จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 53 กลพลองเทียนกัง

            รุ่งสางแสงอาทิตย์สาดส่องอย่างอบอุ่นไปทั่วตลาดมืดอเวจี

            การประมูลในเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นมีเงาร่างของผู้คนเดินออกมาจากทุกอาคาร ผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศไปยังหอซ่อนมังกร

            “เจ้าต้องการไหม”ก่อนออกจากประตู เจ้าหมีสองหยิบยาเปลี่ยนเสียงและยาแปลงโฉมให้กับเย่เฉิน

            เมื่อมองไปยังเป้ากางเกงของหมีสองเย่เฉินก็ไอแห้งๆ ขึ้นมา “เจ้ากินเถอะ!”

            พูดจบเขาก็หยิบหน้ากากหัวหมาป่าออกมาจากถุงเก็บของ คลุมปิดหน้าเอาไว้ถ้าจะต้องกินยาที่ออกมาจากเป้ากางเกงของเจ้าหมีสอง จะบอกว่าอย่างไรดีเขาคงพูดไม่ออกจริงๆ

            “ไม่กินก็ช่างเจ้า”เจ้าหมีสองไม่ได้เก็บมาใส่ใจ และนำยาสองเม็ดนั้นใส่เข้าปากของเขา

            ในไม่ช้ารูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเป็นชายชราร่างอวบ มีเคราเล็กๆ อยู่ใต้คางและดูเตี้ยลงเล็กน้อย แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับชายชราเอาเสียเลย

            ทั้งสองคนเดินตามกระแสของผู้คนไปเรื่อยๆจนมาถึงหอซ่อนมังกรอีกครั้ง

            ทั้งคู่ยังคงนั่งกินอาหารอยู่ที่มุมสุดของอาคาร พลางมองไปยังประตูของหอซ่อนมังกร

            ผู้คนจากตระกูลใหญ่ทั้งหมดในต้าฉู่ได้เดินเข้ามาทีละคนและต่างฝ่ายก็ต่างไม่ยอมกัน โดยเฉพาะตระกูลที่มีความคับแค้นใจต่อกันอยู่ตลอดแต่ละคนสีหน้าเคร่งขรึม และดูเหมือนว่าจะพร้อมต่อสู้กันอย่างดุเดือดในการประมูลครั้งนี้

            คนของสามสำนักก็มาถึงแล้วส่วนตำหนักซื่อเสี่ยยังคงเป็นผู้ปิดท้ายอีกเช่นเคย

            เย่เฉินมองเห็นอู๋ฉางชิงใบหน้าของเขานั้นนิ่งขรึมจนไม่สามารถนิ่งขรึมไปกว่านี้ได้แล้วเมื่อวานนี้เขาต้องเสียหน้า กลายเป็นที่น่าขบขัน ทำให้หลังจากที่เขากลับไปจึงโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก และถึงขั้นประกาศว่าจะฆ่าเย่เฉินทั้งเป็น

            “อย่าได้ถือตัวไปวันนี้ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้เจ้ามาเสนอราคาตัดหน้าได้อีก” เมื่อมองไปยังอู๋ฉางชิงเย่เฉินก็อดจะเยาะเย้ยไม่ได้

            “วันนี้เจ้าต้องสงบเสงี่ยมไว้หน่อยนะ”อีกด้านหนึ่ง เจ้าหมีสองพูดพลางยัดอะไรบางอย่างเข้าปาก “ระวังแผนจะล่มเอานะแล้วอย่าไปหาเรื่องอู๋ฉางชิงนั่นเชียว"

            “รับทราบ”

            เงาร่างเคลื่อนที่ไปมาต่างคนต่างไปยังตำแหน่งที่จัดไว้

            ทุกคนล้วนส่งสายตาไปยังเวทีสูงที่อยู่ด้านหน้า

            การประมูลเมื่อวานนี้ล้วนแต่เป็นอาวุธวิญญาณส่วนการประมูลในวันนี้จะเป็นเคล็ดวิชาลึกลับนี่เป็นกฎเกณฑ์ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาของตลาดมืดอเวจี

            “ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะประมูลเคล็ดวิชาลับมาได้บ้างหรือเปล่า”การประมูลยังไม่เริ่มขึ้น ด้านล่างต่างก็เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์กันแล้ว

            “ได้ยินมาว่าการประมูลเคล็ดวิชาลึกลับครั้งนี้แต่ละอย่างไม่ธรรมดาเลย!”

            “ไม่ธรรมดาแล้วจะอย่างไรกันก็ไม่มีส่วนของพวกเราอยู่ดี”

            ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผู้อาวุโสหยางซึ่งเป็นผู้ควบคุมการประมูล ได้ก้าวขึ้นไปบนเวทีสูงและมองไปรอบๆด้านล่าง จากนั้นจึงกล่าวขึ้น “เริ่มการประมูล”

            เมื่อพูดจบเขาก็พลิกมือหยิบคัมภีร์โบราณออกมา ผู้คนที่อยู่ด้านล่างต่างตาเบิกโพลงขึ้นทันที

            “ดัชนีเอกสุริยัน”ผู้อาวุโสหยางนำคัมภีร์โบราณลอยไว้ในอากาศและได้ทำการแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาลึกลับนี้ “หลอมพลังปราณสุริยันรวบรวมไว้ในหนึ่งดัชนี จึงขนานนามว่า เอกสุริยัน สหายผู้มีคุณสมบัติด้านอัคคีขอเชิญพิจารณาเสนอราคา”

            “เริ่มเปิดราคาที่ห้าหมื่นเริ่มการประมูลได้”

            “หกหมื่น”ทันทีที่ผู้อาวุโสหยางพูดจบ คนที่อยู่ด้านล่างก็ชูป้ายขึ้น

            “ตระกูลฉีให้สองแสน”บุคคลที่สองที่เสนอราคาคือผู้อาวุโสในชุดสีเทาของตระกูลฉีแห่งหนานเจียง

            คนผู้นี้ดูหยิ่งยโสเอนกายอย่างสบายๆ อยู่บนเก้าอี้นั่ง ด้วยสีหน้าท่าทางที่กะล่อนและขี้เล่นเพียงอึดใจเขาก็เสนอราคาสูงขึ้นกว่าเดิมถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นหินวิญญาณทำให้คนที่กำลังจะเสนอราคาประมูลนั้น ต้องนั่งกลับลงไปที่เดิมของตนเองโดยทันทีซึ่งรวมถึงเจ้าหมีสองด้วย

            “ให้ตายสิแล้วข้ายังอยากเข้าร่วมอยู่อีกไหม?”เจ้าหมีสองบ่นพึมพำ

            “ตระกูลฝึกตนก็คือพวกคนร่ำรวย”เย่เฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

            “สองแสนหนึ่งหมื่น”มีคนเสนอราคาขึ้นมาจากด้านล่างผู้ยื่นราคาเป็นหญิงงามวัยกลางคนในชุดสีแดงจากตระกูลหวังแห่งเป่ยชวน

            ก็ยังคงเป็นพวกตระกูลฝึกตนตระกูลหวังเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลฉีอีกทั้งยังดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งกว่าตระกูลฉีเสียด้วยซ้ำ หญิงวัยกลางคนผู้นั้นดูเหมือนจะรู้ได้ถึงความพิเศษของดัชนีเอกสุริยันจึงไม่ต้องการจะให้มันตกไปอยู่ในมือของตระกูลฉีอย่างง่ายดาย

            “สองแสนห้าหมื่น”หลังจากตระกูลหวังเสนอราคา ตระกูลซือถูแห่งซีสู่ก็เข้ามาร่วมด้วยเพียงอึดใจเดียวราคาก็เพิ่มขึ้นอีกสี่หมื่น

            “สามแสน”ตระกูลซั่งกวนแห่งตงเยว่ ก็เสนอราคาการประมูลดัชนีเอกสุริยันให้ไปถึงจุดสูงสุด

            “สามแสนหนึ่งหมื่น”

            “สามแสนห้าหมื่น”

            ตระกูลฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ของต้าฉู่ต่างทยอยกันเสนอราคาทีละคนในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ราคาของดัชนีเอกสุริยันก็สูงขึ้นไปถึงห้าแสนทำให้ผู้ฝึกตนโดยทั่วไปถึงกับมีสีหน้าที่ทำอะไรไม่ถูก

            “ไม่ประมูลแล้ว”เจ้าหมีสองนอนคว่ำอยู่บนเก้าอี้อย่างกับหมูตาย

            “เดรัจฉานจริงๆ”เย่เฉินก็เริ่มกระสับกระส่าย พลังปราณของเขามีคุณลักษณะที่สอดคล้องเหมาะสมที่สุดในการศึกษาดัชนีเอกสุริยัน แต่เขาก็ละอายใจกับเงินในถุงเก็บของตอนนี้เขารู้สึกหมดหนทาง

            “ห้าแสนห้าหมื่น”แต่เสียงที่ดังต่อมา ทำให้ดวงตาของเจ้าหมีสองสว่างขึ้นอีกครั้งเป็นเพราะคนเสนอราคาคือลุงสองของเจ้าหมีสอง

            “มีความหวังมีความหวัง” เจ้าหมีสองลูบมือของตนเองดวงตาทั้งคู่กำลังจับจ้องไปยังชายร่างอ้วนที่อยู่ตรงหน้าเขา

            เขานึกไม่ถึงว่าพวกตระกูลสยงจะเข้าร่วมการประมูลด้วย อีกทั้งยังออกตัวอย่างฟุ่มเฟือยความกดดันเริ่มเกิดขึ้นกับตระกูลต่างๆ ด้วยเพราะเหตุนี้เขาจึงพุ่งความสนใจไปยังดัชนีเอกสุริยัน ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะได้ศึกษาโดยไม่ต้องเสียเงิน

            เช่นเดียวกันเย่เฉินก็ถูมือของเขา เพราะว่าเขาและเจ้าหมีสองเป็นเพื่อนกันการที่จะได้ศึกษาวิชาดัชนีเอกสุริยัน จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

            ในห้องส่วนตัวด้านบนผู้อาวุโสชุดเทาของตระกูลฉี มองไปยังลุงสองของเจ้าหมีสอง แล้วพูดอย่างเย็นชา“สยงต้าซาน เจ้าช่างมีความกล้าหาญจริงๆ”

            “ถ้ากล้าก็เพิ่มราคามาเลย!” สยงต้าซานพูดอย่างแข็งขันคำพูดประโยคนี้ทำให้ตระกูลฉีถึงกับหยุดนิ่งไร้เสียงวิพากษ์ใดๆ

            “ตระกูลสยงของเจ้ามีความแค้นกับตระกูลฉีหรือ”เย่เฉินค้นพบอะไรบางอย่าง จากคำพูดระหว่างสยงต้าซานกับผู้อาวุโสตระกูลฉีจึงหันไปมองเจ้าหมีสองทันที

            “มีความแค้นอยู่แน่นอน”เจ้าหมีสองส่งเสียงด่า “พวกเราสองตระกูลเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาตั้งแต่รุ่นทวดของข้าแล้วเป็นเพราะเรื่องเหมืองหินวิญญาณตามธรรมชาติแห่งหนึ่ง ไม่มีวันไหนที่ไม่ทะเลาะกัน”

            “แบบนี้นี่เอง!”

            “ห้าแสนห้าหมื่นยังมีใครจะให้ราคาเพิ่มไหม” ด้านบนเวที ผู้อาวุโสหยางเหลือบมองไปยังตระกูลฉีจากนั้นก็มองไปด้านล่าง

            ทั้งสามสำนักและตำหนักซื่อเสี่ยไม่เข้าร่วมการประมูลนี้จึงทำให้เย่เฉินและเจ้าหมีสองถอนหายใจอย่างโล่งอก

            ปัง!

            บนเวทีผู้อาวุโสหยางได้เคาะค้อนทำการตัดสิน

            หลังจากเก็บคัมภีร์โบราณดัชนีเอกสุริยันผู้อาวุโสหยางก็ผายมือและหยิบแผ่นหยกออกมาหนึ่งแผ่นบนแผ่นหยกเห็นตัวอักษรชุดหนึ่งได้อย่างชัดเจน ท่าเท้าเมฆาทะยานฟ้า

            “วิชาท่าร่างลึกลับท่าเท้าเมฆาทะยานฟ้า สามหมื่น เริ่มประมูลได้” ผู้อาวุโสหยางกล่าวอย่างว่องไว

            เมื่อเทียบกับดัชนีเอกสุริยันแล้วเห็นได้ชัดว่าท่าเท้าเมฆาทะยานฟ้าจะอยู่ต่ำกว่าขั้นหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถจะหยุดยั้งการแย่งชิงของคนในที่แห่งนี้ได้เพียงเพราะเป็นวิชาลึกลับในการประมูลของสำนักเทียนเสวียน

            “ห้าหมื่น”

            “ข้าให้เจ็ดหมื่น”

            “หนึ่งแสน”

            การประมูลท่าเท้าเมฆาทะยานฟ้าเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ก็ยังแตกต่างจากการประมูลดัชนีเอกสุริยันอยู่มากมายท้ายที่สุดก็ถูกชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำประมูลไปได้ในราคาหนึ่งแสนสามหมื่น

            การประมูลยังคงดำเนินต่อไป

            ผู้อาวุโสหยางยังคงหยิบเคล็ดวิชาลึกลับออกมา แต่ละอย่างล้วนแต่กระตุ้นให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในหอซ่อนมังกรการประมูลยื่นเสนอราคาสูงสุดของแต่ละตระกูล สามสำนักรวมถึงตำหนักซื่อเสี่ยและผู้ร่วมประมูลคนอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่เป็นไปอย่างดุเดือด

            ในเวลานั้นเย่เฉินและเจ้าหมีสองได้ทำการเสนอราคาไปอยู่หลายครั้งแต่พวกเขากลับไม่สามารถสู้ราคาได้เลย

            “ข้าว่าข้าดูออกแล้วล่ะคนพวกนี้มันเป็นฝูงเดรัจฉานชัดๆ” เจ้าหมีสองนอนคว่ำอยู่บนโต๊ะ พลางบ่นด่า

            “พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นคนรวยผู้มีอำนาจ”หลังจากหงุดหงิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เย่เฉินก็เริ่มหน่ายใจ หินวิญญาณในถุงเก็บของมีแต่จะทำให้เขาเก้อเขินที่จะเอ่ยออกไปทุกครั้งที่เสนอราคาไปสู้ ก็ล้วนแต่น้อยนิด

            “กลพลองเทียนกังสหายทั้งหลายโปรดลองพิจารณาดู นี่เป็นอาวุธวิญญาณว่าด้วยพลอง” ด้านบนเวทีผู้อาวุโสหยางได้หยิบม้วนคัมภีร์โบราณออกมา “ราคาเปิดประมูลสามหมื่นแต่ละครั้งที่เสนอราคาจะต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าหนึ่งพันหินวิญญาณเริ่มประมูลได้”

            “กลพลองหรือ?” เย่เฉินตบโต๊ะ เงยหน้าขึ้นไปมองอย่างสั่นเครือดวงตาที่สุกสว่างคู่นั้นจับจ้องไปบนเวที

            “เจ้าไม่ได้ศึกษาเรื่องกลพลองจะตื่นเต้นอะไร!” เจ้าหมีสองเหลือบไปมองเย่เฉิน

            “ข้าคงไม่ได้ใช้หรอกแต่หู่หวาได้ใช้แน่!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน