วันที่ 81 ของเกมส์แห่งสงคราม
ข่าวความพ่ายแพ้ในศึกภาคตะวันออกของทวีปได้แผ่ขยายออกไปทั่วเมืองหลวงของมนุษย์
ทุกคนที่ทราบข่าวร้ายนี้ ไม่มีผู้ใดที่สามารถสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าได้
และข่าวร้ายทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกโยนให้เป็นความผิดขอบชายเพียงผู้เดียว
นั่นคือชายอัจฉริยะของเผ่ามนุษย์ที่ชื่อว่า [ยะมะโตะ]
วันที่ 82 ของเกมส์แห่งสงคราม
***โอตาคุวิจัย [ยะมะโตะ]
“ทำไมผมต้องมายืนที่นี่ด้วยฟะ เสียเวลาวิจัยโดยใช่เหตุชัด ๆ ”
เนื่องจากผลลัพธ์ของสงครามที่ไม่น่าพอใจเมื่อวันที่ 80 ที่ผ่านมา จึงทำให้ทางศูนย์บัญชาการเรียกตัวผมมาเข้าประชุมในวันนี้
ไม่สิ ต้องบอกว่าเรียกมาเพื่อด่ามากกว่า
ผมเปิดกล้องวิดีโอที่ซ่อนเอาไว้ตรงชุดวิจัยสีขาวเพื่ออัดเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ถ้าหากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ผมจะได้มีหลักฐานเอาไว้ประจานพวกแม่งทีหลังได้ยังไงละ
เหล่าผู้บัญชาการระดับสูง ผู้นำเผ่ามนุษย์ทั้งเก้าประเทศ และผู้นำเผ่ามนุษย์สูงสุด [กัง] กับเลขาหน้าจิ้งจอก [ตั๋ง] บุคคลระดับสูงเหล่านี้กำลังถูกนำมารวมตัวอยู่ภายในห้องประชุมที่โอ่โถงและหรูหรา
พวกเขานั่งเรียงรายล้อมเป็นวงกลม หากใครที่ติดภารกิจอยู่แนวหน้าหรือไม่อาจมาได้ ก็จะใช้วิดีโอคอลเชื่อมต่อเข้ามาแทน
และผมกำลังถูกจับให้มายืนอยู่เพียงคนเดียวภายในห้องที่ว่า ณ ใจกลางของที่นั่งซึ่งจัดวางล้อมเป็นครึ่งวงกลมเข้าหาเวที
พวกเขาปฏิบัติกับผมราวกับเป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรงเลยละ
“ทำไมระเบิดต่อต้านภูติถึงใช้ไม่ได้ผลกันละคุณยะมะโตะ”
หนึ่งในนักบินที่เป็นระดับผู้บัญชาการภาคสนามของสงครามที่พ่ายแพ้ได้ลุกขึ้นยืนยิงคำถามมาที่ผม
สายตาของเขาบ่งบอกชัดเจนถึงความเป็นศัตรูและความโกรธที่ไร้เหตุผล
ให้ตายสิ…
“เรื่องนี้ผมไม่รู้ แต่จากการวิเคราะห์จากศพของพวกภูติ ผมมั่นใจว่าอาวุธนี้สามารถใช้เพื่อทำลายระบบอวัยวะที่ทำให้ใช้เวทมนต์ของพวกภูติได้แน่นอนครับ”
“แต่มันใช้ไม่ได้ผล สรุปคือเอาอาวุธที่ไม่สมบูรณ์มาให้พวกเราใช้งานสินะ? ”
“...”
“เพราะว่าให้ออกรบทั้งที่อาวุธไม่สมบูรณ์แบบ พวกเราจึงแพ้ คิดบ้างมั้ยว่าพวกเราต้องสูญเสียทรัพยากรณ์ไปตั้งเท่าไหรกับการทำสงครามครั้งนี้? ”
ตรรกะเชี่ยอะไรฟะ?
อาวุธทุกชิ้นที่พัฒนาขึ้นมานั้นไม่มีข้อผิดพลาด จะผิดพลาดก็อยู่ที่กลยุทธ์ของพวกเอ็งนั่นละ
อะไรคือการที่ใช้กลยุทธ์สั่งโจมตีต่อหน้าต่อตาทั้งที่มีระบบล่องหนจากการตรวจจับของเรด้า?
อะไรคือการที่ใช้แผนโดรนบุกเข้าไปปะทะตรง ๆ จากขอบเขตชายแดน ทั้งที่สามารถบินอ้อมทวีปบุกเข้าไปจากทางด้านหลังได้?
อย่ามาอ้างว่าไม่มีแผนที่สำรวจทางภาคตะวันออก เพราะหน่วยของนาโตได้ทำการสำรวจและส่งแผนที่พร้อมตำแหน่งฐานทัพของศัตรูมาให้แล้วมิใช่หรือ?
แล้วจะมาโทษว่าทั้งหมดที่แพ้เป็นเพราะว่าระเบิดต่อต้านภูติของผมไม่สามารถใช้การได้?
งั้นถ้าหากสมมติว่าระเบิดนิวเคลียร์เจาะบาเรียที่คลุมเมืองของพวกภูติไม่เข้า ก็จะไปโทษว่าเป็นความผิดของไอสไตน์ใช่ปะ?
ผมเริ่มทำหูทวนลมต่อคำวิจารณ์และคำต่อว่าของพวกนายทหารกับผู้บังคับบัญชาที่ยืนรุมด่าผม ณ ตอนนี้
มีเพียงสองคนที่ไม่เปิดปากวิจารณ์ต่อว่าอะไรคือทอมจากกองทัพนาโตกับผู้นำสูงสุดกัง
“หนวกหูชะมัด...ฮ้าว~”
ในตอนสถานการณ์เริ่มวุ่นวาย ผู้นำกังก็กรีดเสียงดังกลบทุกคนจนมิด
ใบหน้าที่ดูน่าเกรงขามของเขาทำให้ทุกคนแทบจะกลืนน้ำลายลงไป
ว่าแต่เมื่อกี้ท่านฮาวใช่มั้ย? … ไม่สิ ระดับคนอย่างเขาคงไม่มานั่งหลับกลางห้องประชุมหรอก
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปทางผู้นำกัง
เขาดวงตาเบิกโพล่งอย่างน่ากลัว ก่อนที่จะเริ่มพูดด้วยภาษาอังกฤษที่ผิดเพี้ยนออกมา
“เออ... แผนการ… อืม... ฝากจัดการต่อทีเลขาตั๋ง”
“ได้ค่ะ”
เลขาหน้าจิ้งจอกของกังลุกขึ้นยืนพร้อมกับเริ่มพูดด้วยภาษาอังกฤษแทนผู้นำกังที่พูดไม่ค่อยคล่อง
“ท่านผู้นำกังตั้งใจจะบอกว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของยะมะโตะ มันเป็นความผิดของพวกเราที่ไม่วางกลยุทธ์ให้ดีต่างหาก”
“ฮะ ฮะ ฮะ เยี่ยมไปเลย! ”
ผมถึงกับอดไม่ได้ที่จะตบมือให้กับเขา
ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบคนจีนหรอก แต่กับผู้นำกังนี่เป็นกรณีพิเศษ เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์จริง ๆ
“อย่างแรก กลยุทธ์ที่พวกเราใช้ครั้งล่าสุดเรียกได้ว่าช่างสิ้นคิดนัก บุกเข้าไปตรงหน้าแบบนั้น จะถูกตอกหน้ากลับมาก็ไม่แปลก ทำไมถึงไม่รีบถอนตัวตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าระเบิดภูติใช้การไม่ได้ละคะ? ทำไมถึงไม่รีบเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างเช่นการลอบทิ้งระเบิดเหมือนที่ทำกับเผ่ายักษ์ละคะ? ”
“ก็ยะมะโตะบอกว่าอาวุธ--”
“ท่านจะบอกว่าเพราะมีอาวุธที่เหนือกว่าเลยวิ่งเข้าปะทะตรง ๆ ได้? แล้วมีอะไรรับประกันละคะว่าอาวุธฝ่ายเราเหนือกว่าเวทมนต์ของพวกภูติ? มีอะไรรับประกันว่าพวกภูติไม่ได้มีแผนการรับมือหากสูญเสียพลังเวทไป? พวกเรานะดูถูกศัตรูมากไปแล้วค่ะ ไม่ทราบว่าพวกท่านอยากจะซ้ำรอยฮิตเลอร์เช่นนั้นหรือคะ? เปิดศึกไปทั่ว ไม่รับฟังความเห็นจากคนอื่น แล้วพ่ายแพ้ในท้ายที่สุดแบบนั้นหรือคะ? ”
ในช่วงเวลานั้นทุกคนในที่ประชุมต่างนิ่งเงียบไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไป
ท่านผู้นำกังจ้องมองไปที่เลขาตั๋งด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด ก่อนจะพยักหน้าที่ตีความได้ว่า “ใช่แล้วละ ถูกต้องตามที่ข้าต้องการเลย” ให้เห็น
“วันนี้ที่พวกเราเชิญคุณยะมะโตะมาก็เพื่อแจ้งผลการรบที่เป็นข้อมูลอันล้ำค่าให้กับเขา เพื่อนำไปพัฒนาอาวุธรับมือ ไม่ใช่เรียกมาเพื่อตำหนินะคะ”
อ่าว… ไอเราก็นึกว่าเรียกมาด่าเสียอีก
“ท่านยะมะโตะค่ะ นี่คือสาเหตุที่เรียกท่านมาวันนี้ค่ะ รบกวนชมภาพบันทึกการรบของเมื่อวันก่อนทีค่ะ”
ผมเงยหน้าไปมองทางโปรเจคเตอร์ที่กำลังฉายขึ้นผนัง
มันคือภาพการต่อสู้ของโดรนกับสิ่งที่เรียกว่าโกเลม และภาพที่พวกภูติควบคุมได้ทั้งไฟและอากาศในการใช้โจมตีพวกเรา
และภาพบันทึกสุดท้ายคือการต่อสู้ระหว่างหน่วยของทอมจำนวนหนึ่งพันคนกับภูติที่น่ากลัวเพียงคนเดียว
“คิดว่ายังไงบ้างคะ? ”
“อืม…ขอดูภาพตอนที่ระเบิดต่อต้านภูติทำงานทีครับ”
ภาพวินาทีที่ระเบิดภูติทำงานได้ปรากฏขึ้นมา
ถึงจะมองไม่เห็นชัดเจน แต่ผมเห็นว่าช่วงวินาทีที่ระเบิดนี้ ผิวของบาเรียมีอาการสั่นไหวแปลก ๆ
บางทีบาเรียพวกนั้นคงจะทำการปกป้องระเบิดต่อต้านภูติเอาไว้หรือเปล่า?
ในหัวของผมเริ่มคิดออกแบบอาวุธใหม่ขึ้นมา
“อืม… รบกวนขอดูภาพการต่อสู้ของคุณทอมหน่อยครับ”
ภาพการต่อสู้อันดุเดือดของคุณทอมกับภูติสุดแกร่งได้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ทุกครั้งที่ภูติผมสีเขียวจะโจมตี หนังสือในมือก็จะเริ่มเรืองแสงขึ้นมาพร้อมกับปีก
จะบอกว่าหนังสือคืออาวุธของเธอ? แต่ภูติตนอื่นเห็นถือแต่ลูกแก้วคริสตัลนี่น่า?
อาวุธ… หรือว่าของพวกนั้นจะเป็นตัวกระตุ้นการทำงานของอวัยวะปีกที่ใช้เวทมนต์ของพวกภูติ?
เดียวสิ งั้นถ้าหากว่าสร้างสิ่งของที่ทำงานคล้ายกับอวัยวะปีกของพวกภูติกับเครื่องกระตุ้น พวกเราก็จะใช้เวทมนต์เหมือนกับพวกมันได้หรือเปล่า?
แต่ว่าขาดตัวอย่างที่ยังมีชีวิตนี่สิ การศึกษาจากศพที่มีสภาพไม่สมบูรณ์มันก็ทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้นด้วย
“แต่ถ้าหากเอาศพมาดัดแปลง… ทำได้แน่! ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ อาวุธชิ้นต่อไปจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวังแน่นอนครับ! ”
ว่าแล้วผมก็กระโจนออกจากหอประชุมไปในทันที
“เดี่ยวก่อน--”
“ผมขอตัวก่อนครับ! ”
ผมพูดทิ้งท้ายไปเช่นนั้น แล้ววิ่งไปที่จอดรถ ก่อนจะเปิดระบบขับขี่อัตโนมัติ
รถเต่าสีเหลืองสุดคลาสสิคส่งเสียงดังกระหึ่ม พร้อมกับวิ่งทะยานตรงออกไปด้วยความเร็วร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ออกไปตามถนนที่ล้อมด้วยอาคารคอนกรีตสูงสองข้าง
ผมใช้ช่วงเวลานี้ในการร่างแบบอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมา
รถเต่าสีเหลืองวิ่งตัดออกมาจากเขตชุมชน และเข้าสู่โซนวิจัยที่เต็มไปด้วยพืชต่างโลกปลูกเรียงรายสองข้างทาง
พืชทะเลขนาดใหญ่ที่โตแทงยอดขึ้นท้องฟ้า ต่างลู่ไปตามแรงลมของรถเต่าคันนี้ที่วิ่งผ่าน
อาคารวิจัยสีเทาพร้อมเรือนกระจกทรงโดมได้ปรากฏขึ้น ณ ปลายสุดของถนนเส้นนี้
“จาวิส ช่วยวิเคราะห์ไอเดียนี้ที! ”
[รับทราบนายท่าน]
ที่ห้องแล็ปอันทันสมัยแห่งนี้คือที่ทำงานของผม
เสียงหุ่นยนต์ซึ่งดังมาจากลำโพงได้ขานรับคำสั่ง ก่อนที่จะส่งโดรนมารับพิมพ์เขียวไปจากมือ
[จาวิส] คือระบบสมองกลที่ผมสร้างขึ้นและมอบชื่อตามหนังชื่อดังเรื่องหนึ่งให้กับมัน
จาวิสคือระบบสมองกลเพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบสมองกลของโดรนทุกตัวที่ผมสร้าง
มันสามารถเรียนรู้ได้ ดังนั้นยิ่งพ่ายแพ้ในสงคราม มันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
“นี่คือข้อมูลการรบ เอาไปวิเคราะห์และพัฒนาตัวเองซะ”
[รับทราบครับ]
ผมดึงเมมโมรี่ออกมาจากกล้องที่ซ่อนในปกเสื้อ
เนื่องจากพวกเรายังไม่มีดาวเทียมและระบบเน็ตเวิร์คที่ดีพอ ข้อมูลการรบของโดรนสงครามเมื่อสองวันก่อนจึงส่งมาไม่ถึงระบบหลักของจาวิสที่ตั้งอยู่ในห้องแล็ปแห่งนี้
พวกหุ่นที่ถูกควบคุมด้วยระบบคำนวณขนาดเล็กนั้น จึงไม่อาจแสดงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของขาวิสออกมาให้เห็นได้
ความจริงจะเอยปากขอข้อมูลบันทึกจากกองทัพมาก็ได้ แต่ในเมื่อกล้องที่ซ่อนในชุดวิจัยสีขาวเก็บภาพมาได้หมดแล้ว ทำไมจะต้องไปเสียเวลาขออีกละ?
“ฝากเรื่องโมเดลอาวุธและความเป็นไปได้ที ผมจะไปดู [ดาบแห่งพระเจ้า] หน่อย”
[ได้ครับนายท่าน]
ผมเดินออกจากห้องโถงพร้อมกับผิวปากอย่างอารมณ์ดี
ประตูบานโปร่งใสตรงหน้าได้เลื่อนเปิดออกพร้อมกับปรากฏระเบียงทางเดินที่ทอดยาว
ข้างในผนังกระจกทั้งสองฝั่งของเส้นทางเดิน ถูกประดับไปด้วยอาวุธวิจัยที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา
ชุดเกราะอันทันสมัยที่เลียนแบบจากซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดังอันมีนามว่า [Ironman]
แต่เนื่องจากยังไม่เข้าใจในหลาย ๆ จุด และติดปัญหาเรื่องพลังงานสำหรับใช้ในการบินและต่อสู้ จึงทำให้ต้องพับโครงการนี้ทิ้งไป
ต่อมาคือชุดเกราะนาโนเลียนแบบจากเกมส์ชื่อดัง [Crisis]
ชุดเกราะชั้นยอดที่สามารถหายตัวได้ เร่งพลังกายผู้ใช้งานได้ และยังทนทานระดับที่ปืนใหญ่ยิงไม่เข้า
แต่ทว่าบนชุดเกราะอันยอดเยี่ยมนี้กลับมีรูกว้างราวสามสิบเซนติเมตรปรากฏอยู่
มันคือผลงานที่ล้มเหลวอีกชิ้น…
ผลงานถัดไปเกราะเกล็ดมังกร
เกราะที่ใช้เส้นใยสังเคราะห์พิเศษทอขึ้นมาโดยเลียนแบบลักษณะโครงสร้างการเรียงตัวของเกล็ดมังกร
มันทนทานได้ถึงระดับลูกปืนขนาด 0.5 มีน้ำหนักเบา เหนี่ยว และดูดซับแรงกระแทกได้ดี
แต่ทว่ามันเป็นชุดเกราะที่ห่างไกลจากความเป็นเกราะในฝันที่เลียนแบบมาจากหนังหรือการ์ตูนอยู่มาก ผมจึงพับโครงการนี้ทิ้งไปเช่นกัน
มันคือผลงานที่ล้มเหลว
ต่อมาคือผนังกระจกที่แผ่กว้าง
สิ่งที่อยู่ข้างนอกกระจกนั้นคือ [ดาบแห่งพระเจ้า]
“เสร็จไปแค่ 20% เองหรือ…”
[ดาบแห่งพระเจ้า] คือดาวเทียมสำหรับทำสงครามนั่นเอง
แนวคิดของอาวุธไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากไปกว่าส่งมันขึ้นอวกาศ แล้วใช้มันยิงรังสีไมโครเวฟที่รุนแรงลงมาสู่พื้นโลก
แต่เนื่องจากต้องสร้างอย่างพิถีพิถัน และมีชิ้นส่วนในการผลิตเฉพาะซึ่งต้องสั่งทำพิเศษ จึงทำให้การก่อสร้างล่าช้ามาก
“หรือว่าควรยกเลิกโครงการกันดั้มกับเกราะฮีโร่ แล้วมาเน้นที่การสร้าง [ดาบแห่งพระเจ้า] แทนจะดีกว่า? ”
ผมพึมพำกับตัวเอง
ถัดจากฐานยิงจรวดคือโครงสร้างหุ่นยนต์ยักษ์ที่ดูคุ้นตา
ถึงจะใช้แร่ฮีเฟสตุสกับเส้นใยสังเคราะห์จากพืชต่างโลกมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำหนักกับความแข็งแรงของหุ่นได้แล้ว แต่ทว่าพลังงานจำนวนมากที่ใช้เพื่อขับเคลื่อนหุ่นก็ยังแก้ไม่ได้อยู่ดี
พืชปิกะปิกะต่างโลกที่สร้างกระแสไฟฟ้านั้น มันก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้
แถมยังมีปัญหาเรื่องแรงเหวี่ยงที่ส่งผลต่อนักบินเวลาขับเคลื่อนอีกด้วย
“ยกเลิกโครงการกันดั้มไปเลยดีกว่า”
ว่าแล้วผมก็สั่งการให้จาวิสหยุดงานหุ่นยนต์ก่อสร้างทั้งหมดของกันดั้ม แล้วย้ายกำลังการผลิตไปที่ [ดาบแห่งพระเจ้า] แทน
“อืมชุดฮีโร่…”
ผมพึมพำกับตัวเองในระหว่างที่เดินเข้าไปในห้องอันมืดมิดที่ติดอยู่ด้านข้าง
ห้องทรงกลมสีดำแห่งนี้มีซากศพของทุกเผ่าถูกแขวนเรียงรายเอาไวในตู้แคปซูลทรงกระบอก
เผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ เผ่าภูติ เผ่ามนุษย์นก และเผ่ามนุษย์มด
ศพเหล่านี้คือตัวอย่างวิจัยที่เก็บกู้มาจากสนามรบที่ผ่านมา
พวกมันถูกผ่าแยกเพื่อศึกษากายวิภาคภายใน ค้นหาจุดอ่อนและเข้าใจถึงธรรมชาติของมัน
ผมเดินไล่เรียงตามตู้แคปซูลของแต่ละเผ่า
รูปร่างแบบเผ่ามนุษย์เพื่อความคุ้นชินในการเคลื่อนไหว
รูปแบบการรับรู้ของเผ่ามนุษย์มดที่น่าอัศจรรย์
โครงสร้างผิวหนังที่เหนียว ยืดหยุด อีกทั้งยังแข็งแกร่งของเผ่ายักษ์
ต่อมประสาทสัมผัสที่หกตามรูปขุมขนของเผ่ามนุษย์นก ที่เป็นที่มาของสัญชาตญาณอันเฉียบคม
และปีกของเผ่าภูติ อวัยวะที่ทำให้สามารถใช้เวทมนต์ได้
ถ้าหาสร้างอวัยวะเทียมโดยเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ แล้วนำมารวมเป็นชุดเกราะตัวเดียวได้ละก็…
“ชุดเกราะฮีโร่ก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป! ”
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
“ท่านผู้กล้าครับ”
“เรียกว่าสเลบก็พอ”
“กำหนดการบุกโจมตีพวกปีศาจน้อยได้ถูกประกาศออกมาแล้วครับท่านผู้กล้า! ”
“...”
เมื่อไหรทุกคนจะเลิกเรียกผมว่าผู้กล้ากันนะ?
ผมคิดเช่นนั้นไปพร้อมกับเปิดช่องรับขยายสัญญาณของชุดเกราะเพื่อรับฟังคำประกาศของท่านราชินีฟรีด้า
“ถึงเหล่าทหารหาญของฉันและสเลบของฉัน”
เสียงของราชินีฟรีด้าได้ดังก้องอยู่ภายในหัวของผม
“กำหนดการลบพวกเผ่าปีศาจน้อยให้หายไปจากแผนที่ได้ถูกกำหนดลงมาแล้ว”
ทุกคนต่างนิ่งเงียบและหยุดทุกกิจกรรมในมือลง
“ราชินีคอมพาเนียนทำสำเร็จ ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า กองทัพปีศาจแสงจะมาร่วมทัพเก้าแสนของพวกเรา พันธมิตรระหว่างสองเผ่าจะนำชัยมาสู่พวกเรา จงเตรียมทัพให้พร้อมและนำชัยชนะมาให้แก่พวกเราซะ! ”
“โอ้ววว! ”
ทุกคนต่างส่งเสียงออกมาอย่างฮึกเฮิม ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำงานกันต่อ
แต่ทว่ายังมีข้อความจากท่านราชินีที่ส่งตรงมาถึงเฉพาะผมคนนี้อยู่
“มีอะไรหรือครับท่านราชินี? ”
“ฉันแค่อยากจะบอกว่า…”
“บอกว่า? ”
“... รีบไสหัวไปทำงานได้แล้วสเลบ! ... แล้วอย่าลืมติดต่อความคืบหน้ากลับมาทุกชั่วโมงด้วยละ! ถึงจะรำคาญที่ต้องฟังรายงานจากเจ้าทุกชั่วโมง แต่มันจำเป็น นี่คือคำสั่ง! ”
“ขอให้ลูกน้องเป็นคนรายงานแทน---”
“ต้องเป็นเจ้าเท่านั้นสเลบ! ”
ยังบ้าอำนาจไม่เปลี่ยนเลยวุ้ย
“รับทราบครับ…”
“ดีมาก ฉันจะตั้งตารอยคอยนะ~”
ผมปิดเครื่องขยายสัญญาณที่ติดอยู่ในชุดเกราะลง
“เตรียมพร้อมเรื่องอาวุธและกองทัพอย่างงั้นหรือ”
ผมหันไปมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตรงหน้า
สิ่งนี้อาจจะเป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เผ่าของพวกเราเคยได้สร้างขึ้นมา
ฐานติดล้อตีนตะขาบที่ใช้พลังขับเคลื่อนด้วยหินไฟจำนวนหลายล้านตัน
ผิวโลหะผสมเส้นใยที่หนากว่าสิบเมตร
สิ่งนี้นั้นมีรูปทรงสี่เหลื่อมผืนผ้า มีความยาวถึงสามร้อยเมตร กว้างสี่สิบเมตร และสูงถึงสามสิบเมตร
ถึงจะเคลื่อนไหวได้เชื่องช้า แต่มันก็เต็มไปด้วยพลังอำนาจอันร้ายกาจ
[ผู้ทำลายล้าง-ดีเวสธาดอร์ส (Devastador) ]
ที่ดาดฟ้าของตัวยานมีอาวุธอันร้ายกาจทรงกระบอกยาวยี่สิบเมตรอยู่ด้วยกันเก้ากระบอก
อาวุธเหล่านั้นต้องใช้กระสุนที่มีความยาวถึงสี่เมตรในการยิงออกไป และด้วยการดัดแปลงหัวกระสุนเล็กน้อยจากคำแนะนำของราชินีฟรีด้า จึงทำให้ได้กระสุนระเบิดแรงโน้มถ่วงที่สามารถยิงได้ไกลถึงห้าสิบกิโลเมตรมาใช้งาน
อนึ่ง ระเบิดแรงโน้มถ่วงคือผลลัพธ์จากความผิดพลาดของการลอกแบบเทคโนโลยีจากพวกปีศาจแสงเมื่อนานมาแล้ว หากยังจำกันได้อยู่นะ...
นอกจากอาวุธอันร้ายกาจนี้แล้ว ยังมีอาวุธสังหารระยะไกลอีกนับหลายร้อยชิ้นเรียงรายอยู่เป็นแถวของผิวยาน
อาวุธเหล่านั้นคืออาวุธของเผ่าจอมมารที่พวกเราเอามาดัดแปลงให้เข้ากับเทคโนโลยีของพวกเรา จนกลายเป็นอาวุธโจมตีระยะไกลที่ยิงลำแสงความร้อนสูงกว่าหนึ่งพันองศาได้
อำนาจการยิงสิบกิโลเมตร อัตรายิงลำแสง สามารถคงเส้นพลังงานความร้อนได้สามสิบวินาที ยิงต่อเนื่องได้หนึ่งนัดต่อหนึ่งนาที
และหากมีใครเข้ามาใกล้ อาวุธเหล่านั้นก็จะกลายเป็นคมเขี้ยวสังหารที่พร้อมจะรบระยะประชิดได้ทุกเวลาอีกด้วย
มันคือสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง และยังมีด้วยกันถึงสามลำ
“อีกเจ็ดวันอย่างงั้นหรือ? ”
ผมพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น