เมื่อเจรจารู้เรื่องกันดีเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ก็เตรียมตัวที่จะกลับไปยังตำหนักส่วนพระองค์ในขณะที่เปิดประตูออกไปนั้นพลันดวงตาของเจ้าภูแสนก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตดุจดวงตาแห่งองค์นาคราชเจ้าภูแสนรีบเดินตามเข้าไปด้านหลังเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ก่อนจะดีดนิ้วเบาๆแสงสีเขียวจากการดีดนิ้วนั้นก็ค่อยๆ เคลื่อนแผ่ปกคลุมทั่วร่างกายของเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์
เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์มิได้รู้ความนัยที่เจ้าภูแสนกระทำเช่นนั้น แต่..ทว่า เจ้าภูแสนรับรู้เต็มภูมิเเพียงแค่เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์เปิดประตูออกไปก็สัมผัสได้ว่ามีมนต์ดำจากไสยเวทย์ของใครสักคนแผ่กระจายอย่างน่ากลัวแต่เจ้าภูแสนก็ยังไม่แน่ใจว่ามนต์ดำเหล่านั้นผู้ใดเป็นคนส่งมา เจ้าภูแสนจึงได้สร้างมนต์พิทักษ์อุตรายันต์(พิ – ทัก – อุด – ตะ – รา – ยัน) เพื่อปกป้องคุ้มครองเจ้าหลวงให้กลับไปยังที่ประทับได้อย่างปลอดภัย
ในขณะที่ภายในคุ้มหลวงเต็มไปด้วยปริศนาแห่งมนต์ดำอีกด้านหนึ่งบนเรือนหลังวัดอันแสนจะสงบสงัด อลินตา หรือผู้ที่ถูกกล่าวตู่โดยไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิดว่าตนเองคือแพงอรนั้นหลังจากที่ได้ถอนพิษเมามายออกจากกายของสัปเหร่ออุ่นพรหมเพราะโดนโหรหลวงหนานเมืองอินทร์มอมเมาซะจนคายความลับออกมาหมดเปลือก
อลินตาก็ได้เก็บกุมารเงินกุมารทองของตนเข้าขวดเล็กๆเพื่อให้กุมารทั้งสองเข้านอน และส่งปู่โสมกลับไปนอนเฝ้าทรัพย์หลับฝันดียังถิ่นถ้ำกลางป่าลึกด้วยความเรียบร้อยพร้อมฝากปู่โสมแจ้งข่าวแก่ดวงจิตวิญญาณในป่าทุกตนว่า อลินตา นางฟ้าของปวงวิญญาณทุกชนิดกำลังจะเข้าป่าไปถอนอาถรรพ์ให้แล้วจงอดทนรอกันก่อนปู่โสมพยักหน้ารับคำแต่แอบคิดในใจ นางฟ้าหรือเกลือหมักปลาเค็มกันแน่...
และเมื่อเสร็จธุระเรียบร้อยแล้วอลินตาก็เข้าห้องของตัวเองซึ่งสัปเหร่ออุ่นพรหมสร้างแยกไว้จากเรือนโดยทำชานเล็กๆเชื่อมกับตัวเรือนเอาไว้ หญิงสาวสวดมนต์แผ่ส่วนบุญส่วนกุศลไปยังวิญญาณที่โดนทำร้ายจากพลังสมาธิฌานอันแก่กล้าด้วยความเอาใจใส่ในวิชาชีพด้านไสยศาสตร์ที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดทำให้เหล่าภูตผีวิญญาณในป่าลึกรับรู้ได้ถึงการมาของเธอ แม้ยังมิได้ถอนอาถรรพ์ แต่เหล่าวิญญาณทั้งหลายในป่าก็ลดความทรมานลงได้มากทีเดียว
เมื่ออลินตาทำพิธีกรรมต่างๆเสร็จเรียบร้อยหญิงสาวก็ก้าวลงจากเรือนของสัปเหร่ออุ่นพรหมก่อนจะโปรยเม็ดทรายในมือไปรอบเรือน แล้วพึมพำคาถาหว่านทรายสำทับเข้าไปอีกทีเพื่อเป็นการสร้างอาณาเขตความปลอดภัยป้องกันภยันตรายจากสรรพวิญญาณที่มิได้หวังดีถือได้ว่าแม่หญิงอลินตา หมอผียุคใหม่นี้รอบคอบนักแล
เมื่อเสร็จจากภารกิจทุกอย่างแล้วอลินตาก็กลับขึ้นเรือนนอนพักเอาแรงเพื่อจะออกเดินป่าในวันพรุ่งนี้และไหนยังจะต้องวุ่นวายกับชายทั้ง 4 ที่จะตามไปด้วยเมื่อคิดมาถึงตรงนี้คิ้วเรียวรวยก็ขมวดเข้าหากันทันทีจะไปด้วยทำไมไม่รู้สิน๊า อลินตาคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้กระทั่งเวลาล่วงเลยไปดึกดื่นแล้วก็ยังนอนไม่หลับ
หญิงสาวนึกถึงคำของแม่ตนเคยบอกไว้ว่าถ้านอนไม่หลับให้นับแกะอลินตาเคยนับไปถึงตัวที่ แปดร้อยกว่าแต่ก็หาได้หลับไม่ นอนพลิกตัวกลับไปกลับมาสักพักในที่สุดก็ปิ๊งไอเดียเก๋ขึ้นมาได้รอยยิ้มผุดพรายจากริมฝีปากบางอมชมพูอ่อนทั้งที่เจ้าตัวยังหลับตาอยู่ ในเมื่อแกะนับแล้วไม่หลับก็นับอย่างอื่นแทนแล้วกันสัตว์โลกน่ารักยังมีอีกตั้งเยอะแยะ ว่าแล้วก็เริ่มนับในใจ
‘นกแสกตัวที่1..นกแสกตัวที่2.. นกแสกตัวที่3.. นกแสกตัวที่4..’ นับไปเรื่อยๆยังไม่ทันถึงยี่สิบตัวในที่สุดสาวน้อยนักปราบผีจอมขมังเวทย์ของเราก็หลับสนิทเอากับแม่สินะ สมกับเป็นหมอผีจริงๆ แกะแปดร้อยกว่าตัวทำอะไรแม่ไม่ได้มันไม่สมฐานะต้องนกแสกนกแห่งความตายเท่านั้นถึงจะเอาอยู่..
ไม่ไกลจากบริเวณเรือนของสัปเหร่ออุ่นพรหมร่างเรืองแสงจางๆ ของหนานเมืองอินทร์ยืนนิ่งมือไพล่หลังด้วยความสุขุมแต่ในความนิ่งใบหน้าของหนานเมืองอินทร์กลับดูพึงพอใจและมีรอยยิ้มนิดๆราวกับว่าการมาของอลินตาเป็นเรื่องที่หนานเมืองอินทร์รอคอยมานานแสนนานและขณะที่ร่างโปร่งแสงของหนานเมืองอินทร์กำลังจะจางหายไปโหรหลวงผู้ทรงภูมิก็พูดขึ้นมาเบาๆ ราวกับจะฝากสายลมไปถึงทายาทรุ่นล่าสุดของตัวเอง
“แล้วพรุ่งนี้เจอกันอลินตา..”
ภพอดีตทอดเงามายังภพปัจจุบันในช่วงสายของวันบนโต๊ะอาหารหรูหราขนาดใหญ่ภายในคฤหาสน์โหราตระกูล เนตรนภาบุตรสาวคนเดียวของคุณปลายนภากำลังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเพียงลำพังเธอเขี่ยผักสลัดในจานไปมา เหมือนดังว่ามันเป็นลูกบอลกลิ้งไปกลิ้งมาบนผืนหญ้าและเป็นอย่างนี้เนิ่นนานกระทั่งคุณปลายนภาเดินเข้ามาแม่บ้านมุกนวลที่ยืนคอยจัดเตรียมอาหารให้นั้นก็ส่งสัญญาณทางสายตาคล้ายจะฟ้องว่าคุณหนูเนตรนภามาแปลกกลับบ้านมาคราวนี้ดูเงียบๆ ซึมๆ พิกลคุณปลายนภาเดินเข้ามาในห้องอาหารสบตากับแม่บ้านมุกนวลก่อนจะเข้านั่งยังเก้าอี้ประจำตำแหน่งที่อยู่ตรงหัวโต๊ะซึ่งเก้าอี้ตัวนี้เจ้าของตัวจริงคืออลินตา
“เป็นอะไรไปทำไมดูซึมๆ” เนตรนภาได้ยินเสียงถามก็ได้สติหันมามองหน้าผู้เป็นแม่ของตนจากนั้นก็ถามคำถามที่ทำเอาคุณปลายนภาต้องปลายตาไปมองแม่บ้านมุกนวลด้วยความเป็นกังวลใจ
“แม่คะเมื่อไรพี่อลินจะกลับบ้านสักที?เนตรมีเรื่องอยากคุยกับพี่อลินค่ะ..” เมื่อลูกสาวสุดรักถามถึงอลินตาคุณปลายนภาก็แสดงอาการถอนหายใจออกมาดังๆ ซึ่งก็นะทำไมเนตรนภาจะไม่รู้ว่าแม่ของตัวเองและญาติผู้พี่ของเธอซดเกาเหลาชามโตกันอยู่แต่กระนั้นเนตรนภาก็มีเรื่องสำคัญที่จะคุยกับอลินตาจริงๆ เธอจึงบ่นออกมาเสียงดัง
“พี่อลินก็ไม่รู้ไปไหนโทรไปก็เจอแต่เป๋ากับหมิงสองคนนั่นก็บอกแต่ว่าไปทำงานแต่ไม่รู้ว่าที่ไหน และไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ด้วยเฮ้อ...” และเมื่อเนตรนภาบ่นมาแบบนี้คุณปลายนภาก็อยากเผือกเต็มอัตราศึกทนไม่ไหวถามออกมาทันที
“มีเรื่องอะไรอยากคุยกับอลินตานักหนาเนตรคุยกับแม่ก็ได้นี่ลูกปรึกษาแม่ก็ได้ไม่เห็นจะต้องรอแม่นั่นเลย” ปลายนภาอยากรู้อยากเห็นปัญหาของเนตรนภาจนออกนอกหน้าเนตรนภาหันมองหน้าคุณปลายนภาและค่อนข้างแน่ใจว่าแม่ของเธอให้คำปรึกษาเรื่องนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน
“เนตรบอกคุณแม่คุณแม่ก็ช่วยเนตรไม่ได้อยู่ดี มีพี่อลินคนเดียวที่พอจะให้คำปรึกษากับเนตรได้”แม่บ้านมุกนวลที่ยืนอยู่ด้านหลังของเนตรนภาแต่ยืนในตำแหน่งที่สามารถมองสบตากับคุณปลายนภาได้ก็หันมองสบตากับคุณปลายนภาก่อนจะค่อยๆ พูดด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็น
“คุณเนตรลองบอกคุณแม่ก่อนดีไหมคะว่ามีเรื่องกลุ้มใจอะไรช่วยได้ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งอีกอย่างคุณแม่ของคุณเนตรก็จะได้ไม่ต้องทุกข์ใจว่าคุณเนตรมีปัญหาอะไรอยู่ในใจด้วยน่ะค่ะ..”ได้ผล สีหน้าเนตรนภาลังเลคุณปลายนภาแอบยิ้มขอบคุณแม่บ้านมุกนวลทันที แม่บ้านมุกนวลคนนี้อยู่รับใช้เธอมายาวนานตั้งแต่คุณดารารายซึ่งเป็นพี่สาวของคุณเนตรนภายังไม่เสียชีวิตไป แม่บ้านมุกนวลเป็นแม่บ้านที่ฉลาดและใจเย็นทั้งที่ธาตุแท้เป็นคนใจร้อน! และที่สำคัญแม่บ้านมุกนวลยังเป็นคนที่ฉลาดในการใช้คำพูดเสียด้วยสิ...