
พลาธิปได้ที่พักเป็บ้านไม้ยกใต้ถุนมีห้องนอนเดียวแต่มีระเบียงและครัวเล็กๆเนื่องด้วยเ้าของบ้านมีเจตนาจะให้คู่รักมาพักเท่านั้นเลยทำแค่ห้องเดียว
“แฟนยังเด็กเลยพ่อหนุ่ม”ลุงกวีเ้าของบ้านพักยิ้มให้พลาธิปพร้อมเดินนำหน้าไปยังบ้านพัก
“หนูจะโทรหาแม่”
“เอามือถือมานี่เลย”เขาหันไปดุแล้วกระชากมือถือของบุญชญามาพร้อมกับกดปิดเครื่องแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อคลุมสีกรมเข้มที่เขาสวมใส่
“ไม่ได้ค่ะคุณแม่จะห่วง”
“เื่ของคุณแม่หนูสิวะ” พลาธิปยิ้มแล้วเดินชนไหล่ของบุญชญาตามหลังลุงกวีแต่ในจังหวะเดียวกันคนร่างเพรียวก็รีบหันหลังวิ่งหนีไปที่รถของพลาธิป
“เฮ้ย! จะไปไหนไวยังกะลิงขายาวยังวิ่งไวอีกยัยคนนี้”เขาวิ่งตามจนจับข้อมือของบุญชญาไว้ทัน
“ความจริงหนูไม่ได้ขับรถชนใครนะหนูสาบานว่าไม่ได้ขับจริงๆ”
“เด็กส้นตีนไม่ได้ขับแล้วรับสายเบอร์ที่โทรได้ไงวะหัวหมอแบบนี้จับหักคอแล้วถีบตกเหวด้านหน้าดีกว่ามั้ง”
“ไม่ได้ค่ะหนูยังเรียนไม่จบมอปลายเลยค่ะ”บุญชญาก็กลัวตัวเองจะได้รับอันตรายแต่หากบอกว่าตนรับสายแทนพี่ชายก็เกรงว่าเื่จะวุ่นวายไม่ต่างจากตอนนี้หากว่าพี่ชายตนมาเจอเขาด้วยตัวเอง
“เื่ของเธอเลยเรียนไม่เรียนพี่ไม่สนใจพี่สนแค่ว่าคิดยังไงขับรถทั้งที่อายุแค่สิบหก ตอบมา!สมองพิการหรือแค่อยากอวดรวยวะ!” เขาตะคอกใส่หน้าเด็กสาวจนลุงกวีต้องหันมามองแต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมากเพราะเป็เื่ของลูกค้า
“เชิญครับ”ลุงกวียื่นกุญแจบ้านให้แล้วรีบเดินออกไปแม้จะอยากถามเพราะสงสัยแต่ก็ยังไม่กล้าถามอะไรตอนนี้
‘ไม่เหมือนผัวเมียกันเลย’
ร่างเพรียวในชุดเดรสสีดำแขนตุ๊กตาเดินตามเขาเข้าไปด้านในบ้านพักในขณะที่พลาธิปก็มัวแต่โมโหเลยไม่คิดเฉลียวใจว่าทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงใส่ชุดสีดำล้วนไม่มีลวดลายใดๆเลย
“พรุ่งนี้หนูต้องไปทำบุญที่วัดค่ะคุณปล่อยหนูกลับไปก่อนได้ไหม”น้ำเสียงอ้อนจนเขาเกือบใจอ่อนพาขับรถไปส่งตอนนี้เลยด้วยซ้ำแต่เมื่อนึกถึงหน้าของเพลงพิณแล้วเขากับหันมาตวาดใส่หน้าบุญชญาราวกับคนบ้าคลั่ง
“ปล่อยให้โง่เหรอ!เลิกฝันซะตราบใดฉันยังไม่หายโกรธก็อยู่ที่นี่ไม่ต้องสะเออะอยากกลับไปบ้านหรือไปไหนทั้งนั้น”
“คุณไม่มีสิทธิ์กักขังหนูไว้นะคะหนูไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ปากดีเหลือเกินอายุแค่นี้”เขาทำสีหน้าไม่พอใจผลักร่างเพรียวล้มไปที่พื้น
“โอ๊ย!”
“น้องสาวฉันอาการสาหัสแถมสมองยังว่างเปล่าเพราะเธอ!” เขาหันมาตะคอกแล้วเดินออกไปพร้อมปิดประตูดังปังจนร่างเพรียวรู้สึกหนาวสั่นไปหมดเพราะเกรงเขาจะขาดสติทำร้ายตนเข้าให้
“พี่ดินมารับน้องบุญกลับด้วยค่ะ” บุญชญาได้แต่ภาวนาในใจและมองหาทางออกจากห้องนี้แต่ก็จนปัญญาเพราะมีแค่หน้าบานเดียวซึ่งหากะโลงไปก็คงแข้งขาหักจนได้อีกอย่างเขาก็คงอยู่ด้านล่างหรือบริเวณบ้านเพื่อเฝ้าตนอย่างแน่นอน
พลาธิปเดินไปยังบ้านพักของลุงกวีเ้าของที่พักพร้อมกับสั่งอาหารสองสามอย่างแล้วให้ไปส่งที่บ้านพักของตน
“ลุงห้ามเปิดให้เขาออกมาวางอาหารไว้ผมไปเดินเล่นแล้วจะกลับมาเปิดประตูเอง”
“ได้สิพ่อหนุ่ม” พลาธิปเดินไปด้านข้างที่อยู่ห่างจากบ้านของลุกกวีไม่ไกลนักมีธารน้ำไหลผ่านอยู่ใกล้ๆเขาเคยแวะมาดูเมื่อปีที่แล้วแต่ไม่ได้พักที่นี่และก็ตั้งใจจะพักสักครั้งเพราะดูเงียบสงบและค่อนข้างเป็ส่วนตัวเนื่องจากบ้านของลุงกวีมีแค่หลังเดียวส่วนที่เหลือคือสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาพักร่างสูงโปร่งนั่งลงที่โขดหินมองน้ำใสตรงหน้าเพื่อข่มอารมณ์โกรธของตัวเอง เขาไม่เคยได้ใช้ชีวิตคลุกคลีกับเพลงพิณแต่ได้รับรู้ผ่านทางลุงที่เลี้ยงดูมาส่วนนางพิราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อเพราะภาระของน้าสาวก็ค่อนข้างเยอะแต่ความผูกพันทางสายเืยังไงก็ยังคงระลึกถึงอยู่เสมอพลาธิปตั้งใจจะขายวัวบางส่วนที่เขาลงทุนเลี้ยงไว้เพื่อเป็ทุนสำหรับเพลงพิณไว้เรียนต่อในขณะที่คุณลุงก็สนับสนุนแต่ไม่ทันไรก็มาเกิดเื่เสียก่อนเพราะเด็กสาวที่ไร้ความรับผิดชอบและมักง่ายคนนั้นคนเดียว
“ฉันจะทำยังไงกับเธอดี เด็กเปรต”เขาขบกรามแน่นด้วยความโกรธหยิบก้อนหินเขวี้ยงลงที่ธารน้ำแล้วก็นั่งฟังเสียงนกร้องเพื่อดับความโกรธในหัวใจ
“โอ๊ย!” เสียงร้องผู้หญิงดังอยู่ใกล้ๆพร้อมเสียงคนตกน้ำ พลาธิปรีบวิ่งไปดูทันที
“ช่วยฉันด้วย”เสียงร้องดังอยู่ตรงหน้าเขารีบเดินลงไปอย่างรวดเร็ว
“น้ำไม่ลึกนี่”
“ข้อเท้าแพลงเลยพลัดตกช่วยฉันด้วย”
“มาสิ” เขายื่นมือไปแต่ก็ยังดึงไม่ขึ้นเลยต้องอุ้มขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
“ขอบคุณค่ะ คุณเอ่อ…”
“ธิป”
“ฉันชื่อสร้อยค่ะ เป็หลานลุงกวี”สร้อยทิพท์เป็หลานสาวของลุงกวีที่มักปั่นจักรยานมาเล่นบริเวณนี้และบ้านของลุงกวีทุกครั้งที่มีเวลาว่างเพราะพ่อกับแม่รับราชการจะว่างก็แค่วันหยุดส่วนวันธรรมดาที่บ้านก็เงียบเพราะไม่มีคนอยู่เลย
“แล้วจะให้ไปส่งที่ไหน”
“บ้านลุงกวีค่ะฉันเป็หลานลุง ว่าแต่คุณมาทำอะไรที่นี่หรือว่าเป็ลูกค้าที่มาพักบ้านลุงคะ”
“ใช่” เขาตอบสั้นๆแล้วก็ตัดสินใจอุ้มสร้อยทิพย์ไปที่บ้านพักของลุงกวี
“ทำอีท่าไหนมาตกน้ำดูสิเปียกหมดยัยสร้อย”ป้าบัวเมียลุงกวีถามแล้วก็หันไปยิ้มให้พลาธิป
“เดินเล่นถ่ายรูปนี่ล่ะป้าดีนะลูกค้าของลุงเขาช่วยไว้ได้ไม่งั้นก็นอนแช่น้ำหนาวอยู่อย่างนั้นแน่ๆ”
“มันเจ็บจนเดินไม่ได้เหรอวะ”ป้าบัวยิ้มเหมือนรู้ทันว่าหลานสาวคิดอะไรอยู่
“พ่อหนุ่ม ข้าวที่สั่งป้าบัวเอาไปส่งแล้วนะเมียพ่อหนุ่มสงสัยหลับเพราะเงียบมาก” ลุงกวีหันมาบอกแล้วก็หันไปมองหน้าหลานสาวแล้วส่ายหัว
“หลับเหรอครับ งั้นผมขอตัวนะ”พลาธิปนึกสังหรณ์ใจบางอย่างรีบเดินกลับไปที่บ้านพักพร้อมตรงไปที่ประตูแล้วรีบไขกุญแจเข้าไป
ภาพตรงหน้าเขาคือคนร่างเพรียวในสภาพนอนนิ่งบนพื้นส่วนข้างๆหน้าต่างมีเก้าอี้ไม้สองตัวซ้อนกันและร่องรอยผนังไม้ที่มีการงัดเล็กน้อย
“เด็กเห้...คิดจะหนีสินะคงจะงัดแผ่นไม้แล้วพลาดตกจากเก้าอี้”เขาโมโหมากแต่ก็ยังมีสติประคองร่างเพรียวแล้วค่อยๆ ปลุกก่อนจะมีเสียงร้องเบาๆที่ลำคอ
“เจ็บ”
“ยังไม่ตาย”
“ขาเจ็บ” มือเรียวคลำที่ขาตัวเอง
“วุ่นวายไม่เลิกดีนะไม่ตายแต่ต่อให้ตายก็จะตามไปคิดบัญชีที่นรกอยากไปอับอายผู้คนที่นรกก็รีบตายไปเลยเด็กเปรต” เขายังคงด่าไม่หยุดแต่ก็อุ้มคนร่างเพรียวไปที่รถแล้วขับด้วยความระมัดระวังจนถึงโรงพยาบาล
“อยู่ด้านนอกนะครับ” เ้าหน้าที่บุรุษพยาบาลบอกเขาให้นั่งรอด้านนอก
ร่างสูงโปร่งนั่งลงที่เก้าอี้พร้อมกดโทรศัพท์หาน้าพิราเพราะเพิ่งนึกได้ว่าต้องไปเฝ้าน้องสาวแทนแต่เมื่อยัยเด็กแสบดันมาก่อเื่เสียก่อนเขาต้องอยู่เฝ้าเพราะเกรงว่าจะคิดหนีไป
“น้าคงได้แค่ฝากพยาบาลที่หน้าห้องนี้ล่ะเพราะต้องกลับบ้านแล้วลูกรถสองแถวจะหมดเสียก่อน”
“ยังไงถ้าผมเสร็จธุระจะรีบไปครับ”
“รีบมานะธิปน้องก็คงยังนอนรักษาตัวอยู่อีกหลายวัน น้ากลับบ้านแล้วนะ”
“ครับ”เขากดวางสายแล้วหันไปมองประตูเพราะหวังว่าจะมีใครผลักบานประตูออกมาบอกอาการของเด็กแสบกับเขาได้
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคุณหมอก็บอกอาการของบุญชญาว่าได้รับาเ็ที่ข้อเท้าอาจเพราะตกลงมาผิดท่าเลยทำให้ข้อแพลงและให้งดเดิน่นี้ก่อนจนกว่าจะหายปวด
“หนูจะกลับบ้าน” บุญชญาหันมาบอกเขา
“รอยาแก้ปวดก่อน ฉันรู้ไม่ตายหรอกแค่นี้แต่ต่อให้ตายก็ฟื้นอยู่ดีเพราะนรกคนชั่วเต็ม”
“คุณจะมาด่าหนูพร่ำเพรื่อแบบนี้ไม่ได้นะหนูบอกว่าไม่ได้ขับรถชนใคร”