ทั้งสี่เป็นผู้นำกลุ่มโจรของอาณาจักรอูต๋าพวกเขาเรียกตัวเองว่าสี่ผู้กล้าวายุ ส่วนบุคคลภายนอกจะเรียกพวกเขาว่าสี่จอมโจรวายุ
อาผู่วั่งชายที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่เหลือบมองชายผิวดำร่างผ่ายผอมพลางเล่าว่า "นี่คือสินสงครามที่ได้มาจากการปล้นชิงคาราวานพ่อค้าเมื่อครั้งที่แล้วไอ้แก่ที่เป็นหัวหน้านำสมบัติชิ้นนี้มาแลกเปลี่ยนกับชีวิตคนในครอบครัว หึๆ”เมื่อกล่าวถึงท่อนนี้ร่องรอยของความชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันน่ากลัวของเขา
“ท่านกำลังกล่าวถึงคาราวานพ่อค้าที่มีสาวงามหลายสิบคนรึฮ่าๆ พวกเราฆ่าและเล่นสนุกกับพวกนางไปมาก แต่สตรีเหล่านั้นถือเป็นของดีจนน่าเสียดาย”ชายหน้าดำอดเสียดายไม่ได้
คำกล่าวของเขาปลุกเร้าชายหน้าแผลเป็นที่อยู่ข้างๆ "มองดวงตาสิ้นหวังก่อนตายของพวกมันทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้นจริงๆ"
อาผู่วั่งกลอกตามองทั้งสองแล้วกล่าว "ฝีมือของเจ้าก็แค่หางอึ่งเมื่อไหร่พวกเจ้าจะก้าวหน้ากันเสียที สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือแผนที่ข้าต้องใช้กลอุบายมากมายเพื่อแงะปากให้มันพูดจนรู้ข่าว"
“ในป่าแห่งนี้มีต้นชิงหลิง ทุกร้อยปีผลของมันจะสุกงอม”
“บรรพบุรุษของไอ้แก่นั่นบังเอิญพบเข้า เลยวาดแผนที่ไว้มันมอบสมบัตินี้ให้ข้าเพราะคิดว่าข้าจะไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่มันคิดผิดพอคำนวณดูแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ผลชิงหลิงสุกงอมพอดี” อาผู่วั่งยิ้มแต่รอยยิ้มของเขาทำให้ดูน่ากลัวมากขึ้น
“ผลไม้นี้มีประโยชน์อย่างไรหรือ” สาวงามที่นิ่งเงียบมาตลอดถามขึ้น
“ว่ากันว่าผลชิงหลิงคือวัตถุวิญญาณแห่งสวรรค์ปฐพีอัดแน่นไปด้วยปราณวิญญาณ สามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมยุทธ์เลื่อนระดับได้ถึงสามขั้นติดต่อกันโดยไม่มีปัญหาตามมาในอนาคตยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นจอมยุทธ์ขั้นเก้านภาก็มีโอกาสถึงเก้าสิบส่วนที่จะบรรลุกลายเป็นปรมาจารย์ยุทธ์”อาผู่วั่งเล่าด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่อาจควบคุม
ถึงกระนั้นก็สามารถสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็วไม่สนใจพรรคพวกว่ากำลังตื่นเต้น เอ่ยต่อว่า "หยุดพูดเรื่องเหลวไหลกันได้แล้วจนกว่าเราจะได้พบมันทุกอย่างยังถือว่าว่างเปล่า เดินหน้ากันต่อเถอะ"
ขณะที่กลุ่มของพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังจุดมุ่งหมายเย่หยางก็แอบฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างเงียบๆบนต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ห่างไปกว่าเจ็ดร้อยจ้าง
‘ไม่คิดว่าจะมีของดีขนาดนี้ ถ้าเจอจริงๆระดับพลังคงก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย แต่ดูเหมือนสี่คนจะแบ่งกันเยอะเกินไปไม่รู้ว่าจะได้ทันลงมือหรือไม่โดยเฉพาะชายร่างสูงใหญ่ขนาดภูตผีเห็นยังหนีกระเจิงด้วยความตระหนกมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าแข็งแกร่ง’ เย่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกัดฟันตัดสินใจว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง ถ้าเอาชนะไม่ได้ก็แค่วิ่งหนี
เมื่อเห็นว่าทั้งสี่คนไม่ใช่คนดีเขาเลยตัดสินดูว่ามีโอกาสที่พวกเขาจะตกตายเพราะความชั่วของตนเองหรือไม่จะได้ไม่เปลืองแรง จึงใช้จิตหยั่งรู้ติดตามไปอย่างระมัดระวัง
พวกเขาทั้งสี่ค้นหากันให้วุ่นเกือบหนึ่งชั่วยามในที่สุดก็มาถึงขอบแอ่งน้ำลึก
“นี่มัน…กลิ่นหอมอันใด”
“อา! ดูสิพี่ใหญ่” ชายมีรอยแผลเป็นชี้ไปยังต้นไม้เล็กๆสูงประมาณสิบจ้างที่อยู่ริมแอ่งน้ำลึกอย่างตื่นเต้น
มีผลไม้สีขาวโปร่งแสงขนาดเท่ากำปั้นหลายสิบผลบนต้นไม้ดูเหมือนผลของมันจะมีลมปราณไหลเวียนอยู่ภายใน ทั้งยังปล่อยกลิ่นหอมหวนออกมา
“เยี่ยมมาก! น่าจะเป็นชิงหลิง เจ้าสอง เจ้าสามพวกเจ้าค่อยๆ ไปเก็บผลไม้มา” อาผู่วั่งกล่าวกับชายที่มีรอยแผลและชายร่างผอมผิวดำ
เมื่อได้ยินคำสั่งทั้งสองก็ไม่ตอบสิ่งใดวางอาวุธแล้วรีบเดินไปเก็บผลชิงหลิง
"อ๊าก!!!"
"อ๊าก!!!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นสองครั้งทำให้เย่หยางตื่นตระหนกแม้จะซ่อนตัวอยู่ห่างไกลออกไป
เขาเห็นอาผู่วั่งใช้ดาบฟันชายที่มีรอยแผลเป็นออกเป็นสองส่วนลำไส้กระจุยกระจายตามพื้น มองอาผู่วั่งด้วยความหวาดกลัว
ส่วนชายผิวดำผอมเพรียวถูกแส้ของหญิงสาวพันรอบคอเมื่อหญิงสาวออกแรงศีรษะของเขาก็ขาดกระเด็นออกมาจากลำคอ โลหิตพุ่งกระฉูดสูงหลายจ้างบางส่วนก็กระเด็นติดตามแขนตามเสื้อผ้าของนาง
แต่นางกลับเฉยชานักสายตานางเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
ชายที่มีแผลเป็นซึ่งถูกตัดร่างออกเป็นสองส่วนถามด้วยสีหน้าตกตะลึงว่า "พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงทำเช่นนี้"
“ทำไมน่ะหรือ เจ้านี่มันช่างโง่เขลาอยู่กับข้ามาตั้งหลายปีแต่ไม่ฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย เจ้ามันโง่เขลาไม่ต่างจากสุกร” อาผู่วั่งกล่าวดูถูกขณะที่เก็บดาบเข้าฝัก
เขายื่นมือออกเพื่อดึงสาวสวยเข้ามาไว้ในอ้อมแขนฝ่ามือของเขาบีบหน้าอวบอั๋นของนางพร้อมยิ้มพูดว่า "หากไม่มีเจ้าสุกรโง่สองตัวหลังข้ากับน้องสี่เลื่อนระดับเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ก็น่าจะมีผลไม้เหลืออยู่บ้างไม่ว่าจะขายให้ผู้ใดก็นับเป็นโชคลาภมหาศาล ขออภัยนะน้องชายการแบ่งให้พวกเจ้าถือเป็นความสิ้นเปลือง”
หลังจากชายรอยแผลเป็นได้ยินคำกล่าวของอาผู่วั่งเขาก็แช่งด้วยท่าทางเกลียดชัง "ข้าขอสาปแช่งเจ้าให้ถูกสัตว์อสูรกัดตายไม่มีวันได้ออกไปจากเทือกเขา...ไร้พรมแดน" หลังเอ่ยจบลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ดับไป
เมื่อเห็นว่าทั้งสองตายสนิท หญิงสาวก็หอมแก้มอาผู่วั่งโดยไม่สนใจการกระทำอันเลวทรามของเขาใช้มือลูบไล้หน้าอกของอาผู่วั่ง พร้อมกระซิบแผ่วเบาว่า “พี่ใหญ่ช่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนักข้าจะขอติดตามท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่ โปรดอย่าทอดทิ้งข้า”
“ไม่ต้องห่วงการติดตามข้ามีแต่จะทำให้เจ้ามีความสุขเพลิดเพลินไปกับการดื่มกินอาหารรสเผ็ดร้อนทำให้เจ้ามีความสุขจนโงหัวไม่ขึ้น” เขาพูดพลางตบก้นของหญิงสาวอย่างแรง
สิ่งนี้ทำให้หญิงสาวร้องเสียงกระเส่า พลางมองอาผู่วั่งอย่างเร่าร้อน
เย่หยางที่อยู่ห่างไกลออกไปแอบสาปแช่งในใจ ‘มารดาเจ้าเถอะข้ามาที่นี่ไม่ได้อยากจะดูหนังสด รีบๆ ไปเก็บผลชิงหลิงเสียที’
โชคดีที่อาผู่วั่งไม่ปล่อยให้เย่หยางรอนานเกินไปเขายื่นมือผลักร่างหญิงสาวพลางกล่าวว่า “เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะไปเก็บผลชิงหลิงแล้วพวกเราจะรีบจากไปโดยเร็วที่สุด เพราะที่นี่เป็นอาณาเขตของอาณาจักรเทียนอู่”
ขณะเขากล่าวก็ค่อยๆ ก้าวย่างไปยังต้นชิงหลิงมือขวาจับด้ามมีดไว้แน่น
สีหน้าของหญิงสาวยังคงไม่เปลี่ยนนางจ้องอาผู่วั่งเขม็งในใจแอบก่นด่า ‘ไอ้สารเลวระวังตัวเสียจริงนะ’
หญิงสาวยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับอาผู่วั่งที่กำลังเดินไปยังต้นไม้ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังไม่เคลื่อนไหวใดๆเขาก็อดรู้สึกโล่งใจไม่ได้ แล้วยื่นมือออกไปหยิบผลชิงหลิง
‘ตูม!!!’
ทันใดนั้นแอ่งน้ำก็ระเบิดจนน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว
สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากน้ำอ้าปากที่เต็มไปด้วยโลหิตงับไปบนร่างของอาผู่วั่ง
อาผู่วั่งตกตะลึงหลายปีแห่งการต่อสู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดทำให้เขากลิ้งตัวหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ หลบหลีกจากปากใหญ่ยักษ์ไปชั่วเส้นผม
เมื่อมองดูมันใกล้ๆก็ทำให้รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
สิ่งที่ปรากฏคือพญาอสรพิษยักษ์ที่มีขนาดใหญ่กว่าโอ่งเก็บน้ำถึงสองเท่ามันใช้ดวงตาใหญ่โตเท่ากับอ่างล้างหน้าจ้องมองเขาอย่างเย็นชา
สิ่งที่แย่ที่สุดคืออายปราณที่ปล่อยออกมาบ่งบอกว่ามันเป็นสัตว์อสูรระดับสาม
แม้พญาอสรพิษยักษ์จะโจมตีพลาดในครั้งแรกแต่มันก็ยังคงจู่โจมต่อไปแบบไม่หยุด ฟาดหางต่างแส้เข้าใส่อาผู่วั่งลำตัวใหญ่โตของมันไม่ส่งผลต่อความเร็วแม้แต่น้อย
อาผู่วั่งตอบสนองไปตามสัญชาตญาณเมื่อการโจมตีอยู่ตรงหน้า แรงกดดันที่มาจากหางแส้ของอสรพิษยักษ์ทำให้เขาหายใจไม่ออก
"สะบั้นกางเขน!!!"
อาผู่วั่งตะโกนเสียงดังเตรียมพร้อมรับการโจมตี
‘ตึง!’
เหมือนแมลงวันถูกตบอาผู่วั่งถูกกระแทกกลิ้งกระเด็นไปไกลกว่าสิบจ้าง โลหิตสีแดงสดไหลออกมาจากปากสีหน้าซีดเชียวราวกับกระดาษ
ทว่าก่อนจะทันได้หายใจพญาอสรพิษยักษ์ก็อ้าปากกว้างพ่นของเหลวกลิ่นคาวคลุ้งออกมา
อาผู่วั่งรีบคว้าตัวหญิงสาวมาบังด้านหน้าตนเองอย่างไม่ลังเล
“กรี๊ด!!!” เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วหุบเขา
สาวงามก่อนหน้านี้ไม่สามารถเรียกนางว่าสาวงามอีกต่อไปรูปโฉมปัจจุบันของนางน่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่สุด
ของเหลวที่พญาอสรพิษพ่นออกมาทำให้ร่างกายของนางกลายเป็นควันสีเขียวกลิ่นเปรี้ยวตลบอบอวลในอากาศ
เพียงลมหายใจเดียวหญิงสาวที่เคยงดงามก็กลายเป็นกระดูกแห้งเหี่ยว จากนั้นไม่นานแม้แต่กระดูกก็ยังถูกย่อยสลายกลายเป็นแอ่งน้ำสีเหลือง
ทันทีที่อาผู่วั่งเอาหญิงสาวมาบังหน้ารับการโจมตีตนเองก็วิ่งหนีไปแบบไม่คิดชีวิต
เมื่อเห็นอาผู่วั่งหนีไป พญาอสรพิษยักษ์คำรามเสียงต่ำราวกับวัวร้องพุ่งตัวไปตามทิศทางอาผู่วั่งที่กำลังหลบหนีซึ่งระดับความเร็วไม่ได้ช้าไปกว่าอาผู่วั่งเลย
เมื่อเห็นว่าอสรพิษยักษ์กับอาผู่วั่งหายตัวไปเย่หยางก็ปรากฏตัวขึ้นทันที เขามองดูภาพฉากอันยุ่งเหยิงแอบส่ายศีรษะอย่างเบื่อหน่าย แม้ว่าพญาอสรพิษยักษ์จะน่าสะพรึงกลัวแต่ก็ไม่เท่ากับหัวใจมนุษย์
ความจริงแล้วจิตหยั่งรู้ของเย่หยางค้นพบพญาอสรพิษยักษ์อยู่ในแอ่งน้ำลึกนานแล้วตอนแรกเขาก็แอบกังวลว่ามันจะคอยปกป้องผลชิงหลิงจนทำให้ตัวเขาเองไม่ปลอดภัย
แต่ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์จะพลิกผันอาผู่วั่งยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อดึงดูดสัตว์อสูรทำให้มือที่สามอย่างเขาได้ครอบครองผลชิงหลิงไป
เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าพญาอสรพิษยักษ์จะกลับมาเมื่อใดเย่หยางจึงรีบเก็บผลชิงหลิงจนหมดต้นรวมทั้งหมดได้สิบเจ็ดผลกลิ่นหอมเย้ายวนจนแทบอยากกัดสักคำ
หลังจากยืนยันว่าไม่มีผลตกหล่นเขาก็เฝ้ามองต้นชิงหลิงใกล้ๆ ในใจก็อยากจะเอาไปด้วยแต่ต้นไม้เติบโตเพียงที่นี่เท่านั้นแสดงว่าต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมพิเศษมันถึงจะปลูกขึ้น
ถ้ายกเอาไปปลูกมันอาจจะตายแล้วสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปยามนี้เขาได้ผลชิงหลิงมามากมายนับว่าโชคดีแล้วหากขุดไปทั้งต้นก็คงจะดูมากเกินไปหน่อย
เย่หยางส่ายศีรษะก่อนพยักหน้าแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้งไปยังทิศทางที่อาผู่วั่งกำลังหลบหนี
เขารู้ว่าจอมโจรผู้นั้นจะต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอนพญาอสรพิษยักษ์เป็นสัตว์อสูรระดับสาม ถือเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงแถมจอมโจรผู้นั้นยังได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อน โอกาสรอดชีวิตจึงเป็นศูนย์
เย่หยางแตะแหวนมิติเบาๆมองดูผลชิงหลิงที่กองอยู่ในพื้นที่แหวนมิติอย่างเงียบเชียบ เขากลืนน้ำลายหลายครั้งก่อนใช้วิชาตัวเบาหายไปยังปลายหุบเขา