“หะ...เหตุใดถึงเร็วขนาดนี้!” เด็กชายที่อยู่รั้งท้ายถึงกับผงะ
เขารีบขยี้ตาและเห็นว่านั่นคือหลงเฉินจริง ๆ ที่เพิ่งพุ่งตัวไปอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่ม
ยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นที่ถูกหลงเฉินวิ่งแซงไปมีสีหน้าไม่ต่างจากเด็กชาย ทั้งพี่หลี พี่หวัง และพี่จาง ต่างก็สังเกตเห็นหลงเฉินเช่นกัน
และเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ พวกเขามีสีหน้าตื่นตกใจอย่างมาก เมื่ออสูรกร่อนจิตคือลำดับความสำคัญสูงสุด พวกเขาจึงใช้ความเร็วสุดฝีเท้า แล้วหลงเฉินจะสามารถตามพวกเขาทันได้อย่างไร?
“น้องชาย เจ้ามาที่นี่เพราะอยากตายนักรึอย่างไร!”
พี่จางที่อยู่ด้านหลังเยาะเย้ยหลงเฉินพลางรีบพุ่งตัวไปข้างหน้า ด้วยตั้งใจจะขู่ให้หลงเฉินหวาดกลัว แต่เขากลับไม่คาดคิดว่าหลงเฉินจะยิ้มอย่างชั่วร้ายและพุ่งมาหาเขาเช่นกัน!
ความเร็วเช่นนี้ทำให้สีหน้าของพี่จางเปลี่ยนไปทันที พลังปราณในร่างของหลงเฉินแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟสีแดงที่ปะทุออกมาทั่วร่าง พร้อมกับเปลวไฟที่ก่อตัวขึ้นที่หมัดของเขา
ด้วยเคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] หลงเฉินดูราวกับปีศาจที่พุ่งเข้ามาทางด้านข้างของพี่จาง คลื่นพลังที่ปะทุออกมาจากหมัดของเขาทำให้พี่จางรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ทว่าเขาไม่มีเวลาคิดอีกแล้ว จึงได้แต่กัดฟันและใช้ทักษะยุทธ์ที่ทรงพลังโจมตีหลงเฉินกลับไป!
“[คลื่นทะเลพิโรธ]!”
“[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] ... [เพลิงสวรรค์มอดไหม้]!”
เปรี้ยง!!
ทั้งสองที่พุ่งตัวเข้าหากันด้วยความเร็วปะทะกันจนเกิดเสียงดังสนั่นและเกิดระเบิดขึ้นกลางอากาศ ทุกคนที่อยู่ข้างหลังต่างผงะถอยออกไป พี่จางที่วิ่งนำอยู่ด้านหน้าถูกหลงเฉินโจมตีจนกระเด็นออกไปในหมัดเดียว เสื้อผ้าของเขาถูกเปลวไฟเผาไหม้ เลือดพุ่งทะลักออกมาจากปาก
“พี่จาง!”
“พี่จาง!”
ทุกคนพยายามอย่างมากเพื่อที่จะตามให้ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับเด็กชายที่ขายังคงเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัวแม้ตนเองจะกำลังสับสนอยู่ก็ตาม
‘เขา... เขาพูดจริงรึที่บอกว่าจะสั่งสอนพี่ทั้งสาม?’
‘เป็นไปไม่ได้ พวกเขาไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน...’
แม้ว่ามันจะไม่น่าเชื่อเลยก็ตาม แต่ความจริงก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพวกเขาแล้ว เมื่อมองไปที่ร่างสีแดงที่อยู่เบื้องหน้า เด็กชายก็สูญสิ้นซึ่งความหวังทั้งหมด
พี่จางถูกเล่นงานและไม่มีใครรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือตาย พวกเขาพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและช่วยพี่จางที่ล้มลง ในระหว่างนั้น เมื่อการโจมตีครั้งแรกของหลงเฉินได้ผล เขาจึงตัดสินใจที่จะลองอีกครั้งโดยใช้กระบวนท่า [เพลิงสวรรค์มอดไหม้] ของเคล็ดวิชา [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] เช่นเดิม เขาพุ่งไปที่พี่หวังทันที
“พี่หวัง อันตราย!”
เมื่อสิ้นเสียงตะโกน พี่หวังก็ใช้กระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุดจัดการกับหลงเฉิน ราวกับเวลาถูกหมุนให้ย้อนกลับเมื่อร่างอีกร่างหนึ่งกระเด็นลอยไปไกลพร้อมกับกระอักเลือดออกมา ทุกคนเพ่งมองให้ชัด ๆ ก็พบว่าคนที่อยู่ในสภาพร่อแร่นั้นคือพี่หวังของพวกเขาเอง
“เป็นไปไม่ได้!”
เวลานั้น พี่หลีที่วิ่งนำอยู่ข้างหน้าแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง คนอื่น ๆ ต่างก็มึนงงเมื่อได้เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกันถึงสองครั้ง พี่หลีซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มและยังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ดังนั้น ทุกคนจึงจับจ้องเป็นตาเดียวและฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่เขา
พี่หลียังคงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของสัตว์อสูรกร่อนจิต และเมื่อหันกลับมาเขาก็พบกับสภาพน่าสมเพช ของจางและหวัง หลงเฉินในตอนนี้กำลังพุ่งตัวไปทางเขาพร้อมแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ทำให้หลีรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลัง
‘บัดซบ นี่มันตัวประหลาดประเภทใดกัน? เหตุใดวันนี้ถึงโชคร้ายนัก ข้าไปทำอะไรให้เขารึ?’
พี่หลีรู้สึกหมดกำลังใจจะต่อสู้ เมื่อเห็นว่าหลงเฉินใกล้เข้ามาเขาก็รีบสาวเท้าระเบิดความเร็วสูงสุดและหนีไปทันที!
เมื่อเห็นว่าพี่หลีที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาหนีไป ทุกคนต่างหยุดนิ่งและมองหน้ากันไปมาด้วยแววตาตื่นตระหนก เด็กชายที่อยู่ข้างหลังตาเบิกโพลงจนแทบถลนออกมาเมื่อเห็นพี่หวังและพี่จางที่บาดเจ็บ
‘เขา... เขาเป็นใครกันแน่?’
พี่หลีซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขากำลังหนีอย่างเอาเป็นเอาตายพลางตะโกนออกมาขณะวิ่ง
“เจ้าเป็นใครกันแน่? แล้วมาจากสำนักใดกัน? ระหว่างพวกเราไม่มีความบาดหมางต่อกันและเจ้าก็ทำร้ายคนของข้าไปถึงสองคนแล้ว เจ้ายังไม่พอใจอีกรึ?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าพวกเราไม่มีความบาดหมางต่อกัน? เมื่อครู่พวกเจ้ายังต้องการจะขโมยของข้าอยู่หยก ๆ มิใช่รึ?”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว เจ้า... เจ้าอภัยให้ข้าได้หรือไม่? สำนักคมมีดมรกตของพวกเราจะถอนตัวจากการแข่งขันแย่งชิงกระบี่แก้วสิขรก็แล้วกัน พอใจหรือยังล่ะ?”
ขณะที่พูดอยู่นี้ เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังพิฆาตที่ใกล้เข้ามาทีละน้อย ๆ พี่หลีตื่นตระหนกจนแทบคลั่ง
“เจ้าจะถอนตัวหรือไม่มันเกี่ยวอะไรกับข้าไม่ทราบ?”
พี่หลีอยู่ห่างจากหลงเฉินไม่ถึงเก้าเชียะ เมื่อเห็นบั้นท้ายที่อวดดีของพี่หลีวิ่งไปทางนั้นทีทางนี้ที หลงเฉินจึงเปลี่ยนใจและรีบโฉบผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายตัวไปในชั่วพริบตา
พี่หลีรู้สึกสับสนอย่างมาก ในขณะที่เขากำลังสับสนงุนงงอยู่นั้น หลงเฉินก็หายลับตาไปเสียแล้ว
‘เหตุใดกัน? เหตุใดเขาถึงไม่ทำร้ายข้าล่ะ?’
สีหน้าของพี่หลีเต็มไปด้วยความสับสน เมื่อเขาหันกลับมามองภาพเบื้องหน้า เขาก็คิดอะไรไม่ออก ไม่ว่าจะรู้สึกฉงนสนเท่ห์เพียงใด เขาก็ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดหลงเฉินถึงยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ เช่นนี้
‘เพราะเขากลัวสำนักคมมีดมรกตงั้นรึ?’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น พี่หลีก็ได้คำอธิบายในที่สุดและรีบเดินกลับไปหาเหล่าผู้ติดตามคนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับมองมาพี่หลีด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ตัวเขาเองผงะไปทันที
“เหตุใดพวกเจ้าถึงทำสีหน้าเช่นนั้นล่ะ?”
“พี่...พี่หลี ท่าน...ท่านไม่ได้สวมเสื้อผ้า...”
พี่หลีก้มลงมอง จากนั้นก็ส่งเสียงร้องดังลั่น เห็นได้ชัดว่าในขณะที่หลงเฉินโฉบผ่านเขาไป หลงเฉินก็ถอดเสื้อผ้าของเขาออกมาอย่างช่ำชอง…
‘อสูรกร่อนจิตเป็นสัตว์อสูรระดับลึกล้ำขั้นสี่ แม้ว่ามันจะไม่ได้ทักษะการป้องกันที่พิเศษนัก แต่มันก็มีทักษะที่เรียกว่า [กร่อนจิต] ซึ่งมีผลต่อจิตใจ นับได้ว่าเป็นทักษะที่ไม่ธรรมดาเลยสักนิด’
หลงเฉินนึกย้อนความทรงจำเกี่ยวกับสัตว์อสูรกร่อนจิต
“หลงเฉิน เจ้าทำเช่นนั้นกับพี่หลี หรือว่าเจ้าจะ...เจ้าจะชอบผู้ชาย...?”
หลิงซีถามเสียงแผ่วเบาออกมาจากกระบี่หลิงซี เวลานี้หลงเฉินมีเหงื่อเย็นเยียบผุดออกมา เขาเม้มปากและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“สาวน้อย เมื่อข้าถอดเสื้อผ้าและผลักเจ้าลงบนเตียง เจ้าก็จะได้รู้เองนั่นแหละว่าข้าชอบผู้ชายหรือผู้หญิง”
“เจ้า... เจ้าคนผีทะเล!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะและสบถสาปแช่ง หลงเฉินสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังของคนมากมายในป่าเบื้องหน้า บริเวณนี้ช่างแตกต่างจากเนินทรายโดยสิ้นเชิง พื้นดินที่นี่เป็นสีดำและอุดมสมบูรณ์มากกว่า ดังนั้นจึงมีต้นไม้สูงเติบโตอยู่ทั่วผืนป่า มีเนินเขาเล็ก ๆ และก้อนหินตั้งอยู่อยู่ประปราย ทำให้เกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน หลงเฉินเข้าไปในป่าแห่งนี้พร้อมกับคนอื่น ๆ
หลงเฉินสามารถซ่อนรอยเท้าของตนเองได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นเขามากนัก จากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังลึกลับที่น่าเกรงขามซ่อนตัวลึกเข้าไปในป่า
‘ป่าแห่งนี้ทั้งมืดและเปียกชื้น สัตว์อสูรกร่อนจิตเป็นสัตว์อสูรธาตุมืด มันจะต้องซ่อนตัวอยู่ที่นี่ซึ่งตรงกันข้ามกับสิงห์ทองเพลิงอัคคีอย่างสิ้นเชิง’
หลงเฉินรีบมุ่งหน้าไปทางคลื่นพลังนั้นอย่างรวดเร็วจนปรากฏที่โล่งแห่งหนึ่งเบื้องหน้า หลงเฉินซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้สูงและสังเกตการณ์อยู่ตรงนั้น เวลานี้มีผู้คนมากมายเข้ามาจากทั่วทุกทิศและล้อมสัตว์อสูรสีดำสนิทตัวหนึ่งเอาไว้
“นั่นคือสัตว์อสูรกร่อนจิตงั้นรึ?”
สัตว์อสูรตัวนี้มีขนาดเล็กกว่าสิงห์ทองเพลิงอัคคีเล็กน้อย มันมีสี่ขาและตัวเป็นสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้า ลวดลายแปลกประหลาดสีแดงปรากฏอยู่บนขนของมัน ทำให้เกิดสัญลักษณ์ที่ดูคล้ายกับอักขระโบราณ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาสีโลหิตของมันที่ดูราวกับหมอก หากมองมันใกล้ ๆ จะทำให้คนผู้นั้นโดนสะกดและไม่สามารถหลุดพ้นจากดวงตาคู่นั้นได้
สัตว์อสูรตัวนี้มีลักษณะบางส่วนคล้ายกับหมาป่าหรือหมาที่มีจมูกยาวและกรงเล็บแหลมคมทั้งสี่ หางของมันเป็นเหมือนกับหางม้าที่เต็มไปด้วยหนามแหลมและยกขึ้นสูง ราวกับมีการโจมตีที่ทรงพลังมากซ่อนอยู่
‘อย่างที่คิดจริง ๆ สัตว์อสูรกร่อนจิตแข็งแกร่งกว่าสิงห์ทองเพลิงอัคคีมากทีเดียว’
ในขณะนั้น สัตว์อสูรกร่อนจิตที่ถูกคนจำนวนมากล้อมไว้ก็เริ่มเกรี้ยวกราด อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคนเหล่านั้นมีเพียงไม่กี่คนที่ทำให้มันรู้สึกหวาดกลัว ซึ่งเป็นสาเหตุว่าเหตุใดมันยังไม่เคลื่อนไหว
สติปัญญาของสัตว์อสูรกร่อนจิตนั้นสูงกว่าสิงห์ทองเพลิงอัคคีมาก ด้านหลังของมันมียอดฝีมืออยู่จำนวนหนึ่ง ในเวลานี้ ยอดฝีมือทุกคนจากเจ็ดสำนักมาถึงแล้ว
สำนักเดียวที่ไม่อยู่ที่นั่นก็คือสำนักคมมีดมรกต แม้บางคนจะรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดสำนักคมมีดมรกตยังมาไม่ถึง แต่ก็ไม่มีใครสนใจจริงจัง หากไม่นับสำนักคมมีดมรกต ผู้ที่มีศักยภาพมากพอในการต่อสู้ก็คือผู้ที่อยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์เท่านั้น
ในบรรดาคนนับร้อย มีเพียงสิบคนเท่านั้นที่ตรงตามคุณสมบัตินี้ ส่วนผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในจุดสุดยอดของระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์เช่นเดียวกับเฟิงอู่เทียนก็มีเพียงฉู่ยวิ๋นเหยาเท่านั้น
แม้คนอื่น ๆ ที่อยู่ระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์จะนับได้ว่าทรงพลังเช่นกัน แต่หากเทียบกับสองคนนั้นแล้วยังมีช่องว่าระหว่างพวกเขาอยู่มากนัก ในตอนนี้เฟิงอู่เทียนและฉู่ยวิ๋นเหยายืนขนาบด้านหน้าและด้านหลังของสัตว์อสูรกร่อนจิตเพื่อขวางทางมันเอาไว้
หลงเฉินมองไปยังเฟิงอู่เทียนซึ่งมีจิตวิญญาณแรงกล้าพลางยิ้มอย่างเย้ยหยัน
‘วางท่าเสียให้พอเถอะ แต่หากข้าลงมือเมื่อใดละก็ พวกเจ้าเจอปัญหาใหญ่แน่’
เขาพบว่าหลิวหลิงก็อยู่ในฝูงชนเช่นกัน สองสามวันผ่านไปและหลิวหลิงก็ยังดูเหมือนเช่นเดิม ดวงตางดงามของนางจับจ้องไปที่เฟิงอู่เทียนด้วยความวิตกกังวล
‘อยากรู้นักเชียวว่ารอยมือที่ก้นของนางหายไปหรือยัง?’
หลงเฉินครุ่นคิดอย่างหน้าชื่นตาบาน ก่อนจะหันไปมองฉู่ยวิ๋นเหยา
‘เด็กสาวผู้นี้ยังเยาว์วัยนัก นางมีความเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์มากทีเดียว หากไม่ใช่เพราะหลิงซีจับตาดูข้าอยู่ละก็ ข้าจะสัมผัสนางให้สาแก่ใจเลย!’
ขณะที่เขากำลังเพ้อฝันอยู่นั้น หลิงซีก็ร้องถาม
“นี่เจ้ากำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่น่ะ?”
หลงเฉินสะดุ้งและถอนหายใจออกมาทันที
“ข้ากำลังคิดว่า... ในเมื่อพวกนางก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน เหตุใดหลิงซีของข้าช่างงดงามแต่พวกนางกลับอัปลักษณ์นัก?”
ชั่วขณะนั้นเอง สัตว์อสูรกร่อนจิตก็ไม่สามารถอดทนอีกต่อไปและตัดสินใจที่จะจู่โจม
*********************