกน้องๆ ในจวน ร่างเล็กวิ่งหาที่ซ่อนจนไม่ทันระวังไปเตะเข้ากับหินก้อนเล็กที่แหลมจนทำให้ร่างบางสะดุดล้ม ใบหน้าน้อยกำลังจะร้องไห้ออกมากับความอ่อนแอและพ่ายแพ้ของตนเอง แต่แล้วก็มีมือใหญ่ยื่นมาตรงหน้านาง
ตอนนั้นเหมือนนางพบแสงสว่างอีกครั้ง หัวใจดวงน้อยที่กำลังเจ็บช้ำเพราะความไม่เอาไหนของตนเองกลับเต้นแรงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“อย่าร้องไห้”
เขาเพียงเอ่ยคำคำเดียวก็ทำน้ำตานางหดกลับเข้าไปใหม่อย่างเชื่อฟัง
“ยื่นมือมาสาวน้อย”
เขาแค่เอ่ยคำคำเดียว มือน้อยๆ ของจ้าวหนิงก็วางไว้บนมือใหญ่ของเขาอย่างเชื่อฟัง
“เอาล่ะ ไม่มีอะไรให้ต้องร้องไห้แล้ว เด็กดี”
เขาแค่เอ่ยเท่านี้ นางก็เชื่อคำพูดของเขาทุกๆ อย่าง ไม่ว่าเขาจะกล่าวปลอบนางเช่นไร นางก็จะเชื่อพี่ชายตรงหน้าแน่นอน
“เ้าชื่ออะไร”
“ขะ...ข้าชื่อจ้าวหนิงเ้าค่ะ เถียนจ้าวหนิง”
“จ้าวหนิง กลับไปทำแผลกันเถอะ พี่หลานจะไปส่งเ้านะ”
จ้าวหนิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟังอีกครั้ง ก่อนจะให้เขาจูงมือพากลับไปยังเรือนตัวเอง เงาร่างหนึ่งเล็กหนึ่งใหญ่จูงมือกันไปตามเส้นทางที่คดโค้งอันยาวไกล เหมือนกับเส้นทางในใจของจ้าวหนิงตอนนั้นที่ราวกับว่ามีความรู้สึกเดินอยู่ในใจอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด
“จ้าวหนิง ดูสิพี่หลานผ่านร้านขนมสี่เซียน จำได้ว่าเ้าชอบมากพี่เลยซื้อมาให้”
“ขอบพระทัยเพคะ” เด็กสาววัยสิบปียิ้มร่า วิ่งเข้าไปรับขนมมาจากมือใหญ่ของชายหนุ่ม ก่อนจะเหลือบไปเห็นบุรุษด้านหลังอีกคนซึ่งดูจากการแต่งกายก็เดาสถานะได้ไม่ยาก และที่สำคัญชายหนุ่มผู้นี้ก็เดินทางมาจากเมืองหลวงพร้อมองค์รัชทายาทซึ่งคงจะมีฐานะไม่ธรรมดาเช่นกัน “เอ่อ...จ้าวหนิงคารวะองค์ชายเพคะ”
“…”
เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบกลับมา แถมหันหน้าหนีนางอย่างกับว่ารังเกียจนางอย่างนั้น ตอนนั้นเหมือนเป็เวลาหดหู่อย่างมากในจิตใจของนาง จ้าวหนิงจึงร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“เก็บน้ำตาเข้าไปซะ” ฝูอี้หลานคุกเข่าลงมาข้างหน้านาง ก่อนจะลูบหัวอย่างอ่อนโยนเบาๆ นิ้วมือใหญ่ลูบปาดน้ำตาให้เด็กสาวอย่างเบามือ
“เ้านี่เหลือเกินนะหรงจวิ้น แค่ตอบรับการคารวะไปมันจะมีอะไรยาก จ้าวหนิงนางเป็หญิงสาวตัวน้อย เ้าเล่นรังแกนางขนาดนี้นางจะรับอารมณ์เ้าไหวรึ”
“ข้าก็พยักหน้าแล้วไง”
จ้าวหนิงได้ยินเช่นนั้นก็ค่อยๆ หยุดร้อง การที่เขาสะบัดหน้าหนีนั้นคือการพยักหน้าหรอกหรือ หญิงสาวที่เป็คนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้วจึงไม่ได้คิดมากเื่ชายหนุ่มข้างกายรัชทายาทอีก ก่อนจะหันมาสนใจกล่องขนมในมือแทน
“จริงๆ เลยนะเ้านี่ ในอนาคตจะมีใครทนกับนิสัยของเ้าได้” ฝูอี้หลานพูดเตือนสั่งสอนน้องชาย แต่มือใหญ่ก็ยังลูบหัวสาวน้อยอย่างอ่อนโยน
หรงจวิ้นไม่ตอบ ได้แต่ครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ซึ่งไม่มีใครรู้อีกเช่นเคยว่าในตอนนี้เขากำลังนึกถึงอะไรอยู่
“หรงจวิ้น ข้ากำลังสั่งสอนเ้าอยู่ เ้ากลับมายิ้มหวานตอบแทนข้าน่ะรึ”
ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีหันมาทางพี่ชายช้าๆ ใบหน้าเ็าก็ยังยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “อย่างน้อยก็มีคนทนกับนิสัยข้าได้คนหนึ่งแล้วกัน”
ตอนนั้นจ้าวหนิงไม่ได้สนใจอะไรกับคำสนทนาของพี่น้องตรงหน้า สายตาหญิงสาวก็จ้องอยู่แต่กับองค์รัชทายาทอย่างเดียวเท่านั้น
“จ้าวหนิง พี่หลานคงต้องกลับเมืองหลวงแล้วล่ะ อยู่เมืองเฉอกงรบกวนท่านแม่ทัพเถียนก็นานหลายวันแล้ว”
“แล้วรัชทายาทจะกลับมาอีกไหมเพคะ” สายตาอ่อนหวานจดจ่อรอคอยอยู่กับคำตอบของชายตรงหน้า
“คงไม่ค่อยได้มาแล้ว พี่กลับไปต้องแต่งงานแล้วล่ะ อายุก็ยี่สิบแล้ว ฮ่าๆ”
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้มาแทน จ้าวหนิงก็เหมือนมีบางอย่างขาดหายไปในใจทันที เหมือนแสงสว่างที่คอยนำทางนางตลอดเวลาหลายวันมานี้รี่แสงลงเรื่อยๆ จนกระทั่งดับหายลงไปในพริบตา
ตลอดเวลาห้าปีมานี้ นางก็ยังคอยนึกถึง่เวลาดีๆ ที่ได้อยู่กับเขามาใน่หนึ่ง นางเป็บุตรสาวของอนุ ความเป็อยู่อาจไม่สุขสบายเท่าลูกสาวของภรรยาเอก แม้ตอนนี้ภรรยาเอกจะยังไม่มีบุตร แต่ก็ใช่ว่าชีวิตนางจะดีซะเมื่อไหร่
จ้าวหนิงจะคอยคิดถึง่วันที่มีความสุข และสุดท้ายก็กลายเป็เื่ของเขา องค์รัชทายาทที่คอยใส่ใจนาง ถามไถ่นางตลอดเวลาที่มาอยู่ในจวน คอยเป็ห่วงนางเสมอ แม้แต่อี๋เหนียงของนางที่คอยยื้อแย่งความรักกับท่านพ่อต่อพวกอี๋เหนียงคนอื่นๆ ยังไม่ทำให้นางขนาดนี้ ทำให้ชีวิตน้อยๆ ของนางเติบโตขึ้นมาได้เพราะความทรงจำของเขาช่วยไว้ มันบ่มเพาะขึ้นมามากมาย กว่านางจะรู้ตัวว่ามันคืออะไรก็สายเกินไปแล้ว
กว่าจะรู้ว่ารักเขาก็สายไปเสียแล้ว
เพราะเขาแต่งงานไปแล้ว แม้แต่หญิงสาวผู้โชคดีผู้นั้นเป็ใครนางก็ไม่มีโอกาสได้รู้
“ข้ารักเขามาก แต่พอข้ามาคิดดูแล้ว แม้ข้าแสดงความรู้สึกไปมากแค่ไหน เขาก็จะมองว่าข้าแสดงความรู้สึกต่อน้องสาวแสดงให้พี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น” จ้าวหนิงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำที่ยากต่อจิตใจดวงเล็กของนางออกมา “เขาไม่เคยคิดกับข้าเกินคำว่า...น้องสาวเลย”
“แล้ว...เ้าจะลืมเขาได้ใช่หรือไม่”
“ข้าพยายามอยู่เสมอ ข้าพยายามมาตลอดห้าปี ข้าพยายามมาอย่างสุดความสามารถจริงๆ”
เสวี่ยเหมยไม่ตอบอะไร แต่มือของนางกลับไปวางไว้บนไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ เสมือนกำลังปลอบโยนจิตใจให้สหายอยู่ จ้าวหนิงเอื้อมฝ่ามือมากุมมือของเสวี่ยเหมยไว้ นั่งพิงกันใต้ต้นไม้ใกล้กับท่าเรือ ที่พวกนางพายเล่นกันเมื่อก่อนหน้า สายตาทั้งคู่มองไปยังผืนน้ำกว้างใหญ่ ที่ไม่รู้ว่าลึกลงไปมีอะไรซ่อนอยู่
“แม่นางเหมย! แม่นางหนิง!” เสียงเด็กชายวิ่งตรงมาทางพวกนาง ในมือมีขนมน้ำตาลปั้นสองไม้
“แม้แต่บุตรชายเขา ก็เหมือนเขาขนาดนี้ ทำไมคืนนั้นข้าถึงไม่ยอมรับความจริงกันนะ แม้ในใจจะเชื่ออยู่หลายส่วนแล้วว่าเด็กคนนี้เกี่ยวข้องกับเขา แต่ข้าก็ไม่พร้อมที่จะเชื่อ”
เห็นนางพูดขึ้นมาเช่นนั้น เสวี่ยเหมยก็กังวลว่าจะไปกระตุ้นต่อมน้ำตานางให้ไหลนองออกมา แม้ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่กลางถนน แต่นางเองก็ไม่อยากเห็นน้ำตาของอีกฝ่าย จึงรีบประคองสหายและตบบ่าเล็กเบาๆ
“ข้าไม่เป็ไรเหมยเอ๋อร์” นางยืนยันมาเช่นนั้นเสวี่ยเหมยก็หมดห่วง หันไปทางเด็กชายตัวน้อยวัยกำลังซนที่วิ่งมาอย่างใจจดใจจ่อ
“ท่านชายน้อย เดี๋ยวก็ล้มหรอกเพคะ”
“ไม่ต้องห่วงแม่นางเหมย ข้าแข็งแรงขนาดนี้ไม่ล้มง่ายๆ หรอก” ิ่ซื่อยิ้มกว้างก่อนจะยื่นขนมน้ำตาลปั้นให้แม่สตรีทั้งสอง เขาตั้งใจเลือกขนมน้ำตาลปั้นสองรูปนี้มาก “ดูสิแม่นางเหมย พ่อค้าปั้นน้ำตาลผู้นี้เก่งยิ่งนัก ปั้นหญิงสาวจับดาบขึ้นมาอย่างมีชีวิตชีวาเช่นนี้ได้ ทำให้ข้าคิดถึงเ้าขึ้นมาเลยล่ะ ส่วนอันนี้ของแม่นางหนิง แม่นางเป็คนอ่อนโยนข้าเลยเลือกรูปหญิงสาวอุ้มแมวน้อยให้ท่าน”
แม้เสวี่ยเหมยใบหน้าจะแอบกระตุกบางๆ ที่ิ่ซื่อเห็นหญิงสาวจับดาบแล้วคิดถึงนาง แต่จ้าวหนิงกลับได้ขนมน้ำตาลปั้นเป็รูปหญิงอ่อนโยน เ้าเด็กนี่! ถ้าไม่ติดว่าสหายของนางยิ้มอย่างดีใจ นางจะหาเื่ไม่ปล่อยแน่ ถึงแม้จะเป็หลานชายของหรงจวิ้นนางก็ไม่เว้นหรอกนะ
“ขอบคุณเพคะ หม่อมฉันชอบมาก” จ้าวหนิงยิ้มอย่างร่าเริง ทำให้ทั้งิ่ซื่อและเสวี่ยเหมยเห็นแล้วราวกับว่าหญิงสาวในขนมนั่นคือนางจริงๆ
“พี่สะใภ้ชอบข้าก็ดีใจ ฮ่าๆ” หนุ่มน้อยยิ้มแป้น แก้มกลมมีสีแดงระเรื่อออกมา ก่อนจะวิ่งไปทางฝั่งพวกหลินหลิงด้วยความเขินอาย
“พะ พี่สะใภ้?” จ้าวหนิงยืนตะลึงกับคำพูดเด็กน้อยที่วิ่งหายเข้าไปในหมู่ผู้คน ก่อนจะหันไปทางเสวี่ยเหมยก็เห็นว่านางตะลึงไม่ต่างกัน
“เด็กอายุแปดขวบ แต่กลับพูดจาเลอะเทอะเช่นนี้ได้อย่างไร!” เสวี่ยเหมยใบหน้ากระตุกกว่าเดิม ะโไล่ตามหลังบุรุษน้อยไป เ้าเด็กนี่!
“แม่นางเหมย พาข้าไปร้านขายดอกไม้หน่อยนะ” พอนางกับจ้าวหนิงเดินไปใกล้ๆ พวกหลินหลิงก็เจอสายตาอ้อนวอนคู่เดิม ที่นางเห็นทั้งวันจนจะชินแล้ว
“ทำไมต้องมาขอหม่อมฉันล่ะเพคะ”
“ก็หลินหลิงบอกว่าถ้าแม่นางเหมยไป หลินหลิงก็จะยอมไปด้วย ไปเถอะนะ ไปเถอะ” เรียกหลินหลิงอย่างชินปากเชียวนะ
เ้าเล่ห์ทั้งอาทั้งหลาน!
“จะไปร้านดอกไม้ทำไมเพคะ”
“ก็...ข้าชอบดอกไม้มาก แถมเสด็จย่าก็ชอบ ข้าอยากซื้อไปฝากเสด็จย่า และที่สำคัญอยากซื้อดอกไม้ที่เป็มงคลไปมอบให้เสด็จปู่ฮ่องเต้ด้วย”
“ฮ่องเต้? ทำไมต้องซื้อไปฝากฮ่องเต้ด้วยเพคะ” เมื่อเสวี่ยเหมยถามขึ้น ทุกสายตาก็หันไปรอคอยคำตอบจากิ่ซื่ออย่างคาดคั้น ไม่เว้นแม้แต่สตรีที่เขาเรียกร้องความสนใจมาทั้งวันก็ยังหันมาอีกด้วย
“เสด็จปู่ฮ่องเต้กำลังประชวรน่ะสิ แม้ข้าจะเป็เด็กตัวเท่านี้ แต่ข้าก็รู้ว่าเสด็จปู่ต้องกำลังป่วยแน่ๆ เห็นพวกนางกำนัลยกยาเข้าไปถวายทุกเวลา แถมข้าก็ยังไม่ได้พบเสด็จปู่มาตั้งสองเดือนกว่าแล้วด้วย”
สองเดือนกว่า?
หรือว่าที่ยกทัพกะทันหันจะเกี่ยวข้องกันด้วย เสวี่ยเหมยนึกย้อนไปถึงคืนนั้นที่หลังจากนางออกไปส่งท่านชายน้อยเสร็จกลับมาก็มีมือสังหารเต็มไปหมด แถมมือสังหารพวกนั้นยังดูไม่เหมือนคนในเมืองหลวง ดูแล้วเหมือนคนต่างแคว้น?
เมื่อสมองนึกถึงสถานการณ์ขึ้นมาอีกครั้ง นางจำได้ว่าองค์ชายทั้งหลายจับตัวทูตแคว้นซูเอาไว้แล้วยังพยายามป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายกัดลิ้นฆ่าตัวตายด้วย แคว้นซูเองก็อยู่ทางเหนือ... ตอนนั้นทำไมนางคิดไม่ได้นะ สนใจก็แต่ความปลอดภัยของบุรุษผู้นั้นจนไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นตัวเองเลย
“ไปกันเถอะเพคะ”
เห็นเสวี่ยเหมยยอมตกลงไป หนุ่มน้อยก็วิ่งไปจูงมือหลินหลิงทันที ร่างบางทั้งหลายกับหนึ่งเด็กชาย เดินตามกันไปในท้องถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาด