เทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน]

    ตอนที่ 32 ก่อนพายุโหม

            ลมยามเช้าพัดผ่านกำแพงเมืองหินเทาอย่างแผ่วเบา ทว่าบรรยากาศภายในเมืองกลับตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุด หลังจากเหตุการณ์บุกรุกคฤหาสน์ของเจ้าเมืองในคืนก่อนหน้า เมืองทั้งเมืองก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด 



            เสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ประตูเมืองทุกด้านถูกปิดตาย ทหารและนักล่าของหอเนตรโลหิตกระจายกำลังลาดตระเวนไปทั่วทุกตรอกซอกซอย


            ประกาศตั้งค่าหัวชายลึกลับผู้ใช้ค้อนเป็นอาวุธถูกติดไว้ทั่วเมือง จำนวนเงินรางวัลที่สูงลิ่วทำให้ผู้คนบางส่วนเริ่มหวั่นไหว แม้หลายคนจะรู้สึกไม่พอใจกับการปกครองของเจ้าเมือง แต่ความหวาดกลัวต่ออำนาจของหอเนตรโลหิตก็ทำให้ไม่มีใครกล้าแสดงออกอย่างเปิดเผย บรรยากาศของความระแวงแผ่กระจายไปทั่ว ผู้คนหลีกเลี่ยงการสนทนาและรีบกลับเข้าบ้านตั้งแต่ยามสาย


            บนหลังคาอาคารเก่าแห่งหนึ่ง หลัวอวิ๋นยืนมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีหม่นปลิวไหวตามแรงลม แหวนมิติสีดำด้านบนมือขวาสะท้อนแสงแดดจางๆ ลมปราณภายในของเขาถูกเก็บงำอย่างแนบเนียน จนแม้แต่จอมยุทธ์ทั่วไปก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ


            เขาตระหนักดีว่าการกระทำของตน ได้เขย่าอำนาจของเจ้าเมืองและหอเนตรโลหิตอย่างรุนแรง การประกาศกฎอัยการศึกและการตั้งค่าหัวเป็นเครื่องยืนยันว่าศัตรูกำลังหวาดกลัว และความหวาดกลัวนั้นย่อมหมายถึงการตัดสินใจที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยช่องโหว่


            “เมื่อศัตรูเริ่มหวาดกลัว นั่นคือจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้” หลัวอวิ๋นพึมพำเบาๆ


            เขากระโดดลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบ และมุ่งหน้าไปยังย่านชุมชนด้านตะวันออกของเมือง พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่าๆ และตรอกแคบๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการหลบซ่อนจากสายตาของทหาร ระหว่างที่เขาเดินผ่านตรอกหนึ่ง เสียงเอะอะก็ดังขึ้นจากบ้านหลังเล็กใกล้เคียง


            ทหารสามคนกำลังลากชายชราออกมาจากบ้าน ขณะที่หญิงสาวผู้เป็นบุตรพยายามขัดขืนด้วยความสิ้นหวัง


            “ได้โปรดเถิด ท่านพ่อของข้ามิได้ทำสิ่งใดผิด!” 


            “มีผู้พบเห็นชายแปลกหน้าในบริเวณนี้” ทหารตอบอย่างเย็นชา 


            “เจ้าเมืองมีคำสั่งให้จับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด”


            หลัวอวิ๋นหยุดมองเหตุการณ์ตรงหน้า แม้เขาจะไม่ต้องการเปิดเผยตัว แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์แทน เขาก้าวออกจากเงามืดอย่างสงบ


            “ปล่อยพวกเขาไป”


            เสียงเรียบง่ายของเขาทำให้ทหารทั้งสามหันมามองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มในเสื้อคลุมสีหม่นยืนอยู่เบื้องหน้า หนึ่งในทหารชักดาบออกจากฝักทันที


            “เจ้าเป็นใคร!”


            หลัวอวิ๋นไม่ตอบคำถาม เขาเพียงยกมือแตะแหวนมิติ ค้อนโลหะขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในมืออย่างฉับพลัน ดวงตาของทหารทั้งสามเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก


            “มันคือคนที่เจ้าเมืองตามหา! จับตัวมัน!”


            การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว หลัวอวิ๋นเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ เขาหมุนตัวหลบการโจมตีและใช้ด้ามค้อนกระแทกเข้าที่จุดสำคัญของร่างกายทหารแต่ละคน ทำให้พวกมันหมดสติลงกับพื้นโดยไม่ถึงแก่ชีวิต เขาเลือกที่จะไม่สังหาร เนื่องจากพวกเขาเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง


            หญิงสาวรีบเข้าไปประคองบิดาของตน ก่อนจะหันมามองหลัวอวิ๋นด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง


            “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณ”


            หลัวอวิ๋นเพียงพยักหน้าเล็กน้อย “รีบพาเขาไปซ่อนตัวเสีย เมืองนี้จะไม่สงบอีกต่อไป”


            สิ้นคำ เขาเก็บค้อนกลับเข้าแหวนมิติและหายตัวไปจากตรอกอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เบื้องหลัง


            ในเวลาเดียวกัน ภายในคฤหาสน์ของเจ้าเมือง เฉินกว่างเหยานั่งอยู่เบื้องหน้าหยางจื้อเฟิง สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด รายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหลัวอวิ๋นถูกวางอยู่บนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างประณีต


            “ชายผู้นี้สร้างความเสียหายให้กับเรามากเกินไป” 


            เฉินกว่างเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “หากปล่อยไว้ ชื่อเสียงของเราจะถูกบั่นทอน และแผนการทั้งหมดอาจพังทลาย”


            หยางจื้อเฟิงยืนอย่างสงบนิ่ง ดวงตาของเขาเย็นเฉียบ “เขาไม่ใช่เพียงจอมยุทธ์ธรรมดา พลังของเขาเหนือกว่าระดับรวมปราณขั้นต้นอย่างชัดเจน”


            เฉินกว่างเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย “เส้นแร่ปราณ”


            คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบงันทันที แหล่งพลังมหาศาลใต้เมืองหินเทาคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เจ้าเมืองร่วมมือกับหอเนตรโลหิต หากสามารถควบคุมทรัพยากรนี้ได้ พวกเขาจะมีอำนาจเพียงพอที่จะขยายอิทธิพลไปยังเมืองอื่นๆ และเปลี่ยนสมดุลของอำนาจในภูมิภาคทั้งหมด


            “เราลงทุนกับแผนนี้มาหลายปี” เฉินกว่างเหยากล่าว “ไม่ว่าอย่างไร ความลับนี้ต้องไม่ถูกเปิดเผย”


            หยางจื้อเฟิงพยักหน้า “ข้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง”


            เมื่อยามค่ำคืนมาเยือน หลัวอวิ๋นมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าร้างทางตอนเหนือของเมือง สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเงียบสงบ รายล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ แม้ภายนอกจะดูรกร้าง แต่เขาสามารถรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของนักล่าที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบ ขณะที่เขากำลังสำรวจพื้นที่ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากความมืด


            “ในที่สุดเจ้าก็มา”


            หลัวอวิ๋นหันกลับไปทันที และพบกับหยางจื้อเฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล แสงจันทร์ส่องกระทบคมกระบี่ในมือของอีกฝ่ายเป็นประกายเย็นเยียบ โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวคำใด ทั้งสองต่างตระหนักดีว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


            หลัวอวิ๋นยกมือแตะแหวนมิติ ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมือ ขณะที่หยางจื้อเฟิงชักกระบี่ออกจากฝักอย่างช้าๆ แรงกดดันจากลมปราณของทั้งสองแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ในเสี้ยววินาทีต่อมา การต่อสู้ก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง


            ทันทีที่ค้อนโลหะปรากฏขึ้นในมือของหลัวอวิ๋น บรรยากาศรอบศาลเจ้าร้างก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน แรงกดดันจากลมปราณของทั้งสองฝ่ายปะทะกันกลางอากาศราวกับพายุที่กำลังก่อตัว เศษใบไม้ปลิวว่อนตามแรงลมที่เกิดจากพลังของจอมยุทธ์ทั้งสอง


            หยางจื้อเฟิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน ร่างของเขาพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า คมกระบี่ในมือสะท้อนแสงจันทร์เป็นเส้นแสงเย็นเยียบ ก่อนจะฟาดฟันเข้าหาหลัวอวิ๋นอย่างแม่นยำ หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นรับทันที


            “เคร้ง!”


            เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นไปทั่วบริเวณ แรงกระแทกทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็นทางยาว หลัวอวิ๋นถอยหลังไปครึ่งก้าว ขณะที่หยางจื้อเฟิงพลิกตัวถอยกลับอย่างสง่างาม ดวงตาของทั้งสองจ้องมองกันอย่างไม่ลดละ


            โดยไม่ต้องกล่าวคำใด ทั้งสองต่างตระหนักดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทดสอบฝีมือ แต่เป็นการตัดสินชะตากรรมของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน


            หยางจื้อเฟิงขยับอีกครั้ง กระบวนท่ากระบี่ของเขาเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน คมกระบี่แหวกอากาศเป็นสายลมคมกริบราวกับจะฉีกทุกสิ่งที่ขวางหน้า หลัวอวิ๋นใช้ด้ามค้อนปัดป้องการโจมตีอย่างต่อเนื่อง แม้จะสามารถรับมือได้ แต่แรงกดดันจากอีกฝ่ายก็ทำให้เขาตระหนักถึงความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าของศัตรู


            “อาคมเสริมกาย โลหิตค้ำร่าง”


            เสียงท่องคาถาดังขึ้นอย่างหนักแน่น ลมปราณภายในของหลัวอวิ๋นพลุ่งพล่าน ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นในพริบตา เขาเหวี่ยงค้อนสวนกลับอย่างรุนแรง ส่งผลให้หยางจื้อเฟิงต้องยกกระบี่ขึ้นรับ แรงปะทะทำให้ทั้งสองฝ่ายถอยห่างออกจากกัน


            “พลังเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จอมยุทธ์ระดับรวมปราณทั่วไปจะมีได้” หยางจื้อเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ แม้จะดูสงบนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง


            หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขาพุ่งเข้าประชิดตัวทันที ค้อนในมือถูกเหวี่ยงลงอย่างต่อเนื่อง ทุกการโจมตีหนักหน่วงและแม่นยำ บังคับให้หยางจื้อเฟิงต้องตั้งรับอย่างเต็มที่


            การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วบริเวณศาลเจ้า เศษหินและฝุ่นดินปลิวกระจายจากแรงกระแทก นักล่าของหอเนตรโลหิตที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบต่างถอยห่างออกไปด้วยความหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าแทรกแซงการต่อสู้ของทั้งสอง


            เมื่อเห็นว่าการโจมตีระยะประชิดไม่อาจสร้างความได้เปรียบอย่างชัดเจน หลัวอวิ๋นจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ เขากวาดเท้าเตะเศษใบไม้ขึ้นจากพื้น ก่อนจะท่องคาถาอีกครั้ง


            “อาคมแมลง จงกลายเป็นต่อแตน”


            เศษใบไม้สั่นไหวก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นฝูงต่อแตนจำนวนมาก พุ่งเข้าโจมตีหยางจื้อเฟิงจากทุกทิศทาง แม้จะประหลาดใจกับวิชาลึกลับนี้ แต่หยางจื้อเฟิงก็ยังคงตั้งสติได้ เขาหมุนกระบี่สร้างม่านพลังลมปราณป้องกันตนเอง เสียงปะทะของต่อแตนกับกระบี่ดังต่อเนื่อง


            ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังตั้งรับ หลัวอวิ๋นพุ่งเข้าประชิดและเหวี่ยงค้อนลงอย่างเต็มแรง


            “ปัง!”


            หยางจื้อเฟิงถูกแรงกระแทกจนถอยหลังไปหลายก้าว เลือดไหลซึมออกจากมุมปากเป็นครั้งแรก ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากความสงบนิ่งเป็นความจริงจัง


            “ดูเหมือนว่าข้าจะประเมินเจ้าต่ำเกินไป” เขากล่าวพลางเช็ดคราบเลือดออกจากริมฝีปาก


            หยางจื้อเฟิงรวบรวมลมปราณอีกครั้ง ก่อนจะปลดปล่อยกระบวนท่ากระบี่อันทรงพลัง พลังลมปราณที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศโดยรอบสั่นสะเทือน คมกระบี่นับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาหลัวอวิ๋นอย่างต่อเนื่อง


            หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นป้องกัน เสียงโลหะกระทบกันดังไม่ขาดสาย แม้จะสามารถต้านทานได้ แต่แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทำให้เขาตระหนักว่าการต่อสู้ยืดเยื้อจะไม่เป็นผลดี เขาตัดสินใจใช้ไพ่ตายที่เพิ่งเริ่มควบคุมได้


            “อาคมควายธนู!”


            ลมปราณรวมตัวกันเบื้องหน้า กลายเป็นรูปร่างของควายอสูรขนาดใหญ่ แม้จะยังไม่ชัดเจนสมบูรณ์ แต่พลังที่แผ่ออกมากลับน่าหวาดหวั่นยิ่ง ควายธนูพุ่งเข้าชนหยางจื้อเฟิงอย่างรุนแรง


            “อั๊ก!”


            หยางจื้อเฟิงถูกแรงกระแทกจนลอยกระเด็นไปกระแทกกับเสาหินของศาลเจ้า เสาหินแตกร้าวและพังทลายลงบางส่วน ฝุ่นควันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ


            อย่างไรก็ตาม เมื่อฝุ่นควันจางหาย หยางจื้อเฟิงยังคงยืนอยู่ แม้เสื้อผ้าจะฉีกขาดและมีบาดแผลปรากฏบนร่างกาย แต่แววตาของเขากลับยิ่งทวีความเย็นเยียบ


            “น่าสนใจยิ่งนัก วิชาของเจ้าไม่ควรปรากฏในยุทธภพนี้” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำ “ยิ่งเป็นเช่นนี้ ข้ายิ่งไม่อาจปล่อยเจ้าไปได้”


            ในขณะเดียวกัน นักล่าจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาล้อมพื้นที่โดยรอบ หลัวอวิ๋นรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ หากยังคงต่อสู้ต่อไป เขาอาจตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูจำนวนมาก


            แม้จะมีโอกาสสร้างความเสียหายให้หยางจื้อเฟิงได้มากกว่านี้ แต่เขาก็ตระหนักดีว่าเป้าหมายของตนไม่ใช่การเอาชนะในคืนนี้ หากแต่เป็นการทำลายแผนการของหอเนตรโลหิตในระยะยาว หลัวอวิ๋นจึงตัดสินใจถอนตัว


            “โอมจังงัง กำบังกาย”


            ร่างของเขาพร่าเลือนและค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืด ท่ามกลางความตกตะลึงของนักล่าที่เพิ่งมาถึง หยางจื้อเฟิงพยายามกวาดสายตามองหา แต่ก็ไม่สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของเขาได้อีก


            ความเงียบปกคลุมบริเวณศาลเจ้าร้างอีกครั้ง เหลือเพียงเศษซากความเสียหายจากการต่อสู้ หยางจื้อเฟิงยืนมองพื้นที่ว่างเปล่า ดวงตาเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


            “ประกาศคำสั่ง” เขากล่าวกับนักล่าที่อยู่รอบตัว “ระดมกำลังทั้งหมดของหอเนตรโลหิต ปิดล้อมเมืองหินเทาอย่างสมบูรณ์ ผู้ใดพบตัวมัน ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ต้องนำร่างกลับมาให้ข้า” นักล่าทุกคนคุกเข่ารับคำสั่งทันที


            ในขณะเดียวกัน หลัวอวิ๋นปรากฏตัวอีกครั้งบนหน้าผาที่อยู่ห่างออกไปจากเมืองหินเทา เขาหอบหายใจเล็กน้อยจากการใช้พลังอย่างต่อเนื่อง บาดแผลตามร่างกายเริ่มปรากฏ แต่แววตาของเขายังคงแน่วแน่


            การปะทะในคืนนี้ทำให้เขาเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของหยางจื้อเฟิงอย่างชัดเจน อีกฝ่ายไม่ใช่ศัตรูที่สามารถเอาชนะได้โดยง่าย หากต้องการทำลายหอเนตรโลหิต เขาจำเป็นต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้น


            หลัวอวิ๋นมองกลับไปยังเมืองหินเทาที่ส่องสว่างด้วยแสงโคมไฟ แม้จะอยู่ห่างไกล แต่เขายังคงสัมผัสได้ถึงความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวขึ้น การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเขาและหยางจื้อเฟิง หากแต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจที่กดขี่และความยุติธรรมที่กำลังจะถือกำเนิด


            “ข้าจะกลับมา” เขาพึมพำเบาๆ


            สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของเขา ขณะที่หลัวอวิ๋นหันหลังและก้าวเข้าสู่ความมืด เส้นทางข้างหน้ายังคงเต็มไปด้วยอันตราย แต่ความมุ่งมั่นในหัวใจของเขาไม่เคยสั่นคลอน


            พายุแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และชะตากรรมของเมืองหินเทากำลังมุ่งหน้าไปสู่บทสรุปที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน] ที่คุณอ่าน

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    มหามรรคาไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 812
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810