ตอนที่ 13
่เช้าหลังจากลุกขึ้นมาอุ่นปลาที่ย่างเอาไว้ั้แ่เมื่อเย็นวาน จัดการปลุกเด็กน้อยทั้งสอง พาไปล้างหน้าล้างตาที่สระน้ำ ก่อนจะมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ชายหนุ่มที่นอนนิ่ง พร้อมกับแกะเนื้อปลาป้อนให้เขา ทำทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว
หลางกุ้ยตานก็หยิบมีดที่บ้านสกุลหม่ายังอุตส่าห์ใจดีให้มา เดินตรงไปยังที่ดินว่างเปล่า ที่อยู่อีกฟากถนนตรงข้ามกับสระน้ำของหมู่บ้าน
จากนั้นก็ลงมือนั่งถางหญ้าที่ขึ้นสูงจนเกือบจะท่วมศีรษะออก ถางให้สั้นลง จะได้ใช้จอบถากหญ้าออกได้ง่าย ๆ เพื่อเตรียมวางแผนก่อสร้างที่อยู่อาศัยต่อไป
“ท่านแม่ ให้ข้าช่วยหรือไม่ขอรับ”
หลังจากพาน้องสาวกินเนื้อปลาจนอิ่มท้องดีแล้ว หม่าเหวินฝู ที่คอยมองการกระทำของแม่เลี้ยงมาตลอด เลยเดินตรงเข้ามา อาสาที่จะช่วยด้วยอีกแรง
“ดีสิ ถ้าอย่างนั้น เ้ากวาดเอาวัชพืชพวกนี้กองรวม ๆ กันเอาไว้แล้วกัน”
หลางกุ้ยตานแหงนใบหน้าขึ้นยิ้มกว้างให้เด็กชาย ที่รู้จักความยิ่งนัก หากนางมีลูกก็อยากให้ลูกชายเป็อย่างเหวินฝูนี่แหละ
“ขอรับ”
หม่าเหวินฝูวิ่งกลับไปหยิบคราดไม้ มากวาดเศษหญ้า เศษวัชพืชที่แม่เลี้ยงใช้มีดถางออก มากองรวมกันเอาไว้ ไม่วายคอยชำเลืองมองไปทางแม่เลี้ยงเป็ระยะ ๆ ...ทำไมกันนะ พักหลัง ๆ มานี้ ทั้งแววตา ทั้งรอยยิ้มของนาง ถึงทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด
“ท่านพี่ ข้าช่วย”
หม่าเหม่ยอิงเองก็อยากช่วยงานพี่ชายด้วย สองมือเล็กถือกิ่งไม้มาอันหนึ่ง แล้วลงมือเขี่ยเศษหญ้า ทำที่แรงของเด็กหญิงจะทำไหว
“ไปนั่งกับท่านพ่อเถอะ ทางนี้พี่ทำเอง”
เด็กชายไม่อยากให้น้องสาวต้องมาทำอะไรเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ เขากลัวว่าเด็กหญิงจะไม่สบายเอาได้
“ไม่เอา ข้าอยากช่วย”
“ตามใจ แต่ถ้าเหนื่อย ก็รีบไปพักนะ”
“เ้าค่ะ”
หลางกุ้ยตานทำงานไปอมยิ้มไป รู้สึกมีความสุขขึ้นมาก นับั้แ่เข้ามาอยู่ในร่างของผู้อื่น แม้จะเป็่เวลาที่ยากลำบาก
แต่ได้เห็นความรักของเด็กน้อยทั้งสองที่มีให้กัน จิตใจของนางก็พลอยมีความสุขไปด้วย
“เด็ก ๆ เหนื่อยหรือไม่ แดดเริ่มร้อนแล้ว พากันไปนั่งพักใต้ต้นไม้เถอะ”
“ไม่เหนื่อยขอรับ/ไม่เหนื่อยเ้าค่ะ” เด็กน้อยทั้งสองเอ่ยตอบพร้อมเพรียงกัน ความกลัวในตัวสตรีร่างใหญ่หายไปจนหมดสิ้นแล้ว
ทางด้านหม่าหย่งเหรินก็นอนฟังเสียงพูดคุยของคนทั้งสาม ที่ดังเข้าหูเป็ระยะ ๆ คิดหาสาเหตุที่ทำให้สตรีที่น่ารังเกียจอย่างหลางกุ้ยตานเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่คิดเท่าไรก็คิดหาสาเหตุไม่ได้...นอกจาก จะเป็อย่างที่หมอผีบอก
“ทำไมพากันมาอยู่ตรงนี้”
บรรดาชาวบ้านที่กำลังพากันจะขึ้นเขา ผ่านทางมาเห็นบุตรชายคนรองของสกุลหม่านอนอยู่บนพื้นดิน พร้อมกับสัมภาระที่เหมือนคนย้ายออกจากบ้าน หนำซ้ำสตรีน่ารังเกียจของหมู่บ้าน กำลังลงมือจัดการวัชพืชบนที่ดินว่างเปล่าของสกุลหม่ากับเด็กน้อยทั้งสอง ก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
หม่าหย่งเหรินดึงสติให้กลับคืนมา ก่อนจะเล่าความจริงให้ชาวบ้านฟังโดยไม่คิดปิดบัง
พอพวกชาวบ้านได้รู้ถึงความลำบากของชายหนุ่มแล้ว ก็พากันเปลี่ยนใจ ไม่พากันขึ้นเขาแล้ว แต่พากันกลับไปบ้าน หยิบเครื่องไม้เครื่องมือมา นอกจากนี้ยังไปขอแรงจากคนในหมู่บ้านมาเพิ่มอีก
พวกผู้ชายก็พากันขึ้นเขาไปตัดไม้ สำหรับมาใช้สร้างบ้าน ส่วนพวกผู้หญิงก็มาช่วยสตรีร่างใหญ่ถากหญ้าออกจากที่ดินสกุลหม่า และส่วนหนึ่งก็พากันเอาเครื่องครัว ข้าวสารอาหารแห้ง มาทำอาหารไว้รอพวกผู้ชายที่ขึ้นเขาไปตัดไม้
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากชาวบ้านหมู่บ้านต้าหนิง เวลาเพียงแค่สามวันบ้านไม้หลังเล็ก ที่มีห้องนอนสองห้อง กับห้องครัวอีกหนึ่งห้องก็เสร็จเรียบร้อย
ส่วนไม้ที่เหลือ ช่างไม้ประจำหมู่บ้าน ก็จัดการแปรสภาพให้กลายเป็เตียงนอน โต๊ะ เก้าอี้ นำมาจัดวางไว้ในตัวบ้านเรียบร้อย
“ขอบคุณทุกคนมากนะเ้าคะ ที่มาช่วยสร้างบ้าน แล้วยังนำข้าวสารอาหารแห้งมามอบให้อีก”
หลางกุ้ยตานยอบกายเคารพชาวบ้านทุกคน ที่พากันนั่งพักเหนื่อย หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากพวกเขา นางก็ไม่รู้ว่าจะสร้างบ้านให้สามีและเด็ก ๆ ได้สำเร็จหรือเปล่า
“...”
แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็ทำราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่นางพูด แม้แต่จะชายตามองมาทางนางก็ยังไม่อยากจะทำ ตลอดสามวันที่พากันมาช่วย ผู้คนเหล่านี้ก็ทำราวกับนางเป็อากาศ ไร้ตัวตนอย่างไรอย่างนั้น
หญิงสาวหน้าเสียเล็กน้อย เดินคอตกกลับเข้าไปจัดของเก็บเข้าที่ หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็พูดลอย ๆ ไล่ตามหลังมา
“ที่พวกข้ามาช่วย เพราะเห็นแก่ ที่หย่งเหรินเคยช่วยพวกเรามาก่อน และเห็นแก่เด็ก ๆ ที่น่ารักทั้งสอง หากเป็คนอื่น พวกเราก็ไม่ช่วยหรอก”
หม่าหย่งเหรินมองเข้าไปในตัวบ้าน คิดว่าหลางกุ้ยตานต้องได้ยินที่สตรีวัยกลางคนกล่าวขึ้นมาแน่ ปานนี้จะรู้สึกน้อยใจหรือเปล่าหนอ เขาไม่อยากให้นางต้องคิดมาก
แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงรีบกล่าวขอบคุณชาวบ้านทุกคน และชวนคุยเื่อื่นแทน
กว่าชาวบ้านจะพากันแยกย้ายกลับ ก็เย็นมากแล้ว หม่าหย่งเหรินเองก็ถูกพาตัวกลับเข้ามาในห้องนอน ที่มีสองเตียงนอน เตียงหนึ่งสำหรับเขา และเตียงหนึ่งสำหรับลูกน้อยทั้งสอง
“เสี่ยวฝู...เอ่อ...เห็นท่านแม่ของเ้าหรือเปล่า”
ั้แ่ชาวบ้านกลับไปแล้ว เขายังไม่เห็นนางเลยแม้แต่น้อย หรือว่านางจะเสียใจจนแอบไปร้องไห้ที่ไหนคนเดียว
“ท่านแม่เข้าไปทำอาหารอยู่ในครัวขอรับ อิงเอ๋อร์ก็อาสาไปช่วยด้วย”
“อย่างนั้นหรือ โล่งอกไปที” ว่าแต่ทำไมเขาต้องโล่งใจด้วย ที่ได้รู้ว่านางไม่ได้แอบไปร้องไห้คนเดียว พิลึกคนแท้ ๆ
“โล่งอกอะไรหรือสองพ่อลูก”
หลางกุ้ยตานยกสำรับเข้ามาในห้องนอน ทันได้ยินคำพูดของชายหนุ่มบนเตียง คิ้วดกดำยกขึ้นสูงอย่างสงสัย
“ข้านึกว่าเ้าแอบไปนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวเสียอีก” หม่าหย่งเหรินยอมสบประสานสายตากับสตรีร่างใหญ่เป็ครั้งแรก เขาอยากจะค้นหา ว่าแววตาคู่นั้นมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่หรือเปล่า
“ร้องไห้...ร้องไห้เื่อะไร”
หลางกุ้ยตานนึกทบทวนว่านางจะร้องไห้เพราะเื่อะไร ก่อนจะนึกออก
“อ๋อ...เื่ที่ชาวบ้านพากันเกลียดชัง ไม่พูดคุยกับข้านะหรือ เื่แค่นี้ ข้าไม่เก็บเอามาใส่ใจหรอก อย่างที่ท่านเคยบอกพวกเขายังไม่เคยรู้จักหลางกุ้ยตานคนใหม่ ก็ยังคงมีอคติเป็ธรรมดา ให้เวลาผ่านไปสักพัก พวกเขาก็จะยอมรับข้าได้เอง เหมือนที่เด็ก ๆ เปิดใจยอมรับข้าแล้วใช่หรือไม่” ประโยคท้ายหญิงสาวก้มลงเอ่ยถามเด็กน้อยทั้งสอง ที่ปีนขึ้นมานั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว
“ขอรับ/เ้าค่ะ” หม่าเหวินฝูกับหม่าเหม่ยอิงรับคำ มีรอยยิ้มให้แม่เลี้ยงได้เห็นแล้ว
หม่าหย่งเหรินยิ่งเพ่งพิศมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา หากเมื่อตอนที่เขายังเป็ทหาร นางทำดีกับลูก ๆ ของเขาแบบนี้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เขาคงมองนางในฐานะภรรยาและทำหน้าที่ของสามีไปนานแล้ว
“จ้องหน้าข้าแบบนี้ อย่าบอกนะว่าท่านเองก็เปิดใจยอมรับข้าแล้ว” หลางกุ้ยตานแกล้งเอ่ยแซวชายหนุ่ม ที่เอาแต่จ้องหน้านางไม่หยุด ในระหว่างที่กำลังป้อนข้าวให้เขา ข่มอาการเขินอายที่ก่อเกิดขึ้นในใจ
“อืม...ใช่ ข้าเปิดใจยอมรับเ้า ในเื่ที่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าข้ารักเ้าแล้วหรอกนะ” หม่าหย่งฝูยอมรับออกมาตามตรง
หลางกุ้ยตานเองก็ไม่คิดว่า ในระยะเวลาสั้น ๆ เขาจะเปลี่ยนใจมารักนางหรอกนะ แค่เปิดใจยอมพูดจาดี ๆ ไม่กระทบกระเทียบเหมือนตอนเจอกันแรก ๆ ก็ดีแล้ว
จะได้อยู่ด้วยกันแบบสบายใจ จนกว่าจะถึงวันที่ต้องเดินแยกทางกัน
แค่เผลอคิดถึงเื่แยกทาง จิตใจของหญิงสาวก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาแบบไม่ทราบสาเหตุ
หลางกุ้ยตานรีบขจัดความรู้สึกเจ็บแปลบออกไปให้พ้น นางจะต้องไม่เกิดความรู้สึกผูกพันใด ๆ กับพวกเขาทั้งสิ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่ชายหนุ่มหายดีแล้ว นางจะต้องเป็ฝ่ายเดินจากไปจากชีวิตของพวกเขา อย่างที่ลั่นวาจาเอาไว้ในตอนแรก...