"เหยียน... เหยียนซุ่ยซุ่ย?" หัวหน้าหมู่บ้านพึมพำออกมาคำหนึ่ง ราวกับยังไม่ทันได้สติ ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน กลับมาตามหาซุ่ยซุ่ยกระนั้นหรือ?
"ท่านมาส่งไข่แดงหรือเ้าคะ?" เสียงเล็ก ๆ อันอ่อนนุ่มดังขึ้น เด็กน้อยโผล่ศีรษะที่มีผมฟูนุ่มออกมาจากด้านหลังพี่ชาย พลางเงยหน้ามองชายที่อยู่บนหลังม้าองอาจ
"ใช่แล้ว ต้องขอบคุณคำอวยพรของแม่นางน้อยมาก นายหญิงของข้าสั่งให้ข้านำของมามอบให้เ้า" ชายผู้นั้นมีกลิ่นอายองอาจน่าเกรงขามไปทั่วร่าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน
"ข้าคือรองแม่ทัพโจว เ้าเรียกข้าว่าท่านอาโจวก็ได้" รองแม่ทัพโจวโบกมือคราหนึ่ง รถม้าสามคันที่บรรทุกสินค้ามาเต็มพิกัดก็เคลื่อนเข้าประตูบ้านไป
รองแม่ทัพโจวหยิบตะกร้าออกมาจากด้านใน "นี่คือไข่แดงสองตะกร้า" เป็บุตรชายสองคนจริง ๆ คนหนึ่งโตคนหนึ่งเล็ก เหยียนหลางเห็นตัวอักษร 'เซี่ย' เล็ก ๆ สลักอยู่บนรถม้า จึงคิดว่าสามีของฮูหยินผู้นั้นคงมีแซ่เซี่ย
"ไปช่วยแม่นางขนของลงจากรถม้าเสีย" สิ้นคำสั่ง ทหารก็ก้าวออกมาเกรงว่าคงเพราะกลัวตระกูลเหยียนจะถูกผู้อื่นอิจฉาริษยา จึงได้ถอดประตูบ้านตระกูลเหยียนออกเสียเลย แล้วนำรถม้าเข้าไปจอดในลานบ้าน ทำให้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าในรถม้านั้นมีสิ่งใดอยู่บ้าง
"ทว่าไฟนี่รุนแรงเกินไปนัก... ไม่รู้ว่าจะดับได้หรือไม่" รองแม่ทัพโจวทอดถอนใจอย่างลับ ๆ ไฟกองใหญ่เพียงนี้ ยามนี้จะไปหาน้ำที่ใดมาดับได้?
ชาวบ้านด้านหลังต่างร้องไห้พลางพยายามดับไฟ ท่ามกลางราตรีกาลเช่นนี้ช่างดูเวทนายิ่งนัก แต่ทว่าก็นับว่ายังโชคดีที่รอดพ้นจากมหันตภัยครั้งใหญ่มาได้
ซุ่ยซุ่ยกลับมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแวบหนึ่ง "อีกประเดี๋ยวฝนก็จะตกแล้ว" สิ้นเสียงของนาง เสียงกัมปนาทก็ดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั่วฟ้าดิน
รองแม่ทัพโจวได้ยินไม่ถนัดนัก เพียงสั่งให้คนขนของเข้าบ้าน ทว่าของเ่าั้ยังไม่ทันได้ยกเข้าไป ภายใต้แสงจันทร์อันกว้างขวาง เมฆดำก็เริ่มก่อตัวขึ้นลมพัดกระโชกเมฆหนาทะมึนเข้าปกคลุมเพียงชั่วขณะเดียว
เสียงฟ้าร้องคำรามดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว หยาดฝนเม็ดโตก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า เสียงฝนตกลงมาดังซ่าชโลมกายทุกคนจนเปียกปอนไปถึงทรวง ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่า เหยียนหลางมีสีหน้าตื่นตะลึง เขาเม้มริมฝีปากแน่น 'คำพูดของน้องสาว เป็จริงแล้ว!'
สายฝนโปรยปรายลงมาโดยไม่มีวี่แววมาก่อน ชาวบ้านต่างพากันคลุ้มคลั่ง "ฝนตกแล้ว ฝนตกแล้ว! มีทางรอดแล้ว บ้านมีทางรอดแล้ว ท้องนาก็มีทางรอดแล้ว พวกเรามีทางรอดแล้ว!"
"ฝนตกจริง ๆ หรือ? พระโพธิสัตว์คุ้มครอง พระโพธิสัตว์คุ้มครอง!"
"ไฟที่ไหม้บ้านดับแล้ว พวกเรารอดแล้ว" ชาวบ้านต่างร้องไห้จนสะอึกสะอื้น ไม่สนใจสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ต่างพากันวิ่งออกไปคุกเข่าร้องไห้กลางสายฝน
เหยียนหลางใบหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นร่างของน้องสาวโงนเงน เขาจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าใบหน้าของนางขาวซีดจนน่ากลัว ราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงออกไปจนหมดสิ้นในพริบตาเดียว "ซุ่ยซุ่ย..." เหยียนหลางรีบอุ้มน้องสาวมากอดไว้ในอ้อมอก
ทว่ากลับได้ยินซุ่ยซุ่ยพึมพำเสียงเบา "รองน้ำไว้... รดน้ำท้องนา... อย่าให้ไหลทิ้ง..." รองแม่ทัพโจวมองนางด้วยความประหลาดใจ เด็กเล็กเพียงเท่านี้กลับรู้จักเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแล้วหรือ?
หัวใจของเหยียนหลางสั่นสะท้าน ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อย "หัวหน้าหมู่บ้าน ฝนครั้งนี้มาอย่างประหลาดนัก ไม่สู้รีบรองน้ำไว้ดีกว่าหรือขอรับ? ท้องนาก็ควรไปอุดทางน้ำไว้ ไม่ให้ฝนไหลออกไปขอรับ" เหยียนหลางรีบะโบอก
ฝนครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะตกไปนานเพียงใด หัวหน้าหมู่บ้านพลันตื่นจากความปิติ "เด็กดี ทำได้เยี่ยมมาก เร็วเข้าใครก็ได้ ไปอุดรอยรั่วในท้องนาเสีย นำของทุกอย่างในบ้านที่กักเก็บน้ำได้ออกมาใส่ให้หมด!"
"ฝนนี้ไม่รู้จะตกนานเท่าใด รีบกักเก็บน้ำไว้ อุดบ่อกักเก็บน้ำทั้งหมดเสีย" สิ้นคำสั่งของหัวหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนต่างวุ่นวายกันยกใหญ่ แม้แต่คนชราและเด็ก ๆ ในห้องใต้ดินก็คลานออกมา ยอมตากฝนท่ามกลางความมืดเพื่อกักเก็บน้ำ
ซุ่ยซุ่ยหมอบอยู่ในอ้อมอกพี่ชายพลางยิ้มที่มุมปาก ในหนังสือนั้นค่ำคืนนี้หมู่บ้านตระกูลหวังจะเต็มไปด้วยเปลวเพลิง ทุกคนต้องตายในกองเพลิง แต่นางได้เปลี่ยนชะตากรรมของหมู่บ้านตระกูลหวังเสียแล้ว!
ในตอนนี้นั้นเสียงชาวบ้านคุกเข่าขอบคุณดังขึ้นที่ข้างหูไม่ขาดสาย พลังงานหลั่งไหลมาสู่ซุ่ยซุ่ยอย่างไม่ขาดสาย นี่คือพลังแห่งศรัทธา และเป็รากฐานของวาจาสิทธิ์ พลังของนางได้รับมาจากราษฎรและใช้เพื่อราษฎร ก่อเกิดหมุนเวียนไม่มีวันสิ้นสุด
ของที่รองแม่ทัพโจวนำมามอบให้วางกองเต็มบ้านตระกูลเหยียน หลินซื่อชงน้ำชาธรรมดามาสองถ้วย รองแม่ทัพโจวก็ไม่ถือสา ทว่าเมื่อจิบเข้าไปคำแรก กลับพบว่ามีกลิ่นหอมกรุ่น หลังดื่มแล้วกลับรู้สึกสมองปลอดโปร่งดวงตาแจ่มใส ซุ่ยซุ่ยลอบยิ้มของกินของใช้ในบ้านล้วนถูกนางเปลี่ยนใหม่หมดแล้ว
"แม่นางซุ่ยซุ่ย นายหญิงของข้าให้กำเนิดบุตรชายสองคนอย่างปลอดภัยแล้ว เนื่องจากในตระกูลมีเื่วุ่นวาย วันพรุ่งนี้นางจึงต้องรีบเดินทางกลับเมืองหลวง นายหญิงตั้งใจฝากให้ผู้น้อยมาขอบพระคุณเ้า ต้องขอบคุณคำพยากรณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของแม่นางจริง ๆ ฝีปากของแม่นางนั้น ช่างเก่งกาจยิ่งกว่าธิดาโชคลาภผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเสียอีกขอรับ" รองแม่ทัพโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"ธิดาโชคลาภหรือ? คือธิดาโชคลาภผู้ใดกัน?" สีหน้าของซุ่ยซุ่ยดีขึ้นเล็กน้อยขณะเอ่ยถามเสียงเบา
รองแม่ทัพโจวหัวเราะพลางเอ่ยว่า "คือนางผู้มีวาสนาบารมีมหาศาลขอรับ"
"นางผู้นั้นยังไม่ทันได้เกิด ก็ถูกทำนายว่ามีวาสนาอันยิ่งใหญ่ เป็ผู้ช่วยโลกใบนี้ เมื่อเกิดมาก็เป็ที่รักใคร่ของคนทั้งเมืองหลวง แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ยังเคารพนางอย่างยิ่ง จะว่าไปแล้ว ปีนี้นางอายุยังไม่ถึงสี่ขวบดีนัก รุ่นราวคราวเดียวกับแม่นางซุ่ยซุ่ยเลยทีเดียวขอรับ
ในวันครบรอบวันเกิดหนึ่งขวบของนาง ฝ่าาเสด็จประพาสแล้วถูกลอบปล้นสะดมจนสลบไสลไม่ได้สติ เมื่อนางถูกอุ้มมาที่ข้างแท่นบรรทมของฝ่าา และะโคำว่าทรงพระเจริญเพียงคำเดียว วันรุ่งขึ้นฝ่าาก็ทรงฟื้นคืนสติขอรับ"
ยามนางอายุได้สองขวบ มีข้าศึกรุกรานราชสำนัก นางกล่าวว่าหิมะมงคลนำพาความอุดมสมบูรณ์ ผลคือพวกคนเถื่อนที่บุกรุกเข้ามาต่างหนาวตายไปกว่าครึ่งขอรับ ฝ่าาทรงโปรดปรานนางยิ่งนัก ถึงกับแต่งตั้งนางเป็ท่านหญิง ได้ยินว่า เมื่อครึ่งปีก่อนเหมือนนางจะเคยมาที่เมืองหลินอันครั้งหนึ่งด้วย"
ตอนที่ข้าออกจากเมืองหลวง ยังได้ยินว่านางกำลังจะประกอบพิธีขอฝนเพื่อใต้หล้า คิดว่าคงจะเป็วันนี้กระมัง?" รองแม่ทัพโจวขมวดคิ้ว 'หรือว่าฝนครั้งนี้จะเป็ธิดาโชคลาภผู้นั้นที่ขอมากัน?'
หลินซื่อฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง "นี่คือผู้ช่วยโลกกระนั้นหรือ? ไม่แปลกที่ฝ่าาถึงทรงโปรดปรานเพียงนี้"
รองแม่ทัพโจวพยักหน้า ทว่าสิ่งที่เขาไม่ได้เอ่ยออกมาก็คือ คำทำนายเื่บุตรในครรภ์ของนายหญิงที่นางผู้นั้นทายไว้นั้นไม่แม่นยำเลย
ยามออกจากเมืองหลวง แม่นางน้อยผู้นั้นเพียงปรายตามองแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่านายหญิงมีลักษณะของผู้ที่ต้องตายเป็แน่ นับั้แ่นั้นมาทุกคนต่างก็เ็ากับนายหญิง
ประกอบกับท่านแม่ทัพไม่รู้เป็ตายร้ายดีอย่างไร ครรภ์นี้นายหญิงจึงลำบากยิ่งนัก เมื่อถูกกระทบกระเทือนใจเช่นนี้ จึงเกือบจะยื้อชีวิตไว้ไม่ถึงยามคลอด
ด้วยเหตุนี้จึงได้ปลีกตัวออกมาไกลจากเมืองหลวง มาหลบพักที่ชนบทแห่งนี้ ทว่าโชคดีนักที่ได้พบแม่นางซุ่ยซุ่ย ทำให้นายหญิงมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป และคำพูดของนางก็ยังเป็จริงเสียด้วย
"เหตุใดฮูหยินเซี่ยไม่พักผ่อนต่ออีกสักหน่อยเล่า สตรีต้องอยู่ไฟให้ดีนะ" หลินซื่อถามด้วยความกังวล แม้นางจะไม่เคยพบหน้าฮูหยินผู้นั้น แต่รู้ว่าสามีของนางติดตามองค์รัชทายาทไปออกศึก ยามนี้ไม่รู้เป็ตายร้ายดีอย่างไรจึงรู้สึกกังวลยิ่งนัก ฮูหยินผู้นั้นยังทำบุตรสาวคนโตหายไปอีก ในฐานะสตรีด้วยกัน หลินซื่อย่อมรู้สึกเห็นใจเป็ธรรมดา
"ขอบคุณฮูหยินที่เป็ห่วงขอรับ นายหญิงย่อมดูแลร่างกายของตนเองเป็อย่างดี นางยังต้องปกป้องนายน้อยทั้งสองให้เติบโตอย่างปลอดภัย" รองแม่ทัพโจวไม่ได้อธิบายเหตุผลให้ชัดแจ้ง ยามที่องค์รัชทายาทและท่านแม่ทัพหายสาบสูญไป ราชสำนักย่อมเกิดความระส่ำระสาย เขาจึงไม่อยากนำเื่วุ่นวายมาสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาแห่งนี้
รองแม่ทัพโจวหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ออกมาหนึ่งแผ่น "นี่คือป้ายประจำตระกูลเซี่ย หากแม่นางมีเื่เดือดร้อน สามารถขอความช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ ฮูหยินยังกล่าวอีกว่า เมื่อสถานการณ์คงที่แล้ว จะให้สองนายน้อยกราบเ้าเป็อาหญิงขอรับ"
รองแม่ทัพโจวมองดูเ้าตัวน้อยที่นุ่มนิ่มราวกับก้อนแป้งแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา อาหญิงวัยสามขวบครึ่งกระนั้นหรือ ซุ่ยซุ่ยน้อยพลันยืดตัวขึ้น "ข้าได้เป็อาหญิงแล้วหรือ?"