วันเสาร์และอาทิตย์สำหรับนักเรียนคนอื่นๆมันคือการไปเที่ยวหรือไม่ก็นอนเล่นอยู่บ้าน แต่สำหรับริวมันคือ่เวลาที่เขาจมดิ่งอยู่กับหน้ามือถือในหอพัก
แสงสีฟ้าจากจอโทรศัพท์สะท้อนในดวงตาที่เหนื่อยล้าเขาพยายามขุดคุ้ยหาเศษเสี้ยวของคดีไฟไหม้โรงละครเมื่อสิบปีก่อน แต่สิ่งที่ได้ก็เป็แค่ข้อมูลเก่าๆที่ถูกนำมาเรียงต่อกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเช้าวันจันทร์มาถึง
ณโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
แสงแดดสีขาวสาดส่องลงมายังสนามฟุตบอลสีเขียวขจีและเวทีที่ริวเคยช่วยตอนนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ผ้าม่านหลายสีถูกมัดจัดจีบอย่างประณีตพลิ้วไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่าน เก้าอี้นับร้อยตัวถูกวางเรียงรายแบ่งเว้นทางเดินตรงกลางซึ่งปูด้วยพรมสีแดงยาวเหยียดเพื่อใช้เป็ทางเดินบิณฑบาตสำหรับพระสงฆ์
ไม่นาน เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น บ่งบอกว่าขณะนั้นเวลา07:50 น. ตามด้วยเสียงประกาศจากห้องประชาสัมพันธ์ที่ดังไปทั่วโรงเรียน
“ประชาสัมพันธ์ไปยังนักเรียนที่ได้นำของมาใส่บาตรในวันนี้กรุณานำลงมาที่สนามด้วยนะคะ”
“เพราะหลังจากเข้าแถวหน้าเสาธงเสร็จ จะมีการตักบาตรทันทีค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินประกาศ นักเรียนหลายคนที่เพิ่งเดินมาถึงโรงเรียนก็รีบวิ่งขึ้นอาคารเรียนไปเอาของที่เตรียมมาแล้วทยอยลงไปเข้าแถวที่ลานหน้าเสาธงอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเหล่านักเรียนที่เบียดเสียดอยู่ด้านล่างริวไม่ลงไปเข้าแถว เขายืนกอดอกพิงขอบหน้าต่างอยู่ในห้องเรียนด้วยใบหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์นักทว่าั์ตาสีเข้มกลับทอดมองลงไปยังกิจกรรมเบื้องล่างอย่างเงียบๆ และไม่นานนักกิจกรรมหน้าเสาธงก็เริ่มขึ้น เสียงเพลงชาติและเสียงสวดมนต์ไหว้พระดังแว่วขึ้นมาถึงชั้นบน
เมื่อเสร็จสิ้นจากกิจกรรมหน้าเสาธง ครูพิธีกรก็ได้กล่าวเปิดงานทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ต่อพระภิกษุในจีวรสีส้มเข้มเริ่มเดินเรียงแถวไปบนพรมที่ปูไว้ให้ เหล่านักเรียนสองฝั่งต่างพากันบรรจงวางของใส่บาตรด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ขณะที่พระสวดเจริญพระพุทธมนต์ดังพึมพำผ่านลำโพงเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นเบาๆทางด้านหลัง กึก… กึก… ริวหันไปมองช้าๆ เห็นว่าแนนโน๊ะเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสบายๆเหมือนทุกครั้งแต่เขาก็ไม่ได้ทักอะไร เพราะคิดว่าเธอคงแค่มาสาย เลยไปเข้าแถวไม่ทัน แล้วหันหน้ากลับไปมองด้านนอกหน้าต่างต่อ
แต่แล้วแนนโน๊ะก็เดินมาหยุดอยู่ข้างๆเขาเธอวางมือลงกับขอบหน้าต่างพลางมองลงไปข้างล่างเหมือนที่เขากำลังทำ แล้วถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ริวทำไมมาอยู่บนห้องแบบนี้ล่ะคะ”
ริวเหลือบมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับไป“ไม่รู้สิครับ... ผมก็แค่ไม่อยากลงไปเข้าแถว” เขาตอบเสียงเรียบ
“ทำไมล่ะคะ วันนี้มีงานทำบุญ แนนโน๊ะได้ยินคุณครูบอกว่าการใส่บาตรเป็การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับไม่ใช่เหรอคะ”
“ครับ…” ริวตอบสั้นๆโดยไม่แม้แต่จะหันมองอีกฝ่าย
“แล้วริว...ไม่ไปใส่บาตรให้พ่อแม่หน่อยเหรอคะ” แนนโน๊ะถามขึ้นอีกครั้ง
คำถามนั้นทำให้ริวนิ่งไปครู่หนึ่งเขาไม่ได้รู้สึดโกรธ แต่กลับส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาราวกับกำลังบอกตัวเอง
“คนที่ตายแล้วก็ตายไป...มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาหรอกครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น แนนโน๊ะเอียงศีรษะเล็กน้อยแววตาดูเหมือนจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ทว่าริวเองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้นก่อนจะหันมาสบตาเธอตรงๆแล้วพูดต่อ
“บาปบุญมันเป็ตัวยังไง หน้าตาเป็ยังไงเหรอ…ผมน่ะ ไม่เคยเห็นมันเลยสักครั้งเลยครับ!”
พ่อแม่ผมที่ทำงานสุจริตและรักผมมาก พวกท่านไม่ควรตายแบบนั้น!” มือของเขากำแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลายออกช้าๆ
“ผมคิดว่าเื่บาปบุญอะไรพวกนั้น มัน…ไม่มีอยู่จริงหรอกครับ”
“มีแค่คนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ที่มีความรู้สึก...รับรู้... และทำได้แค่คิดถึงคนที่ไม่อยู่แล้ว”
“ผมรอมาเป็สิบปีแล้ว ไม่เห็นว่าบาปกรรมอะไรนั่นมันจะตามคนที่สั่งปิดคดีทันเลย…”
“ฉะนั้นแล้ว คิดจะทำอะไรก็ทำ ก็ให้ลงมือทำเลยครับไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น”
แนนโน๊ะยิ้มบางๆ “แนนโน๊ะว่า…ริวดูเป็คนยึดติดกับปัจจุบันจังเลยนะคะ”
ริวพยักหน้า “ครับเพราะอดีตมันแก้ไขไม่ได้ยังไงล่ะครับ และอนาคตมันไม่มีอะไรรับประกันผมเลยต้องเชื่อแค่ความรู้สึกตัวเองในตอนนี้”
เขาก็หันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ั์ตาทอดมองลงไปยังนักเรียนที่กำลังใส่บาตรทว่าั์ตาคู่นั้นกลับว่างเปล่าและไร้ซึ่งความศรัทธาใดๆ
“ข้าวสารอาหารแห้งพวกนั้น ก็แค่ย้ายจากมือเรา…ไปอยู่ในบาตรพระ มันไม่ได้หายไปเหมือนกับคนตายหรอกครับ”
แนนโน๊ะไม่ได้พูดแทรกเธอเพียงยืนฟังอย่างเงียบ จริงๆแล้วเธอไม่เคยสนใจจะทำความเข้าใจเื่ครอบครัวของมนุษย์มากนักเพราะสำหรับเธอมันไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ถ้าเป็เื่ของริว เธอก็พยายามเปิดใจฟังมันอยู่บ้างแม้เธอจะไม่เคยััความรู้สึกแบบนั้นด้วยตัวเองก็ตาม
บรรยากาศในห้องปกคลุมด้วยความเงียบมีเพียงเสียงสวดมนต์จากข้างล่างที่ลอยอื้ออึงเข้ามา แนนโน๊ะขยับเข้าไปใกล้หน้าต่างอีกนิดสายตาของเธอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่กลุ่มผู้บริหารโรงเรียนที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดทุกคนกำลังประนมมือหลับตาพริ้มรับพรอย่างดูศรัทธา เธอจ้องมองไปยังบุคคลหนึ่งในกลุ่มนั้นก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยเลศนัย
“แล้วริวคิดว่า... ใครกำลังทำบุญบังหน้าบ้างล่ะคะ”
ริวหันมามองเธอทันที คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบผ่านเข้ามา แต่เขาก็ยังพยายามรักษาสีหน้าให้เป็ปกติ ก่อนจะตอบเรียบๆ
“เอ่อ… ผม…ไม่รู้สิครับ”
คำตอบนั้น ทำให้มุมปากของแนนโน๊ะยกขึ้นเป็รอยยิ้มบางๆแต่เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ ก่อนหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะประจำที่ของตัวเองด้านหน้าแถวแล้วจะนั่งลงอย่างสบายๆ ปล่อยให้คำถามของเธอลอยค้างอยู่ในอากาศ
ไม่นานหลังจากนั้นพิธีทำบุญเปิดภาคเรียนใหม่ก็สิ้นสุดลงเสียงฝีเท้าของนักเรียนนับร้อยที่ทยอยเดินกลับเข้าอาคารเริ่มดังระงมริวถอนหายใจยาวพลางปรับสีหน้าให้เป็ปกติเขาละสายตาจากขอบหน้าต่างบานเดิมแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะหลังสุดเงียบๆ
เพียงครู่เดียวประตูห้องเรียนก็ถูกเปิดออกพร้อมกับกลุ่มนักเรียนที่เดินเบียดเสียดกันเข้ามาเสียงพูดคุยจอแจทำลายความเงียบงันในห้องลงทันที
“เฮ้อ... ร้อนชะมัดเลยแดดเมืองไทยนี่มันกะจะเผาให้ตายเลยหรือไงเนี่ย”เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งบ่นพลางใช้สมุดพัดวีใบหน้า
“เอาน่า อย่างน้อยก็ได้บุญนะแกเผื่อชาติหน้าจะเกิดมาในเมืองหนาวบ้าง” เพื่อนอีกคนแซวกลับขำๆ
บรรยากาศที่เหนื่อยล้าและความรู้สึกร้อนจากการยืนตากแดดใสบาตรตอนที่อยู่หน้าเสาธงเมื่อครู่ก็เริ่มผ่อนคลายลงเป็บรรยากาศห้องเรียนปกติ ริวกวาดสายตามองไปรอบห้องเห็นเพื่อนบางคนแอบหยิบขนมที่เหลือจากการใส่บาตรขึ้นมาแบ่งกันกินอย่างรวดเร็วก่อนที่ครูจะเข้าไม่นานนัก ครูกรวิชญ์ ครูประจำวิชาวิทยาศาสตร์ ที่จะสอนในชั่วโมงนี้ก็เดินเข้ามาพร้อมกองชีทปึกใหญ่
การเรียนในชั่วโมงวินทยาศาสตร์ดำเนินไปตามปกติเสียงชอล์กขีดเขียนบนกระดานดำดังสลับกับเสียงอธิบายของครูแต่ในหัวของริวกลับมีแต่ประโยคเดิมที่วนเวียนอยู่ในหัว แล้วริวคิดว่า... ใครกำลังทำบุญบังหน้าบ้างล่ะคะ
คำพูดของแนนโน๊ะ เหมือนปริศนาที่เขาแก้ไม่ตกยิ่งคิดเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเธอไม่ได้แค่พูดลอยๆ แต่มันคือการบอกใบ้ถึงบางอย่าง เพียงแต่ตอนนี้ตัวเขายังไม่รู้คำตอบในตอนนี้
3 ชั่วโมงต่อมา…
การเรียนการสอนได้ดำเนินมาจนถึงชั่วโมงสุดท้ายของคาบเช้าแล้วนักเรียนในห้องบางคนก็เหม่อลอย จากเนื้อหาในแต่ละวิชาที่ผ่านมา แต่เมื่อได้ยินประโยคที่ครูปล่อยเลิกคาบเช้าหัวหน้าห้องก็สั่ง
“นักเรียนทั้งหมด ทำความเคารพ!”
เสียงสั่งนั้นเหมือนสวิตช์เปิดเครื่องให้กับเพื่อนๆที่เคยนั่งคอตกรีบยืดตัวตรงทันทีทุกคนลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวพร้อมกันอย่างขะมักเขม้น
“ขอคุณครับ/ค่ะคุณครู”
สิ้นสุดเสียงนั้น ครูก็เดินออกจากห้องไป ตามมาด้วยนักเรียนคนอื่นๆที่ทยอยกันออกไป ริวที่นั่งอยู่โต๊ะประจำรีบเก็บหนังสือเรียนลงกระเป๋า แล้วเดินไปหาแนนโน๊ะที่โต๊ะ
“แนนโน๊ะครับ เที่ยงนี้คุณไปกินข้าวกับผมไหม”
แม้จะเป็การชวนไปกินข้าวธรรมดาแต่แววตาของริวกลับเต็มไปด้วยความจดจ่อ เขา้าคำตอบสำหรับสิ่งที่ค้างคาใจ เพียงแต่ไม่กล้าจะพูออกไปตรงๆ
แนนโน๊ะยิ้มบางๆ ก่อนจะพยักหน้า “ได้ค่ะแนนโน๊ะกำลังหิวพอดีเลย”
จากนั้น ทั้งสองก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกันตามทางเดินที่ยังคนเต็มไปด้วยนักเรียนมากมาย บางคนวิ่งอย่างเร่งรีบผ่านทั้งสองไป บางคนเดินไปกับกลุ่มเพื่อนฝูงพร้อมกับสียงพูดคุยที่ดังปะปนกับเสียงหัวเราะ ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูผ่อนคลายลงจากการเรียนมาหลายชั่วโมง
ณโรงอาหาร
เวลา 11:42 น.
เสียงจานชามกระทบกันดังแว่วมาแต่ไกลกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานลอยอบอวลไปทั่วโรงอาหารที่เต็มไปด้วยเหล่านักเรียน
หลังจากที่ริวได้อาหารที่สั่งแล้ว เขาก็ได้พาแนนโน๊ะมานั่งที่โต๊ะมุมหนึ่งที่ค่อนข้างเป็ส่วนตัวทั้งสองกินข้าวไปได้เพียงไม่กี่คำ ริวก็ได้ริ่มเปิดประเด็นทันที
“แนนโน๊ะครับ…”
“คะ”
“ที่พูดคุณเมื่อเช้านี้น่ะครับ คุณ…หมายถึงใครเหรอครับ ที่ทำบุญบังหน้า”
แนนโน๊ะตักข้าวเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างใจเย็นก่อนจะตอบ “อืม…ไม่รู้สิคะ แล้วริวว่าแนนโน๊ะหมายถึงใครเหรอคะ”
ริวขมวดคิ้ว “ก็ผม… ถึงถามคุณอยู่นี่ไงครับ!”
“แนนโน๊ะก็แค่พูดตามที่เห็นก็เท่านั้น หรือบางที…แนนโน๊ะอาจจะคิดไปเองก็ได้นะคะ” น้ำเสียงของเธอยังคงเรียบๆพร้อมกับสีหน้าที่ใสซื่อเหมือนทุกครั้ง
“คิด… คิดไปเองเหรอครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้า “ค่ะแล้วริวเห็นว่าเป็ใครล่ะคะ ที่ทำบุญบังหน้า”
คำถามนั้นย้อนกลับมาหาริว ทำให้เขารีบเบือนหน้าหนีแทบจะทันทีทั้งสองยังคงนั่งคุยกันอยู่นาน แม้ว่าริวจะพยายามถามอ้อมๆไปถึงเื่ที่เธอพูดเมื่อเช้าไปจนถึงถามตรงๆ แต่คำตอบของแนนโน๊ะให้มายังคงคลุมครือ เธอเหมือนจะบอกแต่ก็ไม่บอกอะไรเลยทิ้งให้เขาต้องนั่งคิดหนัก จนสับสนวุ่นวายจากความคิดที่ตีกันในหัว และในที่สุดเขาก็ต้องถอนหายใจยาว
“เฮ้อ~ ผมยอมแพ้แล้วครับ คุณนี่… คุยยากจริงๆ”ริวพึมพำพลางฟุบหน้าลงไปที่โต๊ะ
เมื่อเห็นท่าทางสิ้นหวังของเขาแนนโน๊ะก็ยกมือขึ้นปิดมากเล็กน้อย แล้วหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ในจังหวะนั้นเอง ปึ้ง!เสียงเคาะมือลงบนโต๊ะไม้ดังขึ้นสั้นๆเพียงครั้วเดียว ทำให้ริวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่จะชำเลืองตามองขึ้นทว่าเห็นเพียง่ไหล่ แต่ท่าทางการเดินที่เชิดรั้น ก็มำให้เขารู้ได้ทันทีเลยว่า คนที่มาเคาะโต๊ะของพวกเขานั้นเป็ใคร
ริวรีบก้มหน้าลงต่ำหลบสายตาทันที เพราะเขาไม่อยากมีเื่วีนเหวี่ยงให้ปวดหัวอีกแต่แล้วหูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงฝีเท้าที่สี่เดินตามหลังกลุ่มนั้นมา
“นี่ๆมาเบล รอเราด้วยสิ”
เสียงใสๆนั้นเป็ใครไปไม่ได้นอกจากจุนโกะริวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ในใจกลับรู้สึกเป็ห่วงอย่างบอกไม่ถูกเขาเคยเตือนเธอแล้วแท้ๆว่าให้อยู่ห่างๆคนพวกนั้นแต่ดูเหมือนจุนโกะจะยังเลือกเดินเข้าหาไฟอยู่ดี
คงเพราะเป็เพื่อนกันสินะครับ…
ทว่าเมื่อเขาเหลือบไปมองคนตรงข้าม... กลับเห็นว่าแนนโน๊ะยังคงก้มหน้ากินข้าวอย่างสงบเธอไม่แม้แต่จะเสียเวลาเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนที่เดินผ่านไปแต่ที่มุมปากของเธอกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มที่ดูรู้อะไรบางอย่าง
“แนนโน๊ะ…” ริวเรียกชื่อเธอเบาๆเบาจนแทบจะถูกเสียงรอบข้างกลบไปหมด แต่ก็ไม่ได้หวังให้เธอได้ยินเช่นกัน
ทำไมคุณพูดถึงทำบุญบังหน้าล่ะครับ ทั้งที่ผมกำลังตามหาคนที่สั่งปิดบังคดีแต่มัน…เกี่ยวข้องกันไหมนะ
ประโยคนั้น ดังขึ้นในใจ ก่อนที่เขาจะปัดมันทิ้งไปแล้วก้มหน้าลงกินข้าวต่อ แต่ความรู้สึกไม่สงบยังคงรบกวนเขาอยู่ลึกๆ
ไม่นานต่อมาเสียงออดก็ดังขึ้นเป็สัญญาณหมดเวลาพักเที่ยงนักเรียนต่างลุกจากโต๊ะและแยกย้ายกันไปตามอาคารเรียนริวและแนนโน๊ะเอาจานไปเก็บตามปกติ ก่อนจะเดินกลับขึ้นชั้นเรียนพร้อมกัน