สายตาของเหวินซานกวาดมองไปรอบ ๆ สุดท้าย... ก็หยุดลงที่มุมห้อง
โครงกระดูกมนุษย์นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน แม้เวลาจะผ่านมานาน โครงกระดูกกลับยังสมบูรณ์ผิดจากกระดูกมนุษย์ทั่วไป ด้านหน้าของโครงกระดูกมีโต๊ะหินตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีสมุดปกหนังสีดำวางอยู่หนึ่งเล่ม ข้างกันมีถุงผ้าสีเทาใบเล็ก
เหวินซานเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง เขาประสานมือคำนับโครงกระดูกสามครั้ง "ศิษย์ผู้เยาว์ล่วงเกินแล้ว" จากนั้นจึงหยิบสมุดขึ้นมา เมื่อเปิดหน้าแรก ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีดำยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน
"บันทึกการทดลองหลอมโอสถ หากผู้ใดได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แสดงว่าข้าคงตายไปนานแล้ว ข้ามีนามว่า หลิวซง ผู้าุโนักปรุงโอสถระดับสี่ โอสถทุกเม็ดที่ผู้คนยกย่อง ล้วนเกิดจากการลองผิดลองถูกนับพันนับหมื่นครั้ง" เหวินซานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาค่อย ๆ เป็ประกาย เขารีบพลิกอ่านหน้าถัดไป แต่สิ่งที่อยู่ภายในกลับไม่ใช่ตำราโอสถ แต่เป็บันทึกการทดลองแทบทั้งเล่ม
ครั้งที่ 21 เปลี่ยนสมุนไพรหลักหนึ่งชนิด ผลลัพธ์ล้มเหลว
ครั้งที่ 48 ลดอุณหภูมิไฟ่สุดท้าย โอสถบริสุทธิ์ขึ้นหนึ่งส่วน
ครั้งที่ 113 สมุนไพรที่ปลูกในดินต่างชนิด ให้คุณภาพโอสถแตกต่างกัน
ครั้งที่ 286 โอสถพิษและโอสถรักษา แตกต่างกันเพียงสัดส่วนของสมุนไพร
เหวินซานพลิกอ่านทีละหน้าโดยไม่รู้ตัว ลายมือในบันทึกไม่ได้เรียบร้อยนัก บางแห่งถูกขีดฆ่า บางแห่งมีคำว่า “ผิด” เขียนทับไว้หลายครั้ง
เขาหยุดอยู่หน้าหนึ่งเป็เวลานาน ก่อนหยิบสมุดบันทึกของตนออกมาเทียบโดยไม่รู้ตัว
รูปแบบการจดแทบไม่ต่างกัน เหวินซานอดยิ้มออกมาไม่ได้ "ผู้าุโ... ท่านก็เป็คนเช่นนี้เหมือนกันหรือ"
เขาค่อย ๆ วางสมุดลง ก่อนหยิบถุงผ้าข้าง ๆ ขึ้นมา เมื่อเปิดออกกลับพบเมล็ดพันธุ์หลายสิบเมล็ดนอนเรียงอยู่ภายใน ภายในถุงมีแผ่นหยกคงสภาพชิ้นเล็ก ๆ แม้แสงบนผิวจะหม่นลงเกือบหมด แต่ยังคงรักษาพลังชีวิตของเมล็ดไว้
แต่ละถุงมีแผ่นไม้เล็ก ๆ ผูกกำกับไว้ เมล็ดดอกจันทราเจ็ดแฉก เมล็ดหญ้าัคราม เมล็ดผลิญญาม่วง เมล็ดเถาแก้วิญญา เหวินซานไม่รู้จักสมุนไพรเหล่านี้เลยแม้แต่ชนิดเดียว แต่เพียงัักลิ่นอายที่แผ่ออกมา เขาก็มั่นใจได้ว่า เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไม่ใช่ของธรรมดา
เขารีบเก็บพวกมันเข้าสู่มิติิญญา ก่อนหันกลับมามองโครงกระดูกอีกครั้ง แล้วประสานมือคารวะด้วยความเคารพ "ผู้าุโหลิว ศิษย์ไม่ทราบว่ามีคุณสมบัติรับมรดกของท่านหรือไม่ แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ ศิษย์จะไม่ปล่อยให้สูญเปล่า"
เด็กหนุ่มไม่ปล่อยผ่านแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย เขาเดินไปยังชั้นหนังสืออีกด้าน ม้วนคัมภีร์จำนวนมากกองทับกันอยู่ เพียงแตะเบา ๆ พวกมันก็สลายเป็เถ้าทันที "เสียดาย..." เขาพึมพำเบา ๆ
ไม่นานเหวินซานก็เดินมาหยุดอยู่หน้าโครงกระดูกอีกครั้ง จากนั้นจึงเริ่มตรวจดูร่างของผู้าุโอย่างระมัดระวัง บนกระดูก ไม่มีอาวุธ ไม่มีของล้ำค่าใด ๆ ราวกับเ้าของถ้ำได้ใช้ทุกสิ่งจนหมดก่อนสิ้นชีวิต เหลือเพียง ป้ายไม้สีดำชิ้นหนึ่งที่วางอยู่ข้างกาย
เหวินซานหยิบขึ้นมาดู ด้านหน้าสลักไว้เพียงสี่คำ "หลิวซง" ด้านหลังมีตัวอักษรเล็ก ๆ อีกบรรทัด "ผู้าุโฝ่ายหลอมโอสถ ระดับสี่" เหวินซานลูบป้ายไม้อย่างแ่เบา ก่อนจะวางมันไว้ที่เดิม
หลังจากนั้น สายตาของเขาจึงหันไปยังเตาหลอมโอสถกลางห้อง แม้มันจะมีรอยแตกร้าวหลายแห่ง แต่เมื่อใช้พลังิญญาตรวจสอบ กลับพบว่าตัวเตายังคงแข็งแกร่งกว่าที่คิด
"ไม่ใช่เตาธรรมดา" เหวินซานเดินวนสำรวจอยู่หลายรอบ ก่อนจะลูบผิวเตาเบา ๆ บนตัวเตายังมีอักขระหลอมโอสถสลักอยู่เต็มไปหมด แม้หลายส่วนจะเสียหาย แต่โครงสร้างหลักยังสมบูรณ์ หากซ่อมแซมได้ ย่อมเหนือกว่าเตาหลอมธรรมดาหลายเท่า
เหวินซานสูดลมหายใจลึก ก่อนใช้พลังิญญาเก็บเตาหลอมทั้งใบเข้าสู่มิติิญญา
วูบ
จากนั้นเขาเดินสำรวจห้องอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดมีค่าเหลืออยู่แล้ว
เหวินซานเดินกลับมายังโครงกระดูกของหลิวซงอีกครั้ง เขาประสานมือคำนับสามครั้งด้วยความจริงใจ "ศิษย์รับเอาวาสนาของท่านไปแล้ว วันหน้าหากมีโอกาส ศิษย์จะหาสถานที่เหมาะสมฝังร่างของท่าน"
ในขณะที่เขาเตรียมจะหันหลังกลับออกจากถ้ำ แต่แล้วสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ทำให้ฝีเท้าต้องหยุดชะงัก
บนผนังหินที่เคยดูราบเรียบ แต่พอเมื่อแสงจากหินเรืองแสงส่องกระทบ เขากลับพบว่ารอยลึกลับเ่าั้แท้จริงแล้วคือรอยกระบี่ที่ฝังลึกนับร้อยสาย มันเฉือนผ่านชั้นหิน บางรอยยังดูใหม่ แต่น่าแปลกที่ร่องรอยเ่าั้ดูเหมือนกำลังหมุนวนเป็จังหวะที่ซับซ้อน เพียงมองนานขึ้นเล็กน้อย เขากลับรู้สึกแสบตา ราวกับมีคมกระบี่ที่มองไม่เห็นกำลังเฉือนผ่านจิตสำนึก
จิตใจของเหวินซานสั่นสะท้านขึ้นมาทันที เขารู้สึกได้ถึงไอสังหารที่เจือจางแต่หนักแน่นแผ่ออกมาจากผนังหิน ผู้าุโหลิวเป็นักปรุงโอสถ เหตุใดภายในห้องของเขาจึงมีรอยกระบี่
เขารู้ดีว่าลำพังความเข้าใจในกระบี่ของตนในตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะเข้าใจรอยทั้งหมดนี้ได้
ก่อนถอยออกไป เขาหันกลับมามองรอยกระบี่อีกครั้ง หลายรอยเหมือนชี้ไปยังผนังด้านเดียวกัน แต่ไม่ว่าเขาจะตรวจสอบอย่างไร ก็ไม่พบอะไร
สถานที่แห่งนี้ยังซ่อนบางสิ่งเอาไว้อย่างแน่นอน
เมื่อเขาก้าวพ้นออกมาจากปากถ้ำอย่างระมัดระวัง เสียงลมหายใจของเขาก็สงบลง แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในอนาคตเขาจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง
เด็กหนุ่มแหวกม่านเถาวัลย์ออกเพียงเล็กน้อย ก่อนกวาดสายตามองไปรอบด้าน
เขารีบออกจากบริเวณนั้นทันที ระหว่างทางกลับ เขาอ้อมหลบเส้นทางที่คนอาจจะผ่านมาได้ เด็กหนุ่มเดินลัดเลาะอยู่พักใหญ่กว่าจะมาถึงประตูป่าอสูร ร่างของเขาในเวลานี้ดูน่าเวทนายิ่งนัก ชุดศิษย์สายนอกขาดวิ่นหลายแห่ง แขนซ้ายยังมีคราบเืแห้งเกาะอยู่ ใบหน้ามีรอยถลอกหลายจุด แม้แต่ลมหายใจก็ยังแฝงความเหนื่อยล้า
ผู้าุโผู้เฝ้าประตูเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้หินทันที "เ้าหนุ่ม! เกิดอะไรขึ้นกับเ้า"
เหวินซานประสานมือคำนับ "คารวะผู้าุโ" เหวินซานก้มหน้าลงเล็กน้อย ใช้ท่าทีคารวะซ่อนแววตาที่สั่นไหว
ชายชราขมวดคิ้วพลางเดินเข้ามาตรวจดูาแ
"ระหว่างเก็บสมุนไพร ศิษย์บังเอิญพบอสูรตัวหนึ่ง แม้จะหนีออกมาได้ แต่ก็ได้รับาเ็อยู่บ้าง โชคดีที่ศิษย์พกสมุนไพรห้ามเืติดตัว จึงจัดการาแแล้ว"
ชายชราก้มลงมองรอยแผลเป็ทางยาวบนไหล่ของเหวินซานอยู่นาน ดวงตาหรี่แคบลงด้วยความครุ่นคิด “อสูรชนิดใดใช้กรงเล็บเป็รอยตรงเช่นนี้” น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความสงสัยระคนเคลือบแคลง
หัวใจของเหวินซานกระตุกวูบด้วยความตื่นตระหนก “อสูรลิงถือกระบี่ที่ข้าพบโดยบังเอิญขอรับ”
ชายชราขมวดคิ้วแน่น นึกฉงนใจอยู่ไม่น้อยว่าเหตุใดในป่าอสูรจึงมีลิงที่รู้จักใช้กระบี่เป็อาวุธเช่นนี้ รอยแผลนี้ดูอย่างไรก็คล้ายร่องรอยของคมดาบมากกว่ากรงเล็บอสูร
แต่เมื่อกวาดตามองสภาพร่างกายของเหวินซาน ประกอบกับในยามนี้ไม่มีหลักฐานอื่นใดให้สืบสาวราวเื่ ชายชราจึงทำได้เพียงเก็บความสงสัยเื่ลิงถืออาวุธนั้นไว้ในใจโดยไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ แม้ในใจจะยังมีความระแวงอยู่บ้างก็ตาม
เหวินซานประสานมือคำนับอีกครั้ง "ขอบพระคุณผู้าุโที่เป็ห่วง" กล่าวจบเขาจึงหันหลังเดินกลับถ้ำพัก ระหว่างทางเด็กหนุ่มมองเข้าไปในห้วงมิติอีกครั้ง ภายในนั้นสมุดบันทึกของผู้าุโหลิวซง เมล็ดพันธุ์สมุนไพรโบราณ รวมถึงเตาหลอมโอสถที่แตกร้าว ล้วนถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย
เขาก้มมองาแบนแขนตนเอง รอยยิ้มยังไม่ทันปรากฏ ภาพจ้าวหรงล้มลงก็ย้อนกลับเข้ามาในความคิด เหวินซานหลุบตาลง “อย่างน้อย... การเสี่ยงครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่า”
เมื่อกลับถึงถ้ำพัก เหวินซานปิดประตูหินอย่างแ่า ก่อนนั่งลงหน้าเตาหลอม าแจากกระบี่ของจ้าวหรงแม้จะห้ามเืไว้แล้ว แต่หากปล่อยไว้นาน ย่อมกระทบต่อการฝึกตน
"หลอมโอสถรักษาาแก่อนดีกว่า" เขาพึมพำกับตนเอง จากนั้นจึงหลับตา จิตสำนึกดำดิ่งเข้าสู่มิติิญญา
ไม่นาน ร่างของเขาก็ปรากฏอยู่บนพื้นดินสีดำอันคุ้นเคย เหวินซานเดินตรงไปยังแปลงสมุนไพรที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้ เดิมทีเขาเพียงหวังจะเอาสมุนไพรออกมาปรุงยา แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ฝีเท้าของเขากลับชะงักลง
"...หืม?" สายตาจับจ้องไปยังต้นหญ้าิญญาต้นหนึ่ง
เมื่อวันก่อน ๆ มันยังเป็เพียงต้นอ่อนสูงไม่ถึงหนึ่งฉื่อ แต่บัดนี้ลำต้นกลับหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใบทั้งสามแผ่ออกเต็มที่ ปลายใบเปล่งประกายสีเขียวอ่อน เหวินซานรีบเดินเข้าไป ใช้นิ้วแตะเบา ๆ ััของลำต้นแน่นกว่าของเดิมหลายเท่า กลิ่นสมุนไพรก็เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน
"เป็ไปได้อย่างไร" เขารีบถอนมันขึ้นมาตรวจสอบ ยิ่งตรวจสอบ สีหน้าของเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความประหลาดใจ "กลิ่นอายเช่นนี้ อย่างน้อยก็มีอายุหลายปี"
ทั้งที่เขาเพิ่งนำมาปลูกเมื่อไม่นานนี้เท่านั้น เหวินซานรีบหันไปมองสมุนไพรต้นอื่น ผลลัพธ์กลับเหมือนกันทั้งหมด สมุนไพรทุกต้น ล้วนเติบโตขึ้นอย่างน้อยหลายปี
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนค่อย ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาของมิติ หัวใจของเหวินซานเต้นแรงขึ้น
"หรือว่า" เขาไม่กล่าวต่อ เหวินซานจึงสะบัดศีรษะปัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ เป็ไปไม่ได้ที่เื่แบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริง
เหวินซานเดินห่างออกมาจากแปลงสมุนไพร ก่อนวางเตาหลอมลงบนพื้นดินสีดำ
เปลวไฟค่อย ๆ ลุกขึ้นใต้เตา สมุนไพรแต่ละชนิดถูกหย่อนลงตามลำดับ พลังยาที่เข้มข้นกว่าปกติทำให้เขาต้องคอยปรับระดับไฟอยู่หลายครั้ง กระทั่งผ่าน่รวมตัวยาไปได้ กลิ่นหอมบริสุทธิ์จึงเริ่มลอยออกมาจากเตาหลอม
เขาหลอมโอสถเตาแรกเสร็จ จากนั้นนั่งโคจรพลังฟื้นฟูอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเริ่มหลอมอีกเตาหนึ่ง เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ทั่วร่างบอกเขาว่าเวลาน่าจะผ่านไปเกือบหนึ่งวันแล้ว
เมื่อถอนจิตออกจากมิติและลืมตาขึ้นภายในถ้ำ เปลวเทียนบนโต๊ะกลับยังลุกไหม้อยู่แทบไม่ต่างจากเดิม
เหวินซานชะงัก ก่อนเข้าสู่มิติ เขาจำได้ว่าท้องฟ้าภายนอกเพิ่งมืดลงได้ไม่นาน พอออกมาจากมิติน้ำมันในตะเกียงกลับลดลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“เป็ไปไม่ได้...”
เขารีบหยิบธูปจับเวลาออกมาหนึ่งดอก ธูปชนิดนี้จะมอดหมดภายในสิบสองชั่วยาม เหวินซานจุดมันไว้ข้างเตียง ก่อนนำตำรา สมุนไพร และเสบียงเล็กน้อยกลับเข้าไปในมิติอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาไม่ได้รีบร้อน
เหวินซานหลอมโอสถ ฝึกควบคุมไฟ อ่านบันทึกของหลิวซง และหยุดพักเมื่อรู้สึกอ่อนล้า เขาใช้เวลาอยู่ภายในนั้นยาวนานจนความหิวปรากฎขึ้นถึงสองครั้ง เมื่อประเมินจากเวลาฝึกตนและจำนวนเตาโอสถที่หลอมสำเร็จ อย่างน้อยก็น่าจะผ่านไปหนึ่งวันเต็ม
จากนั้นเขาจึงถอนจิตกลับสู่โลกภายนอก
ทันทีที่ลืมตา สายตาของเหวินซานก็หันไปยังธูปจับเวลาพิเศษดอกนั้น ธูปยาวพิเศษที่ปกติแล้วจะใช้เวลาเผาไหม้จนหมดก้านกินเวลาถึงสิบสองชั่วยามเต็ม บัดนี้กลับไม่ทันได้มอดไหม้
"ไม่ใช่สมุนไพรที่เติบโตเร็ว แต่เป็กาลเวลาภายในมิติที่ผ่านไปเร็วกว่าภายนอก"
หัวใจของเหวินซานเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่
เขาสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความตื่นเต้นในใจ
"มิตินี้... บิดเบือนกาลเวลาได้"
หลายวันถัดมา นอกจากทำหน้าที่ดูแลสวนสมุนไพรตามปกติแล้ว เวลาที่เหลือทั้งหมด เหวินซานแทบจะใช้ไปกับการทดลองภายในมิติิญญา เขาจดบันทึกทุกครั้งที่เข้าและออกจากมิติ เปรียบเทียบกับธูปจับเวลาและการเติบโตของสมุนไพรอย่างละเอียด
ผลการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คำตอบเดียวกัน หนึ่งวันในโลกภายนอก เทียบเท่ากับหนึ่งปีภายในมิติิญญา เมื่อยืนยันผลได้แน่ชัด แม้แต่เหวินซานก็ยังอดสูดลมหายใจลึกไม่ได้
แต่ไม่นานเขาก็ค้นพบข้อจำกัดสำคัญ แม้เวลาภายในมิติจะไหลเร็วกว่าโลกภายนอก แต่ร่างกายของเขากลับดำเนินไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น เขายังคงรู้สึกหิวเมื่อถึงเวลา ยังคงกระหายน้ำ และยังต้องพักผ่อนหลังจากฝึกฝน
เพียงอยู่ภายในมิติไม่กี่วัน เสบียงที่เตรียมไว้ก็ลดลงอย่างรวดเร็ว สุดท้าย เหวินซานจึงทำได้เพียงออกจากมิติเป็ระยะ เพื่อนำอาหาร น้ำ และของใช้จำเป็กลับเข้าไปใหม่ ก่อนเริ่มการฝึกฝนต่อ
ถึงกระนั้น สำหรับเขาแล้ว ข้อจำกัดเพียงเท่านี้ยังนับว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเวลาที่เพิ่มขึ้นมาถึงหนึ่งปีเต็มในทุก ๆ หนึ่งวันของโลกภายนอก
หลายวันต่อมา แม้าแบนร่างของเหวินซานจะหายดีแล้ว แต่เหตุการณ์ในป่าอสูรกลับยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดไม่จางหาย เขารู้ดีว่าครั้งนี้ตนเองรอดมาได้เพราะโชคช่วย
"พลังของข้ายังอ่อนแอเกินไป..."
"ฝึกอยู่แต่ในสำนักไปวันๆ ต่อให้ทุ่มเทแค่ไหนก็ไม่มีทางแข็งแกร่งขึ้นแน่" เหวินซานมองฝ่ามือตนเองพลางกำหมัดแน่น
หลังคิดอยู่ครู่หนึ่งเหวินซานจึงเปลี่ยนทิศทางฝีเท้า มุ่งหน้าไปยังหอภารกิจ
บรรยากาศภายในหอภารกิจเนืองแน่นไปด้วยศิษย์ในสำนักที่เดินขัดกันไปมา เสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล เสียงถกเถียงเื่ผลตอบแทน ตลอดจนเสียงเปิดดูป้ายไม้ภารกิจดังเซ็งแซ่ระงมไปทั่วโถงกว้าง พื้นหินขัดมันสะท้อนแสงจากคบเพลิงที่ติดเรียงรายอยู่ตามเสาต้นใหญ่ ตรงกลางโถงมีกระดานไม้กระดานใหญ่สำหรับติดประกาศภารกิจต่างๆ แยกย่อยตามระดับความยาก
เหวินซานกวาดสายตามองบรรยากาศรอบกายครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินแหวกฝูงชนเข้าไปด้านใน สายตาของเขาก็บังเอิญสะดุดเข้ากับแผ่นประกาศสีแดงแผ่นหนึ่ง ซึ่งถูกติดเด่นเป็สง่าอยู่ตรงกลางกระดาน สีแดงสดตัดกับป้ายไม้ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด แผ่กลิ่นอายกดดันจาง ๆ ออกมาจนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง
เหวินซานเดินเข้าไปอ่านแผ่นป้ายอย่างเงียบ ๆ
"ภารกิจระดับสอง สืบสวนคดีชาวบ้านสูญหายในเมืองชิงเหอ เบาะแสล่าสุด มีชาวบ้านสูญหายต่อเนื่องกว่ายี่สิบคนภายในสามเดือน ผู้รับภารกิจต้องปลอมตัวเป็คนเดินทางหรือชาวบ้าน เพื่อสืบหาสาเหตุโดยไม่เปิดเผยฐานะศิษย์สำนัก"
เหวินซานอ่านซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่คำพูดของเซิ่งหลินผุดขึ้นในความคิด
"...ข้าได้ยินจากศิษย์ที่กลับมาจากเมืองชายแดน ว่า่ปีนี้มีเด็กสาวแถวเมืองหงเยว่ชุนหลายคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย"
เมืองชิงเหออยู่ไม่ไกลจากเมืองหงเยว่ชุน และรูปแบบการหายตัวไปก็คล้ายกับสิ่งที่เซิ่งหลินเคยกล่าวถึงอย่างน่าประหลาด
เด็กหนุ่มกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ภาพของจางลี่ น้องสาวที่จากไปเมื่อหลายเดือนก่อน ปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำ รอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะของนางยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน หากนางยังมีชีวิตอยู่ จะตกเป็หนึ่งในคนที่ถูกจับตัวไปหรือไม่
เขายืนอยู่หน้าแผ่นประกาศนานกว่าปกติ ก่อนดึงมันออกจากกระดาน
เหวินซานเดินตรงไปยังโต๊ะรับภารกิจ ก่อนยื่นแผ่นไม้สีแดงในมือให้ผู้าุโฝ่ายภารกิจ "ศิษย์ขอรับภารกิจนี้ขอรับ"
ชายชรารับป้ายไปตรวจดู ก่อนเงยหน้ามองเหวินซานเล็กน้อย "ภารกิจระดับสองหรือ เ้าเพิ่งเลื่อนเป็ศิษย์สายนอกได้ไม่นานกระมัง"
เหวินซานประสานมือ "ขอรับ"
ผู้าุโถอนหายใจเบา ๆ พลางโยนป้ายกลับคืนให้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ปกติแล้วศิษย์ใหม่ไม่มีทางได้รับอนุญาติให้รับภารกิจระดับสองเด็ดขาด"