ตอนที่ 89 พลังสายเลือดที่น่าตื่นตะลึง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในมหาทวีปมีตำนานเล่าว่าสิ่งมีชีวิตหลากโลกาคือสิ่งมีชีวิตที่บ่มเพาะถึงขีดสุด กลายเป็นสิ่งมีชีวิตขั้นสุดที่ไร้เทียมทาน
ว่ากันว่าชีวิตของพวกเขานั้นไร้ขีดจำกัด มีพลังชีวิตที่ไม่มีที่สิ้นสุด สามารถทะลวงผ่านปราการของโลกนับไม่ถ้วนได้จนได้รับสมญานามว่า “สิ่งมีชีวิตหลากโลกา”
พวกเขาจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือโลกนับไม่ถ้วน
กล่าวกันตามตรงแล้วพวกเขานั้นแทบจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เทียมทาน เพียงแต่ว่าท่ามกลางการมีชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาก็มีการต่อสู้ที่ดุเดือดเช่นกัน
การต่อสู้ของสิ่งมีชีวิตหลากโลกานั้นนำมาซึ่งความตาย
ตำนานนั้นเล่าว่าโลกนับไม่ถ้วนนั้นถือกำเนิดมาจากซากศพของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา
สิ่งมีชีวิตในโลกที่ซึ่งไม่ได้หมายความว่าดาวเคราะห์แต่เป็นสถานที่ ที่มีแม้กระทั่งจักรวาลมากมายตั้งอยู่
โลกแห่งนี้จึงมีสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายสายพันธุ์
แน่นอนว่าโลกที่เฟิร์สเคยอยู่นั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโลกแห่งนี้ รวมไปถึงโลกแห่งเวทมนตร์ที่เขาเคยไปเช่นกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิร์สได้พบว่านอกจากโลกที่เขาอยู่แล้วยังมีโลกอีกนับไม่ถ้วน
แม้ว่านี่จะเป็นตำนานที่เฟิร์สได้อ่านและรับรู้มา แต่มันก็เป็นเรื่องที่เปิดโลกทัศน์ของเขามาก และเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่านี่อาจเป็นเรื่องจริงนั่นเพราะเขาเคยไปเยือนอีกโลกหนึ่งมาแล้ว
ความลึกลับของโลกนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาในตอนนี้จะจินตนาการคิดได้
เมื่อเฟิร์สได้รู้จักตัวตนเช่นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาแล้ว เขาก็พอที่จะเข้าใจในสายเลือดของอีวามากขึ้น
อย่างไรก็ตามสิ่งมีชีวิตรุ่นของอีวานั้นล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตปลายแถวที่สายเลือดของสิ่งมีชีวิตหลากโลกานั้นเจือจางมาก
ดังนั้นประตูสายเลือดที่จะสามารถเปิดได้จึงไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนรุ่นแรกๆ
ก่อนหน้านี้เฟิร์สเคยใช้จิตจมดิ่งเข้าไปสำรวจสายเลือดของร่างนี้มาหลายครั้งแล้ว
เขาจึงรู้ว่าการเปิดประตูสายเลือดนั้นคือการทำลายประตูในร่างกาย ซึ่งสามารถทำลายได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ยิ่งเป็นพลังสายเลือดที่แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ การทำลายประตูยิ่งยากมากเท่านั้น
การทำลายประตูสายเลือดนั้นจำเป็นต้องใช้ความแข็งแกร่งของวิญญาณ
ซึ่ง ณ จุดนี้นับว่าเป็นจุดอ่อนของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้
เนื่องจากมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตหลากโลกานั้นมีพลังวิญญาณที่อ่อนแอมาก พลังสายเลือดส่วนใหญ่จึงเนื้อไปที่ร่างกายมากกว่า
ดังนั้นการจะทำลายประตูสายเลือดที่แข็งแกร่งจึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา
สิ่งมีชีวิตรุ่นหลังๆ จึงทำได้แค่ทำลายประตูสายเลือดที่อ่อนแอเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสิ่งมีชีวิตที่บ่มเพาะได้ส่วนใหญ่จึงมีพลังไม่ต่างไปจากคนธรรมดาในโลกของเฟิร์ส
เมื่อเฟิร์สทำการเพ่งจิตดำดิ่งลึกเข้าไปในร่างกาย
ร่างกายอันพิเศษนี้คือสายเลือดของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา โครงสร้างยีนของมันจึงแตกต่างไปจากร่างกายของมนุษย์ทั่วไป
พลังของจิตนั้นเกินจินตนาการ
ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถทำเช่นนี้ได้ เพียงแต่จิตของเฟิร์สนั้นได้เข้าถึงระดับขอบเขตที่สูงมากแล้ว เขาจึงดำดิ่งเข้าสู่โลกของกายเนื้อสายเลือดสิ่งมีชีวิตหลากโลกาได้อย่างสบาย
เฟิร์สราวกับหลุดเข้าไปในห้วงอวกาศแห่งหนึ่ง
ที่นั่นมืดมิดและไร้เสียง
แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่เรืองแสงออกมา นั่นก็คือวังวนหลากสีที่ปรากฏอยู่นับไม่ถ้วนในโลกแห่งนี้
หากจะมองให้ดี ที่นี่ก็เหมือนดังจักรวาลแห่งหนึ่งก็มิปาน
วังวนแต่ละแห่งคือตัวแทนของประตูที่มีความสามารถของส่ิงมีชีวิตหลากโลกาซ่อนอยู่
หากทำลายมันได้ ร่างนี้ก็จะได้รับพลังของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาทันที
“ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถมากมายอะไรเช่นนี้ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่านี่คือความสามารถทั้งหมดของเขาจริงๆ หรือไม่ หรือว่ามันเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น” เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความสามารถนับไม่ถ้วนของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา
แม้ตัวตนเช่นนี้จะมีความสามารถมากมายก็จริง แต่ใครบ้างเล่าที่จะไม่มีความถนัดเฉพาะด้าน หนึ่งความสามารถที่บ่มเพาะถึงขีดสุด ดังนั้นสิ่งที่เฟิร์สต้องทำในตอนนี้คือหาประตูความสามารถที่ทรงพลังที่สุดแล้วทะลวงผ่านมัน
“ฉันเคยเข้ามาที่นี่สามครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้สำรวจพวกมันได้อย่างทั่วถึง ครั้งนี้คงต้องมุ่งมั่นหน่อยแล้ว”
ตอนนั้นเองจิตของเฟิร์สก็พุ่งตัวออกไปค้นหาประตูความสามารถที่เขาต้องการในทันที
ความเร็วของจิตนั้นเกินที่จะจินตนาการ จิตของเฟิร์สเดินทางได้เร็วมาก
เพียงเวลาไม่นานเขาก็เดินทางผ่านวังวนนับไม่ถ้วน
เขาได้พบกับวังวนขนาดใหญ่มากมายแล้วจดจำตำแหน่งพวกมันเอาไว้ เพื่อที่จะได้เลือกวังวนที่แข็งแกร่งที่สุด
กล่าวกันตามตรงแล้ววังวนเหล่านี้ไม่ได้มีป้ายเขียนติดบอกว่าวังวนแต่ละแห่งจะเป็นประตูความสามารถอะไร
ดังนั้นเฟิร์สจึงตัดสินใจเลือกที่ความแข็งแกร่งของมัน
เฟิร์สใช้เวลาไปนานมากในการสำรวจครั้งนี้
“ฉันพบประตูที่ใหญ่ที่สุดห้าแห่งและมีขนาดใหญ่รองลงมานับไม่ถ้วน น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถใช้เวลาค้นหาได้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเวลากลางวันจะต้องหมดลงแล้วฉันต้องกลับไปร่างเดิม คงได้เวลาทะลวงประตูเหล่านั้นแล้ว”
เฟิร์สตัดสินใจที่จะทะลวงประตูความสามารถแล้ว เขาสามารถเลือกได้เพียงประตูเดียวเท่านั้น
ทว่ายังมีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่มั่นใจ
นั่นก็คือประตูเหล่านั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน ความมั่นใจในการทะลวงให้สำเร็จก่อนหน้านี้ลดลงไปมาก
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากจะลองดู
“ลองทะลวงวังวนแห่งนี้ก่อนก็แล้วกัน” เฟิร์สปรากฏเบื้องหน้าวังวนสีฟ้าที่จรัสแสง ความทรงพลังของมันเหมือนพายุของดวงอาทิตย์ แผ่แรงกดดันอันน่าหวาดหวั่นออกมา
“ไป”
การทะลวงที่ว่านี้คือการใช้จิตพุ่งเข้าไปปะทะโดยตรง
เฟิร์สไม่เชื่อว่าจิตที่แข็งแกร่งขนาดนี้ของเขาจะทะลวงประตูความสามารถเหล่านี้ไม่ได้
ปัง!
ตอนนั้นเองกายเนื้อที่เป็นร่างของอีวาพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงในทันที
ร่างนี้พลันซีดราวกับศพไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เลือดลมจะกลับมาเดินได้อย่างเดิมอีกครั้ง
สภาวะของมันราวกับว่าวิญญาณได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
จิตของเฟิร์สถูกพลักออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น แววตาของเขาแสดงความหวาดกลัวออกมาในทันที
“ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินตัวเองสูงเกินไปซะแล้ว สายเลือดของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาช่างน่าหวาดหวั่นเกินไปแล้ว” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างหน้าซีด ความกลัวยังคงวูบไหวอยู่ในดวงตา
เฟิร์สทำการปรับอารมณ์ของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นานสายตาของเขาก็กลับมาเป็นมุ่งมั่นอีกครั้ง
“ประตูสายเลือดของร่างนี้ยังไม่เปิดออก ดูเหมือนว่าฉันต้องเล็งหาประตูที่มีพลังอ่อนแอมากกว่านี้”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเริ่มที่จะเปิดประตูสายเลือดใหม่อีกครั้ง
ปัง!
แม้จะเลือกวังวนที่พลังขนาดเล็กลงมา แต่เฟิร์สก็ยังไม่สามารถเปิดประตูบานนั้นได้
โชคดีที่ผลของการปะทะนั้นไม่ทำให้วิญญาณของเขาเสียหาย แต่มันแค่ถูกทำให้กระทบกระเทือนสะท้านไปทั้งดวงจิตเท่านั้น
เฟิร์สยังไม่ละความพยายาม เขาค่อยๆ เลือกวังวนที่มีพลังลดหลั่นลงมา
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ทว่าการจะเปิดประตูสายเลือดเหล่านั้นให้สำเร็จนั้นไม่ง่ายเลย
เฟิร์สเต็มไปด้วยความอดสู เขาไม่คิดว่าสิ่งมีชีวิตหลากโลกาจะมีความสามารถที่แข็งแกร่งขนาดนี้
ปัง!
ปัง!
ปัง!
เด็กหนุ่มทดลองเปิดประตูความสามารถที่มีพลังลดหลั่นลงมามากกว่าประตูบานแรกถึงสิบเท่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถเปิดประตูเหล่านั้นได้อยู่ดี
เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกระทั่ง ...
โครม!
ประตูสายเลือดบานหนึ่งได้เปิดออก
มันเป็นวังวนสีเทาที่เฟิร์สเลือกสุ่มเข้าไป แม้มันจะมีขนาดเล็กมากกว่าประตูบานแรกนับร้อยเท่า แต่มันก็ยังถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าประตูหลายๆ บานที่อยู่ที่นี่อยู่ดี
ตอนนั้นเองทันทีที่ประตูบานนั้นถูกเปิดออก แสงสีเทาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของวังวนก็ไหลทะลักออกมา ทำให้โลกทั้งโลกพลันกลายเป็นสีเทาด้วยแสงนี้
ขณะเดียวกันนั้นเองร่างของหญิงสาวก็พลันมีพลังสายเลือดที่ไร้รูปร่างปะทุออกมา มันแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง และแพร่กระจายออกไปเรื่อยๆ
พลังสายเลือดนี้ทำให้เหล่าต้นไม้ที่มีจิตวิญญาณสั่นไหว
ทว่าคนทั่วไปหรือผู้มีฝีมือไม่ถึงขั้นจะไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของคลื่นพลังสายเลือดนี้
คลื่นพลังสายเลือดนี้แผ่กระจายออกไปไกลมาก
มันกระจายข้ามผ่านหมู่บ้าน แผ่ออกไปเข้าสู่เมือง ไม่นานก็แผ่กระจายไปทั้งอาณาจักร และไม่หยุดยั้งเพียงเท่านั้น มันยังแผ่ออกไปทั่วทั้งมหาทวีป กระจายข้ามผ่านทะเลเข้าสู่ดินแดนอันไกลโพ้น ไม่นานก็ครอบคลุมไปทั้งดวงดาว
มีตัวตนน้อยมากที่รับรู้ถึงคลื่นพลังสายเลือดนี้
แม้แต่ผู้ที่นิทราหลับใหลอยู่ใต้ดินก็ยังต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมามองและเอ่ยพึมพำ
“พลังสายเลือดชนิดใดกันถึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้”
ตัวตนระดับสูงของมหาทวีปต้องการที่จะหาต้นตอของพลังนี้ แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะมันเกิดขึ้นแค่แว๊บเดียวเท่านั้นแล้วก็หายไป อีกทั้งมันยังไม่สามารถระบุทิศทางได้อีกด้วย
สิ่งที่พวกเขาทำได้จึงมีแค่การตื่นตัว หากพวกเขาสามารถดึงผู้มีพลังสายเลือดเช่นนี้มาเข้าร่วมกลุ่มได้ นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารุ่งโรจน์
มหาทวีปแห่งนี้เต็มไปด้วยสงคราม และในประวัติศาสตร์นับล้านปีก็เคยเกิดมหาสงครามขึ้นถึงสามครั้งแล้ว
หากผู้ที่มีพลังสายเลือดเช่นนี้ไม่ได้อยู่ฝ่ายของตัวตนผู้นั้นก็คงดี
ไม่เช่นนั้นหากมหาสงครามครั้งที่สี่ปะทุขึ้น โลกนี้คงถึงกาลอวสาน