ฉินเฟิงหันกลับ
ฉินเจิ้งเหอนอนอยู่บนพื้น
เืเต็มร่าง
ตรงหน้าเขาคือฉินซวนเฮ่อ
ด้านหลังมีศพหลิวมู่
ศพมู่ชิงหลัน
ศพหลี่เทียนิ
คนทั้งหมดที่เขารู้จักในชีวิตนี้นอนอยู่รอบสนาม
ฉินซวนเฮ่อหัวเราะ
“เ้าไปหาวาสนาเพียงไม่กี่วัน กลับมาอีกครั้งทุกคนก็ตายหมดแล้ว”
“หากเ้าแข็งแกร่งเร็วกว่านี้ พวกเขาอาจไม่ตาย”
“หากเ้าไม่มัวเสียเวลา คนเหล่านี้อาจยังมีชีวิต”
ฉินเฟิงยืนอยู่เงียบ ๆ
ภาพตรงหน้าเล่นกับความกลัวของเขา
ชาติที่แล้ว เขาเคยไร้พลังจนปกป้องตนเองไม่ได้
ชาตินี้จึงเกิดความปรารถนาจะไม่ให้คนที่มีพระคุณต้องตายเพราะความอ่อนแอของตน
ด่านนี้กำลังใช้สิ่งนั้นโจมตีจิตใจ
ฉินเจิ้งเหอยื่นมือมาหาเขา
“เฟิงเอ๋อร์ ช่วยพ่อด้วย”
ฉินเฟิงก้าวไปหนึ่งก้าว
จากนั้นหยุด
เขาหลับตา
เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง สีหน้ากลับสงบ
“ข้าจะปกป้องคนที่ควรปกป้อง”
“แต่ข้าไม่สามารถย้อนเวลาเพื่อช่วยทุกคนในทุกเหตุการณ์”
“สิ่งที่ข้าทำได้คือทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน และไม่ทอดทิ้งคนที่อยู่ตรงหน้า”
เขามองฉินเจิ้งเหอในภาพ
“บิดาของข้าไม่มีวันขอให้ข้าจมอยู่กับความรู้สึกผิดเช่นนี้”
“เ้าเลียนแบบใบหน้าเขาได้”
“แต่เลียนแบบหัวใจเขาไม่ได้”
ตูม!
ภาพลวงทั้งหมดแตกอีกครั้ง
คราวนี้หมอกสีดำเริ่มบางลง
เสียงโบราณดังขึ้น
“จิตไม่หลงอดีต”
“ใจไม่พังเพราะความกลัว”
“ผ่าน”
แสงสีขาวสาดลงมาบนร่างฉินเฟิง
พลังิญญาบริเวณหว่างคิ้วพลันสั่น
หมอกิญญาซึ่งเดิมรวมเป็กลุ่มเล็กเริ่มขยาย
หนึ่งส่วน
สองส่วน
สามส่วน
การรับรู้ของเขาแผ่ออกไปรอบตัวเองโดยไม่ต้องตั้งใจ
สามจั้ง
สี่จั้ง
ห้าจั้ง
จนเกือบหกจั้ง
ฉินเฟิงมีแววตาเปลี่ยน
ด่านิญญาไม่ได้เพียงทดสอบ
ผู้ที่ผ่านยังได้รับพลังบริสุทธิ์ช่วยขัดเกลาจิติญญา
พลังิญญาของเขาเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง
หากก่อนหน้านี้อยู่เพียงระดับนักปรุงโอสถระดับหนึ่ง่ต้น ตอนนี้อย่างน้อยก็เข้าสู่่กลางแล้ว
สิ่งนี้มีค่ากว่าการเพิ่มพลังปราณหนึ่งขั้นเสียอีกสำหรับเขา
หมอกสลายหมด
ฉินเฟิงกลับมาเห็นสนามเดิม
คนอื่นยังหลับตาอยู่
หลี่เทียนิมีเหงื่อเต็มใบหน้า
มู่ชิงหลันขมวดคิ้ว
เหอจิ่วสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุด
ซูหลิงเอ๋อร์ร้องไห้ทั้งที่ยังหลับตา
หวงตงถึงกับตัวสั่น
ฉินเฟิงไม่ได้รบกวนผู้ใด
ภาพลวงทางจิติญญาต้องให้เ้าตัวผ่านเอง
หากถูกปลุกโดยคนภายนอกอย่างรุนแรง อาจทำให้พลังิญญาได้รับาเ็
ผ่านไปประมาณสิบลมหายใจ
มู่ชิงหลันเป็คนที่สองที่ลืมตา
นางหายใจแรงเล็กน้อย
เมื่อเห็นฉินเฟิงยืนอยู่ก่อนแล้ว ความประหลาดใจก็ปรากฏ
“ท่านผ่านแล้ว?”
“ข้าเพิ่งออกมาก่อนเ้าไม่นาน”
ฉินเฟิงตอบ
เขาไม่ได้ถามว่านางเห็นอะไรในภาพลวง
เื่เช่นนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ซ่อนลึกในใจของแต่ละคน ไม่ควรถามหากเ้าตัวไม่้าเล่า
มู่ชิงหลันเองก็ไม่ถามเขา
นางเพียงพยักหน้า
ไม่นานหลี่เทียนิก็ลืมตา
ชายหนุ่มหอบราวกับเพิ่งต่อสู้มาหลายร้อยกระบวนท่า
คำแรกที่ออกจากปากคือ
“ข้าจะไม่ดื่มเหล้ากับท่านปู่อีกแล้ว”
ฉินเฟิงกับมู่ชิงหลันมองเขาพร้อมกัน
หลี่เทียนิเหมือนเพิ่งรู้ตัว
“ช่างเถิด พวกเ้าไม่ต้องรู้”
ฉินเฟิงอดยิ้มไม่ได้
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เหอจิ่วก็ออกจากภาพลวง
สีหน้าซีดกว่าก่อน แต่ยังยืนได้
ซูหลิงเอ๋อร์ผ่านเป็คนที่ห้า
หวงตงกลับไม่โชคดี
เขาร้องลั่นขึ้นกลางภาพลวง
“อย่าฆ่าข้า!”
จากนั้นพลังิญญาสั่นรุนแรง
แสงสีขาวจากสนามห่อหุ้มร่างและส่งออกไปทันที
ด่านสองจึงเหลือเพียงห้าคน
ฉินเฟิง
มู่ชิงหลัน
หลี่เทียนิ
เหอจิ่ว
ซูหลิงเอ๋อร์
เหอจิ่วมองฉินเฟิง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายออกจากภาพลวงก่อนตน สีหน้าก็ไม่ดีนัก
ระดับพลังของเขาสูงกว่า
แต่ด่านนี้ไม่ได้ดูพลังปราณ
และเขาแพ้ฉินเฟิงด้านความมั่นคงของจิตอย่างชัดเจน
เสียงโบราณดังขึ้นอีกครั้ง
“ด่านสุดท้าย สังหาร”
คำเดียวทำให้ทุกคนมีสีหน้าเปลี่ยน
พื้นด้านหน้าะเิออก
ตูม!
เงาร่างขนาดใหญ่ห้าร่างค่อย ๆ ลุกขึ้นจากดินสีดำ
เป็หุ่นอสูร
แต่ละตัวมีรูปร่างต่างกันตามผู้ทดสอบ
ตรงหน้ามู่ชิงหลันเป็วิหคเหมันต์
ตรงหน้าหลี่เทียนิเป็เสือเขี้ยวยาว
ตรงหน้าซูหลิงเอ๋อร์เป็งูหิน
ตรงหน้าเหอจิ่วเป็พยัคฆ์ทอง
ส่วนตรงหน้าฉินเฟิง
พื้นกลับสั่นแรงกว่าคนอื่น
รอยแตกยาวหลายสิบก้าวปรากฏขึ้น
จากนั้นกรงเล็บขนาดใหญ่ยื่นออกมา
ตามด้วยหัวสัตว์ที่มีเขาคู่
ร่างยาว
ปีกสองข้าง
สายฟ้าสีม่วงแล่นไปทั่วเกล็ดสีดำ
แม้เป็เพียงหุ่นจำลอง แต่รูปร่างกลับเหมือนสัตว์เทวะบนประตูทุกประการ
หลี่เทียนิถึงกับอุทาน
“เหตุใดของเ้าจึงใหญ่กว่าพวกเราหลายเท่า!”
ฉินเฟิงเองก็ขมวดคิ้ว
เสียงโบราณประกาศ
“ด่านสังหารจะสร้างศัตรูตามรากฐานของผู้เข้าทดสอบ”
“เอาชนะมัน”
“หรือถูกส่งออก”
ฉินเฟิงมองหุ่นัมีปีกตรงหน้า
ระดับพลังที่ััได้อยู่เพียง ขั้นรับปราณขั้นห้า
เท่ากับเขา
แต่พลังในร่างกลับหนาแน่นกว่าผู้ฝึกขั้นห้าธรรมดาหลายเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น มันมีพลังอัสนี
มีปีก
มีกายาแข็งแรง
และมีการตอบสนองราวสัตว์มีชีวิต
การทดสอบครั้งนี้ไม่ได้ให้เขาข้ามระดับ
แต่สร้างคู่ต่อสู้ที่อยู่ระดับเดียวกันและมีรากฐานเหนืุ์ธรรมดาอย่างมาก
ฉินเฟิงกลับรู้สึกสนใจขึ้น
ที่ผ่านมาเขาชนะคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าด้วยประสบการณ์และการอ่านจังหวะ
แต่ยังไม่เคยสู้กับสิ่งที่ระดับเท่ากันและมีข้อได้เปรียบทางกายาอย่างแท้จริง
หุ่นัคำราม
โฮก!
จากนั้นพุ่งเข้ามา
เร็ว!
ฉินเฟิงชักกระบี่ทันที
กรงเล็บขวาฟาดลง
เขาไม่รับ
ก้าวเฉียงออกด้านซ้าย
ตูม!
พื้นแตกตรงตำแหน่งเดิม
ฉินเฟิงสวนด้วยกระบี่
ปลายกระบี่แทงช่องว่างใต้เกล็ดบริเวณขาหน้า
เคร้ง!
ประกายไฟกระเด็น
แทงไม่เข้า
ฉินเฟิงถอยทันที
หุ่นัสะบัดหางตามมา
เขายกกระบี่รับด้านข้าง
ปัง!
แรงมหาศาลส่งร่างฉินเฟิงถอยไปห้าก้าว
แขนขวาชา
“กายามันแข็งกว่าข้าประมาณสองเท่า”
ฉินเฟิงประเมินทันที
หากปะทะตรง ๆ เขาเสียเปรียบ
แต่หุ่นย่อมต้องมีจุดอ่อน
มันพุ่งเข้ามาอีก
ครั้งนี้ปีกกางออก
สายฟ้ารวมตรงเขาทั้งสอง
เปรี๊ยะ!
ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน
สายฟ้าพุ่งออกมาเป็เส้นตรง
เขาหลบด้านข้าง
แสงสีม่วงผ่านหน้าไป
แต่ยังมีสายฟ้าส่วนเล็กแตกแขนงเข้าหาแขน
ความชาเกิดขึ้นทันที
หุ่นัใช้จังหวะนั้นกระโจนตาม
ฉินเฟิงรีบใช้วิชาหลอมอัสนี
แทนที่จะให้สายฟ้ารบกวนการเคลื่อนไหว กลับดึงมันเข้าสู่เส้นชีพจร
อาการชาลดลงในชั่วพริบตา
กรงเล็บมาถึง
ฉินเฟิงก้มหลบแล้วลอดใต้ลำตัว
กระบี่แทงขึ้นที่ท้อง
เคร้ง!
ยังแทงไม่เข้า
แต่ครั้งนี้เขาสังเกตเห็น
ตรงกลางท้องมีเกล็ดชิ้นหนึ่งสีอ่อนกว่าบริเวณอื่น
ขนาดประมาณฝ่ามือ
หุ่นัหมุนตัว
ฉินเฟิงถอยออก
“จุดนั้น”
เขาจำไว้ทันที
แต่การเข้าถึงท้องไม่ง่าย
หุ่นบินขึ้นเหนือพื้นประมาณสามจั้ง
จากนั้นพุ่งลงมา
ฉินเฟิงมองทิศทางปีก
ก่อนัจะเปลี่ยนทิศ ปีกซ้ายต้องเคลื่อนก่อนเสี้ยวหนึ่ง
เพียงเล็กน้อย
แต่เพียงพอ
มันพุ่งลงจากขวา
ฉินเฟิงหลบซ้าย
กรงเล็บพลาด
กระบี่แทงไปยังท้องอีกครั้ง
คราวนี้ปลายตรงเกล็ดสีอ่อน
ฉึก!
เข้าได้!
แต่เพียงตื้น
หุ่นัคำรามแล้วสะบัดตัว
ฉินเฟิงถูกปีกกระแทกหน้าอก
ปึก!
ร่างกระเด็นกลิ้งกับพื้น
เืไหลออกจากมุมปาก
เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันตั้งตัว สายฟ้าก็พุ่งมาอีก
ฉินเฟิงหรี่ตา
คราวนี้ไม่หลบทั้งหมด
เขาเอียงตัวให้สายฟ้าเฉือนผ่านแขนซ้าย
เปรี๊ยะ!
พลังอัสนีเข้าสู่ร่าง
วิชาหลอมอัสนีเริ่มทำงาน
เขาดึงพลังส่วนหนึ่งเข้าสู่กระบี่ขวา
ประกายม่วงบนตัวกระบี่เข้มขึ้นทันที
หุ่นัพุ่งมา
ฉินเฟิงรอ
สามก้าว
สองก้าว
หนึ่งก้าว
เขาก้าวเข้าหาด้านในอย่างกะทันหัน
หลบกรงเล็บ
กระบี่อัสนีแทงตรงเกล็ดสีอ่อนอีกครั้ง
“ทะลวง!”
เปรี๊ยะ!
ปลายกระบี่แทงลึกกว่าเดิมหลายเท่า
พลังสายฟ้าไหลเข้าสู่รอยแทง
หุ่นัชะงักชั่วขณะ
ฉินเฟิงไม่ถอนกระบี่
กลับใช้มือซ้ายจับด้ามร่วม
หมุนใบกระบี่ในาแ
กร๊อบ!
เกล็ดสีอ่อนแตก
แสงสีม่วงจำนวนมากพุ่งออกจากภายใน
นี่ไม่ใช่เื
แต่เป็แกนพลังของหุ่น
ฉินเฟิงเข้าใจทันที
เขาถอนกระบี่เพียงเล็กน้อยแล้วแทงซ้ำตรงจุดเดิม
ฉึก!
ปลายกระบี่ถึงแกนพลัง
ตูม!
หุ่นัหยุดเคลื่อนไหว
ร่างทั้งร่างเริ่มแตกเป็แสง
แต่ก่อนสลายหมด มันกลับเงยหน้าคำรามครั้งหนึ่ง
เสียงนั้นไม่เหมือนหุ่น
กลับมีความรู้สึกยินยอมบางอย่างปะปนอยู่
จากนั้นจึงแตกเป็ประกายสีม่วงนับพันจุด
ประกายทั้งหมดไหลเข้าสู่ร่างฉินเฟิง
พลังปราณในตันเถียนเพิ่มขึ้นทันที
เส้นชีพจรสายที่เจ็ดซึ่งเปิดอยู่ครึ่งเดียวถูกพลังบริสุทธิ์เติมเต็ม
ฉินเฟิงไม่ปล่อยให้มันทะลุเอง
รีบนั่งขัดสมาธิ
ขัดเกลาพลังสามรอบ
หกรอบ
เก้ารอบ
จากนั้นจึงนำเข้าสู่เส้นชีพจรสายที่เจ็ด
สิ่งอุดตันสุดท้ายสั่น
แตกออก
เส้นชีพจรสายที่เจ็ดเปิดสมบูรณ์
พลังปราณไหลกลับเข้าสู่ตันเถียน
ระดับขั้นรับปราณขั้นห้าเพิ่มขึ้นถึง่ปลายอย่างรวดเร็ว
อีกเพียงเล็กน้อยก็จะััขั้นหก
แต่ฉินเฟิงหยุดไว้
เขายังไม่คิดทะลุสองขั้นติดภายในเวลาสั้นเกินไป
รากฐานสำคัญกว่า
พลังส่วนเกินจึงถูกใช้หลอมเส้นชีพจรและกายาแทน
เมื่อเขาลืมตา การต่อสู้ของคนอื่นยังไม่จบทั้งหมด
มู่ชิงหลันต่อสู้กับวิหคเหมันต์อย่างสูสี
นางได้เปรียบระดับเดียวกันเล็กน้อยเพราะวิชาของตนเหมาะกับธาตุเดียวกัน
หลี่เทียนิาเ็หลายแห่ง แต่กำลังจะชนะเสือหุ่น
ซูหลิงเอ๋อร์กลับลำบากที่สุด
งูหินพันรอบขาข้างหนึ่งของนางแล้ว
ถ้าหลุดไม่ได้อาจแพ้
เหอจิ่วต่อสู้กับพยัคฆ์ทองอย่างดุเดือด
พลังขั้นเปิดชีพจรขั้นสองของทั้งคู่ปะทะจนพื้นแตกเป็ระยะ
ฉินเฟิงไม่ได้เข้าไปช่วยผู้ใด
แสงกั้นแต่ละวงยังอยู่
เขาช่วยไม่ได้อยู่แล้ว
ผ่านไปไม่นาน มู่ชิงหลันก็ใช้ฝ่ามือเหมันต์ทำลายแกนกลางวิหคสำเร็จ
หลี่เทียนิฟันหัวเสือหุ่นแตกในเวลาต่อมา
ซูหลิงเอ๋อร์กลับพลาด
งูหินรัดลำตัวจนกระดูกส่งเสียง
นางจึงะโยอมแพ้
แสงจากสนามส่งออกทันที
สุดท้ายเหลือเพียงสี่คน
ฉินเฟิง
มู่ชิงหลัน
หลี่เทียนิ
เหอจิ่ว
หลังการต่อสู้ของเหอจิ่วจบ เสียงโบราณก็ดังขึ้นทั่วสนาม
“สามด่านสิ้นสุด”
“ผู้ผ่านสี่คน”
แท่นสมบัติสามแห่งตรงกลางลอยกลับลงมา
หยดโลหิตสีม่วงทอง
เกล็ดัสีดำ
ลูกแก้วสายฟ้า
จากนั้น แท่นที่สี่กลับโผล่ขึ้นจากพื้น
บนแท่นมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏก่อนหน้า
เป็กระดูกขนาดเท่านิ้วมือ สีม่วงเข้ม มีลายทองเล็ก ๆ อยู่ทั่วผิว
เสียงโบราณประกาศ
“ผู้ผ่าน สามารถเลือกของรางวัลหนึ่งชิ้นตามการยอมรับของสมบัติ”
“ผู้ใดไม่ได้รับการยอมรับ ย่อมไม่ได้”
เหอจิ่วมีสีหน้าเปลี่ยนทันที
“มีสี่ชิ้นพอดีกับสี่คน?”
ฉินเฟิงมองสมบัติทั้งหมด
แต่ก่อนจะพิจารณา ไข่สัตว์เทวะในห้วงจิตกลับสั่นแรงขึ้น
เสียงอ่อนดังขึ้นอย่างตื่นเต้น
“เื”
ฉินเฟิงมองหยดโลหิตสีม่วงทอง
“เ้า้าสิ่งนั้น?”
“เื”
ความรู้สึกหิวจากไข่เพิ่มขึ้นหลายเท่า
ฉินเฟิงเข้าใจ
หยดโลหิตนี้น่าจะมีต้นกำเนิดเดียวกับโลหิตที่เขาดูดซับในด่านแรก
หากให้ไข่ อาจช่วยเร่งการฟัก
แต่ตัวเขาเองก็สามารถใช้มันเพิ่มกายา พลังอัสนี และระดับการฝึกได้อย่างมหาศาล
เขายังไม่ตัดสินใจ
มู่ชิงหลันเดินเข้าใกล้แท่นเกล็ดั
แต่เกล็ดไม่มีการตอบสนอง
นางจึงลองลูกแก้วสายฟ้า
ก็ยังไม่มี
เมื่อเดินถึงกระดูกสีม่วง แสงบนกระดูกกลับสว่างขึ้นเล็กน้อย
มู่ชิงหลันชะงัก
เสียงโบราณดัง
“กระดูกอสูรจันทรา ยอมรับ”
ฉินเฟิงมองทันที
กระดูกอสูรจันทรา?
ของชิ้นนี้มิได้เกี่ยวกับัอัสนีโดยตรง
แสดงว่าสนามทดสอบแห่งนี้อาจรวบรวมมรดกสัตว์เทวะหลายสาย
มู่ชิงหลันเองมีสายเืจันทราเหมันต์
จึงถูกกระดูกนี้เลือก
นางยื่นมือ
กระดูกสีม่วงลอยเข้าสู่ฝ่ามือ
เมื่อัั พลังเหมันต์ในร่างนางพลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
อาการที่สะสมจากบ่อเหมันต์ก่อนหน้าลดลงทันทีหลายส่วน
ฉินเฟิงมีแววตายินดีเล็กน้อย
ของชิ้นนี้เหมาะกับนางจริง
หลี่เทียนิเดินไปหาเกล็ดั
ไม่มีการตอบสนอง
จากนั้นลองลูกแก้วสายฟ้า
ก็ยังไม่มี
สุดท้ายหยุดตรงหยดโลหิต
ไม่มีเช่นกัน
เขายืนเกาหัว
“หรือข้าไม่ถูกเลือกสักอย่าง?”
เสียงโบราณกลับดัง
“ผู้ใช้กระบี่ จงเลือกเกล็ด”
หลี่เทียนิชะงัก
เกล็ดัสีดำลอยขึ้นเอง
แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็แผ่นโลหะบางติดเข้ากับตัวกระบี่ของเขา
ทันใดนั้น กระบี่ยาวทั้งเล่มสั่น
พลังของอาวุธเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เทียนิเบิกตา
“มันเสริมกระบี่?”
ฉินเฟิงพิจารณา
เกล็ดนั้นน่าจะมีคุณสมบัติเพิ่มความแข็งแรงของอาวุธและสามารถเติบโตตามผู้ใช้
แม้ไม่ใช่มรดกตรง แต่เหมาะกับหลี่เทียนิซึ่งเดินเส้นทางกระบี่อย่างมาก