บทที่ 23 เริ่มต้นวันแรกนี้มันก็เหนื่อยอย่างนี้…และ?
“ก็ประมาณนี้ครับ หลักๆก็ทนสายตาที่ทุกคนจ้องมาไม่ไหวเลยบอกอาจารย์อิกลูว่าป่วยขอมาพักที่ห้องพยาบาลนะครับ”
“อาจารย์อิกลูเป็นคนใจดี เธอคงเห็นใจนั้นและที่กลับมาจากหายป่วยเจอแบบนั้นเข้าเลยยอมให้มาห้องพยาบาลละนะ”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น”
พออาจารย์อิกลูเจอสภาพผมที่โดนทั้งห้องจ้องใส่ก็พยายามจะช่วยแต่ในหน้าที่อาจารย์ประจำของห้องก็ช่วยได้จำกัด
ก๊อกๆ
“ขออนุญาตครับ”
เสียงเคาะประตูมาพร้อมเสียงเด็กหนุ่มขออนุญาตเข้ามาในห้องพยาบาลก่อนเดินตรงมาที่เตียงผม
“เป็นไงบ้างเอมเบรส ดีขึ้นยังครับ”
“อะ–อืม ก็ดีขึ้นแล้ว”
ผมตอบกลับไปอย่างงงกับผู้มาเยี่ยมผมด้วยความเป็นห่วง
ว่าแต่หมอนี้ใครอะ?
คนที่มาถามอาการผมถึงห้องพยาบาลคือ เด็กหนุ่มผมทองดูท่าทางเป็นคนดีเรียบร้อยและซื่อตรง กำลังมองผมด้วยนัยน์ตาสีฟ้าดูจริงใจทำเอาผมประหลาดใจไม่น้อยว่ายังมีใครที่เป็นห่วงผมหรือเอมเบรสคนนี้ในโรงเรียนอีกเหรอ?
“หมอนี้ชื่อ แบนเนอร์ เขาเป็นหัวหน้าห้อง 1-d ของเราเอง ฉันบอกให้เผื่อนายจำไม่ได้”
เสียงอธิบายดังมาจากด้านหลังเด็กหนุ่มก่อนจะมีหน้าโผล่มาจากด้านหลังเด็กหนุ่มชื่อแบนเนอร์ ซึ่งก็คือชาร์ลเด็กหนุ่มที่อ้างว่าเป็นเพื่อนซี่กับเอมเบรสเจอกันในห้องเรียนก่อนหน้านี้
“พอดีได้ยินข่าวมาว่าเอมเบรสความจำเสื่อมจากแชลลี่มาแล้วครับ เพราะงั้นผมเข้าใจไม่ต้องกังวล” แบนเนอร์บอก
“แชลลี่นะเหรอ?”
“ใช่ๆ เธอเล่นไล่บอกทุกคนในห้องถึงอาการของนายให้จะได้รู้กัน” ชาร์ลอธิบาย
“อย่างนั้นเหรอ?”
ทั้งสองพยักหน้ายืนยัน ดูเหมือนแชลลี่จะกระจายข่าวว่าความจำเสื่อมไปนั้นช่วยผมได้เยอะเพราะยังไงจะหวังพึ่งความทรงจำเพื่อนในห้องของเอมเบรสก็ไม่ได้ด้วยสิ ก็ตามน้ำไปและจะได้สะดวกต่อตัวเองดี
“ถึงจะมีใครหลายคนไม่เชื่อก็เถอะ น่าอย่างน้อยก็มีเพื่อนซี่คนนี้กับหัวหน้าห้องที่เชื่อนะ”
“ลำบากแย่เลยนะครับที่จำไม่ได้”
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก”
พอเห็นทั้งคู่เป็นห่วงผมจริงๆที่ความจำเสื่อมทำเอารู้สึกผิดแฮะ
“ก็ตามที่แชลลี่บอกนั้นและ ถึงจะดูแปลกๆหน่อยยังไงก็ฝากตัวด้วยแบนเนอร์”
“ทางนี้ก็เช่นกันฝากตัวด้วยครับเอมเบรส”
ว่าแล้วพวกเราจับมือยิ้มให้กันดังสหายใหม่ที่ได้เจอกัน
“เอ๋~ แล้วฉันทีละที่เป็นเพื่อนซี่นายอ่ะ ไม่เห็นทำดีอย่างนี้บ้างเลยอะ”
“เป็นเพื่อนซี่กันใช่เปล่า งั้นคงไม่จำเป็น”
“เดี๋ยวก่อนสิ ไอ้‘งั้นคงไม่จำเป็น’ของนายกับของฉันเหมือนจะไม่ตรงกันยังไงไม่รู้อยู่”
“คิดไปเองนะ”
พอว่างั้นไปชาร์ลเหมือนจะมองผมเศร้าๆหน่อยในขณะที่แบนเนอร์เห็นงั้นกลับยิ้มขำขันกับการคุยเล่นของเรา อ่า…แบบนี้สิค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อยอย่างน้อยนอกจากแชลลี่แล้วยังมีอีก 2 คนที่ยังมองผมปกติหรือไม่ก็ไม่มองในแง่ลบไม่งั้นชีวิตในรั่วโรงเรียนเวทนี่คงแย่เลย
“ว่าแต่พวกเธออยู่ที่นี้นานๆจะดีเหรอ นี้ก็เริ่มคาบสามไปพักหนึ่งแล้วนะเดี๋ยวอาจารย์อิกลูจะโกรธเอานะถ้าไม่รีบกลับไปเรียน”
อาจารย์คามิโนว์เตือนทั้งสองคน ก็จริงถึงจะอ้างว่าเป็นห่วงเพื่อนขอมาดูอาการแต่คงอยู่นานไม่ได้ พอได้ยินอาจารย์พูดแบบนั้นแบนเนอร์หันไปบอกอาจารย์
“ถ้าเรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับอาจารย์ พอดีมีประกาศด่วนเรียกอาจารย์ทุกคนประชุมด่วนเลยให้นักเรียนด้วยตัวเองไปก่อนนะครับ”
“อีกแล้วเหรอ!? เฮ้อออ ปีนี้เป็นอย่างนี้บ่อยจัง”
“นั้นสิครับ”
“ก็ดีแล้วจะได้ไม่ต้องเรียน”
ทั้งอาจารย์คามิโนว์และแบนเนอร์ต่างมองชาร์ลหน่ายใจในขณะที่เจ้าตัวหัวเราะสบายใจไม่รู้อะไรเลย
ก็ช่วยไม่ได้ละนะ ในอนิเมะ ‘เกิดใหม่ครั้งนี้ขอใช้ชีวิตให้มันเทพสุดๆไปเลย’ ของSeason 1 ตอนช่วงนี้ของเนื้อเรื่อง ริวกับเหล่าพรรคพวกกำลังต่อสู้อยู่กับลักธิแห่งความมืดหรือลักธิตามารตามเนื้อเรื่องช่วงนี้พวกลิกธิแห่งความมืดมีเป้าหมายจะเล่นงานนักเรียนห้อง 1-a หรือห้องที่ผู้กล้าริวจิและพรรคพวกของผู้กล้าอยู่
เมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายคืออะไรทางโรงเรียนเวทจึงได้เรียกอาจารย์ส่วนใหญ่ไปเพื่อเตรียมการรับมือพวกลักธิ แต่ก็ไร้ความหมายสุดท้ายริวจิและพรรคพวกก็เป็นคนจัดการพวกลักธิอยู่ดีเป็นการโชว์พลังและความสามารถของกลุ่มผู้กล้าให้เป็นที่ประจักษ์ แต่ถึงส่วนใหญ่จะเป็นริวจิโชว์เทพก็เถอะ
“ว่าแต่อาจารย์คามิโนว์ไม่ไปประชุมด้วยเหรอครับ”
“ไม่ละ ถึงอาจารย์จะไปหรือไม่ไปด้วยก็ไม่มีผลอะไร ยังไงก็ต่อสู้ไม่ได้อยู่แล้วด้วย”
อาจารย์คามิโนว์ว่างั้นแล้วโบกมือไปมาเหมือนไม่ใช่เรื่องของตน
ก็ตามที่อาจารย์คามิโนว์ว่าที่เรียกประชุมด่วนก็เพื่อรับมือพวกลิทธิตามารหรือก็คือต้องต่อสู้กัน สำหรับอาจารย์คามิโนว์ที่สู้ไม่ได้ถึงไปก็ด้วยอะไรไม่ได้นัก
“ว่าแต่เมดสาวสวยประจำตัวของนายไปไหนซะละ อยากจะคุยด้วยซะหน่อย”
ชาร์ลยิ้มกรุ้มกริ่มมองหาฮันนาทั่วห้องพยาบาล
“อ่อ ฮันนาคงรู้ว่านายจะมาเธอเลยรีบออกจากห้องพยาบาลทันที”
“เอ๊ะ? อะไรกันนี่ฉันโดนเกลียดขี้หน้าขนาดนั้นเหรอ!?”
ชาร์ลถึงกับตกใจหน้าเหวอที่ได้ยินอย่างนั้น
“เปล่าหรอก เธอแค่ออกไปซื้อน้ำให้ฉันเดี๋ยวกลับมา”
“เอมเบรสนี้นายแกล้งฉันเหรอ!?”
“ฮ่ะๆๆๆ”
โทษทีชาร์ลแต่มันอดไม่ได้จริงๆ เพราะมัวแต่หัวเราะเลยไม่รู้เลยว่าเขาทำหน้ายังไงที่โดนผมแกล้งก็คงโกรธไม่ก็งอนและ พอได้ทำอย่างนี้นึกถึงสมัยเรียนเมื่อก่อนกับเพื่อนๆเลยแม้จะเป็นเพียงแค่คุยเล่นทำอะไรเรื่อยเปื่อยแท้ๆแต่ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่า
“ว่าแต่เอมเบรสขวดเล็กๆในมือนั้นคือ?”
แบนเนอร์ชี้ของที่อยู่ในมือขวาผมอย่างสนใจ ดูเหมือนตัวชาร์ลเองก็สนใจเช่นกัน
“นั้นสิ ฉันเองก็เห็นขวดนี้อยู่บนโต๊ะนายตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนแล้วมันคืออะไรอ่ะ?”
“อ่อ ของที่อยู่ในขวดนี้คือดินน่ะ”
““ดินเหรอ?””
ผมยืนขวดเล็กให้พวกเขาดูที่สงสัย ใช่มันก็แค่ดินธรรมดาทั่วไปที่ผมเอามาจากในสวนหลังบ้านใส่ไว้ในขวดแก้วจิ๋ว
“ฉันเอาไว้ใช้สำหรับฝึกเวทธาตุดิน”
“ฝึกเวทธาตุดิน?”
“แต่เพื่อน เวทนายธาตุไฟไม่ใช่เหรอแล้วจะมาฝึกเวทธาตุดินทำไม!?”
ทั้งคู่แสดงสีหน้าประหลาดใจที่ได้ยินงั้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไร
โดยปกติทั่วไปแล้วทุกคนจะมีพลังเวททั้ง 5 ธาตุอยู่แล้วในตัวแต่จะมีเพียงพลังเวทธาตุเดียวเท่านั้นที่จะเด่นออกมาแล้วจะเป็นเวทธาตุหลักประจำตัวซึ่งพอเป็นงั้นแล้วส่วนใหญ่ทุกคนจึงเลือกฝึกเวทธาตุที่เด่นออกมาจนชำนาญหรือจะเรียกเวทธาตุหลัก
ที่จริงแล้วพลังเวทธาตุอื่นที่มีพลังรองลงหรือเวทธาตุรองก็สามารถฝึกได้แต่คนไม่นิยมกันเพราะมันยากและใช้เวลานาน แต่พลังเวทธาตุรองยังไงก็สู้พลังเวทธาตุหลักไม่ได้อยู่ดี
“พอดีอยากจะฝึกพลังเวทธาตุรองหรือเวทธาตุดินแทนเวทธาตุไฟหน่อยนะ”
พอผมพูดงั้นไปชาร์ลที่เหมือนกำลังพูดอะไรสักอย่างกลับแบนเนอร์ห้ามไว้เสียก่อนจะมองผมด้วยสายตาเศร้าและสงสาร
พอเห็นสายตาทั้งคู่ก็รู้ได้ว่าชาร์ลจะถามอะไรแล้วทำไมแบนเนอร์ถึงห้ามไว้ คงถามถึงเรื่องผลจากการเวทห้ามทำให้ใช้เวทธาตุไฟไม่ได้เลยมาใช้เวทธาตุดินแทนน่าจะถามประมาณนี้ ส่วนสายตาสงสารที่มองมาเพราะก็รู้การกระทำของผมมันไร้ประโยชน์คนที่เสียเวทธาตุหลักอย่างผมมาฝืนพยายามใช่เวทธาตุรองอย่างน่าสงสารและน่าเวทนา
เป็นใครก็คงเป็นแบบนั้นเพราะเป็นเรื่องพื้นฐานในฐานะนักเวท การเสียเวทธาตุหลักเท่ากับสูญเสียสิทธิการเป็นนักเวทแล้ว
“พวกเธอสองคนอาจารย์วานหน่อยช่วยไปหยิบกองเอกสารที่ห้องแนะแนวให้ครูหน่อยสิ มีอยู่กองเดียวบนโต๊ะอาจารย์น่ะ”
“ครับ” “ได้ครับอาจารย์”
อาจารย์คามิโนว์เรียกชาร์ลกับแบนเนอร์ให้ไปหยิบเอกสารที่ห้องแนะแนวพวกเขาพยักหน้ารับก่อนออกจากห้องไป
“ดูเหมือนจะไม่ได้มีอาจารย์อิกลูคนเดียวที่ใจดีแล้วนะครับ… ขอบคุณครับที่ช่วย”
“ไม่หรอกแค่นี้เอง”
อาจารย์ยิ้มโบกมือเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ต้องขอขอบคุณอาจารย์คามิโนว์จริงๆช่วยให้สองคนออกจากห้องไปอาจารย์เขาคงเห็นสีหน้าผมที่แย่มากเลยช่วย
ที่ผ่านมาถึงแม้จะไม่กี่วันก็ตามแต่ก็รับรู้ได้ถึงสายตามากมายที่จับจ้องผมด้วยหลายเหตุผลหลายอารมณ์ ไม่ว่า เศร้า เป็นห่วง เห็นใจ สงสาร สมเพช เวทนา และอื่นๆต่างๆนาๆ
มันไม่เป็นไรทำใจได้แล้ว เริ่มชินแล้ว ไม่คิดมากแล้ว คำพูดเหล่านั้นผมบอกกับตัวเองทุกครั้งที่เจออย่างนั้น ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว… ไม่น่าจะเป็นอะไรแล้ว… แต่พอเห็นสายตาสงสารของชาร์ลและแบนเนอร์มองผมอย่างนั้นมันไม่ใช่…
มันเจ็บ
ใช่มันเจ็บ…เจ็บกว่าที่ผ่านมา ไม่ใช่ที่ผ่านมามันไม่เจ็บแต่ครั้งนี้มันเจ็บกว่าที่เคยเป็น…
‘ไม่อยากให้มองผมอย่างนั้น’ ผมคิดอย่างนั้น
‘ไม่อยากให้เวทนาผมเลย’ ผมคิดเช่นนั้น
‘อย่าสงสารผมเลย’ ผมรู้สึกอย่างนั้น
ไม่คิดว่าทำไมถึงเจ็บขนาดนี้… ทำไมถึงเจ็บขนาดนี้… คำตอบมันไม่ได้ยากอะไรเลยมันเป็นที่เศร้าและยินดีเช่นเดียวกันในเรื่องนี้ คำตอบง่ายๆก็คือ…
“เพราะคิดว่าเป็นเพื่อน…”
คิดแล้วก็ตลกดีทั้งที่พึ่งรู้จักกันแท้ๆ… ทั้งที่พึ่งเจอกันแท้… แต่กลับรู้สึกอย่างนั้นซะแล้ว ช่วงเวลาดีๆที่แสนเรียบง่ายธรรมดาการคุยเล่นกับเพื่อนที่ไม่ต้องคิดอะไรมากแม้จะเป็นแค่ภาพลวงตาที่คิดเองคนเดียวก็ตาม…เอมเบรสเองก็ไม่เคยได้สัมผัสมันร่างกายของเอมเบรสมันบอกผมอย่างนั้น
“จะไปไหนนะเอมเบรสคุง?”
อาจารย์คามิโนว์ถามเพราะเห็นผมกำลังจะปีนหน้าต่างโดดออกไปข้างนอก
“ไปเดินเล่นนิดหน่อยครับ ถ้าฮันนากลับมาแล้วฝากบอกด้วยนะครับเดี๋ยวผมกลับมา”
หลังตอบเสร็จปีนหน้าต่างออกจากห้องพยาบาลเดินเล่นปรับอารมณ์ไปเรื่อยตามทางอย่างไร้จุดหมาย
***
“ไปซะแล้ว”
เสียงพูดขึ้นขณะมองนักเรียนของเขาโดดออกทางหน้าต่างก่อนจะเดินหายไป
อาจารย์หนุ่มนั่งจิบกาแฟในมือต่อพลางนึกถึงลูกศิษย์ของเขา เอมเบรส คัดเดิล ซี วอร์ม ลูกดยุกขุนนางใหญ่ผู้มีอนาคตไกลด้วยพลังและความสามารถนั้นจะต้องได้เป็นใหญ่เสาหลักของอาณาจักรแน่นอนใครๆต่างคิดงั้น คงไม่มีคาดคิดว่าจะต้องตกต่ำลงจนเป็นเช่นนี้ด้วยผลการกระทำตนเองที่ไปยุ่งกับพลังต้องห้าม
“แต่คิดแล้วก็น่าสงสารแทน”
เขาพูดอย่างนั้นพอคิดเรื่องที่ลูกศิษย์ของเขาเจอวันนี้ แม้จะพึ่งฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์ก็กลับมาเจอเรื่องร้ายๆคอยตามรังควานตัวลูกศิษย์ของเขา ซึ่งแน่นอนตัวลูกศิษย์ของเขาก็เป็นคนสร้างเรื่องร้ายพวกนี้ขึ้นด้วยน้ำมือเองมันคอยกัดกินทำร้ายจิตใจเขาดังเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องเรียนวันนี้ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้ามีแต่ความเศร้าและความเจ็บปวดเป็นแน่แท้…
“…แต่ถึงอย่างนั้น”
เขายังคงก้าวต่อไปไม่ยอมแพ้แม้มันจะอยากลำบากก็ตาม อาจารย์หนุ่มเห็นแบบนั้นก็อดชื่นชมไม่ได้ เขาหวังว่าอย่างน้อยๆขอให้เอมเบรสเจอเรื่องดีๆบ้างอย่าได้เจอเรื่องร้ายๆตามรังควานตลอดเลย
“นายท่านค่ะ!”
“อ่ะ ฮันนากลับมาแล้วเหรอ”
เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมเสียงตะโกนเรียกของฮันนาเมดสาวประจำตัวของเอมเบรสเรียกเจ้านายของตนมองหาอย่างร้อนรน
“นายท่านไม่อยู่…อาจารย์คามิโนว์นายท่านเอมเบรสไปไหนเหรอคะ!?”
“ยังไงใจเย็นก่อนฮันนา เอมเบรสคุงแค่ออกไปเดินเล่นแถวนี้เดียวกลับมาเขาบอกให้เธอรอที่นี่ ว่าแต่เรื่องอะไรเหรอดูร้อนรนจัง?”
อาจารย์หนุ่มคามิโนว์พยายามบอกเมดสาวให้ใจเย็นลง เขาเข้าใจดีว่าเธอเป็นห่วงเจ้านายของตนเพราะพึ่งฟื้นขึ้นมาไม่นานร่างกายยังไม่ดีนัก แต่ถึงอย่างนั้นท่าทางที่รนจนเกินเหตุอย่างนั้นต้องมีเหตุผลบางอย่างและต้องเกี่ยวข้องกับเอมเบรสแน่ๆถึงได้ร้อนรนอย่างนั้นอาจารย์หนุ่มคิดอย่างนั้น
“ค่ะ ที่จริงแล้ว…”
และแล้วเมดสาวก็เล่าให้อาจารย์ฟังเขาที่ได้ยินอย่างก็ต้องตกใจ นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องร้ายๆจะมาตามรังควานตัวลูกศิษย์เขาเอมเบรสเร็วถึงเพียงนี้