สองพี่น้องเดินออกมาเปิดประตูรั้ว เจอท่านลุงหลี่กับชาวบ้านอีกสี่คนบนเกวียนวัว บอกว่ามีบ้านของชาวบ้านสองหลังที่พังลงมาแล้ว ต้องพากันไปช่วยซ่อมให้เสร็จในคืนนี้
ฮุ่ยเหมยพยักหน้ารับรู้ ส่วนพี่หยุ่นอี้กระโดดขึ้นเกวียนออกเดินทางไปแล้ว ฮุ่ยเหมยปิดประตูรั้ว ปิดประตูหน้าบ้านเสร็จก็เข้าไปหาเสี่ยวหยางในห้องโถง เพื่อพาน้องชายไปเข้านอน
เสี่ยวหยางเดินเข้าไปในห้องนอน ที่นอนนุ่มห่มผ้าอุ่นๆ นอนหลับสบาย เพราะฮุ่ยเหมยเอาเตาเล็กไปวางไว้ให้เสี่ยวหยางในห้องนอนด้วยนั่นเอง
ส่วนฮุ่ยเหมย คืนนี้คาดว่าคงไม่ได้นอน ต้องรอพี่หยุ่นอี้กลับมา ซึ่งไม่รู้ว่าเวลาใด ถ้าง่วงเธอจะนอนบนโซฟานี่แหละ มือก็ถักผ้าพันคอไปพลางคิดไปพลาง ว่าทำอย่างไรจะสามารถช่วยชาวบ้านในหมู่บ้านซาน ให้อยู่ได้ในช่วงที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้
เธออยากให้แต่ละบ้านสามารถสร้างบ้านใหม่ได้ครบทุกครอบครัว แต่ช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงเข้าป่าก็ไม่ได้ มีอะไรก็ต้องกินอันนั้นไปก่อน อย่างไรเสียพรุ่งนี้เธอต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยชาวบ้าน จะให้อยู่อย่างอดอยากแบบนี้ไม่ได้ ในเมื่อเธอสามารถช่วยได้ก็ต้องช่วย
เธอรอพี่หยุ่นอี้จนเกือบเช้า ถึงได้ยินเสียงเกวียนวัวมาส่ง ฮุ่ยเหมยรีบวิ่งไปเปิดประตูรั้วรับพี่ชาย ด้านนอกท้องฟ้ามืดสลัว ลมหนาวยังพัดแรงหิมะตกอย่างหนัก พี่หยุ่นอี้รีบวิ่งเข้ามาด้านใน
ฮุ่ยเหมยปิดประตูรั้วและประตูบ้าน แล้วหันกลับมามองพี่หยุ่นอี้ที่ตอนนี้กำลังสลัดหิมะออกจากเสื้อผ้าและรองเท้า
ฮุ่ยเหมยรีบพาพี่หยุ่นอี้เข้ามาในห้องโถงเอาผ้าห่มนวมของตนเองห่มให้พี่ชาย แล้วให้พี่หยุ่นอี้นั่งเฉยๆ ให้ร่างกายอุ่นขึ้นมาก่อน
พี่หยุ่นอี้อายุก็แค่ 15 ปี ถึงแม้ในยุคโบราณนี้ถือว่าเป็นชายหนุ่ม เป็นเรี่ยวแรงของครอบครัวได้แล้ว
แต่จริงๆ ก็แค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ต้องออกไปฝ่าความหนาวข้างนอก ฮุ่ยเหมยรู้สึกเป็นห่วงมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อเขากลับมาถึงบ้าน
“พี่ใหญ่ท่านหิวหรือไม่ หรือจะนอนก่อนเลย” ฮุ่ยเหมยถามพี่ชายด้วยความเป็นห่วง พี่หยุ่นอี้บอกว่าขอนอนก่อนเถอะ ยังไม่หิวอะไร
แต่ฮุ่ยเหมยก็รินน้ำขิงที่อุ่นไว้ให้พี่หยุ่นอี้กิน จะได้ช่วยให้ความหนาวในร่างกายลดลงบ้าง พอพี่หยุ่นอี้รู้สึกอุ่นขึ้นแล้วก็ขอตัวไปนอน แล้วบอกให้ฮุ่ยเหมยกลับไปนอนที่ห้องของตนเอง
ฮุ่ยเหมยก็รับปากว่าจะนอน แต่ก็ถือเตาไฟเล็กตามเข้าไปในห้องนอนของพี่หยุ่นอี้ จะได้อุ่นขึ้นเร็วๆ พี่หยุ่นอี้พูดขอบใจแล้วไล่ฮุ่ยเหมยให้กลับไปนอนที่ห้องตนเอง
ฮุ่ยเหมยขนเตาไฟมาวางในห้องนอนของตนเองเช่นกัน และผ้าห่มนวมหนาๆ ก็ช่วยให้คลายหนาวได้ดียิ่งขึ้นด้วย
ตอนนี้ทั้งบ้านเงียบสงัดได้ยินเพียงเสียงลมหนาวจากข้างนอกที่พัดอย่างรุนแรง เป็นเสียงกล่อมให้นอนหลับได้เป็นอย่างดี
หลังจากหลับได้ไม่นาน ฮุ่ยเหมยก็ตื่นขึ้น เพราะตอนนี้เริ่มชินกับการตื่นช่วงเวลานี้ เธอเปิดแง้มหน้าต่างเบาๆ เห็นด้านนอกถูกปกคลุมด้วยหิมะ ลมหนาวพัดแรงมาก ฟ้าก็ยังมืดอยู่ หนาวแบบนี้ชาวบ้านจะอยู่ยังไงกัน
ตอนที่พี่ชายน้องชายยังนอนอยู่ฮุ่ยเหมยเติมน้ำวิเศษลงในโอ่งจนเต็ม พร้อมกับหยิบผลผิงกัวและพูเถาจากมิติ ออกมาจำนวนหนึ่ง
ถ้าถูกถามก็จะบอกว่าซื้อมาจากร้านขายข้าวสาร เพราะวันนั้นซื้อของเยอะขนาดนั้น พี่ชายน้องชายของเธอคงจำไม่ได้หรอกว่าเธอซื้ออะไรมาบ้าง
ฮุ่ยเหมยออกจากห้องครัว เข้าไปในห้องโถงเพื่อเติมฟืน ห้องโถงจะได้อุ่นขึ้น เตรียมไว้รอพี่หยุ่นอี้ตื่น
เช้านี้เธอมีเรื่องปรึกษากับพี่ชายหลายเรื่องเลย ขณะที่ยังไม่มีใครตื่นฮุ่ยเหมยก็เข้าไปติดไฟในครัวเพื่อหุงข้าว เมื่อคืนพี่หยุ่นอี้ไม่ได้กินอะไรเลย วันนี้เธอจะหุงข้าวสวย ทำผัดผัก ไข่เจียวหมูสับ ไก่ทอดสำหรับเสี่ยวหยางด้วย
พอสายๆ ทุกคนก็ตื่น พี่หยุ่นอี้กับเสี่ยวหยางล้างหน้าล้างตาเสร็จ ฮุ่ยเหมยก็ให้มานั่งกินข้าว ทั้งคู่กินข้าวเยอะมากๆ เติมข้าวคนละสามครั้ง กับข้าวที่ทำไว้มากมายหมดเกลี้ยง
วันนี้ฮุ่ยเหมยขอล้างจานเองเพราะพี่หยุ่นอี้ลำบากแล้ว ควรได้พัก ส่วนเสี่ยวหยางยังเด็กเจอน้ำเย็นจะป่วยเอาได้ พอจัดการในครัวเสร็จฮุ่ยเหมยก็ตามทุกคนไปที่ห้องโถง
“พี่ใหญ่เมื่อคืนเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง เล่าให้ข้าฟังหน่อย” ฮุ่ยเหมยถาม ส่วนเสี่ยวหยางผงกหัว อยากรู้ด้วย ทำให้พี่ทั้งสองหัวเราะอย่างเอ็นดู
“ก็มีบ้านสองหลังที่ต้านลมไม่ไหว แล้วถล่มลงมา เพราะบ้านไม่แข็งแรง เมื่อคืนก็ช่วยกันซ่อมให้พออยู่ได้ไปก่อน แถมอาหารการกินก็ไม่มี เด็กๆ ในบ้านน่าสงสารมาก เหมือนพวกเราเมื่อก่อนเลย” พี่หยุ่นอี้เล่าให้น้องๆฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวล