รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ไป่ฟานเซียน...เป็นชื่อที่น่าคิดถึงเหลือเกิน

            ที่บริเวณสถานีของตระกูลหยาง  ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังอลหม่านกันไปหมด เพราะว่าสมุนไพรรวมถึงวัตถุดิบหลากหลายชนิดที่สมาคมโอสถนำมาเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เข้าแข่งขันนั้นถูกขโมยไปบางส่วน

             

            สิ่งที่ทำให้มันวุ่นวายไปกว่านั้นก็คือส่วนใหญ่นั้นเป็นวัตถุดิบโบราณที่ปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนนำมาให้และพวกเขายังไม่ได้นำกลับไปยังสมาคมเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เข้าแข่งขัน

             

            “ท่านสารวัตรครับ  พวกเราปิดกั้นไม่ให้คนภายนอกเข้ามาเรียบร้อยแล้วครับ”

             

            นายตำรวจนายหยึ่งเดินเข้ามาแล้วทำความเคารพขณะที่รายงานสถานการณ์ให้ฟัง

             

            การโจรกรรมครั้งนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการทำอย่างโจ่งแจ้ง   มีคนดูแลและหน่วยรักษาความปลอดภัยบาดเจ็บไปยี่สิบกว่าคน ที่สาหัสหน่อยก็ส่งเข้าโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้ว  ส่วนที่เหลือนั้นอยู่ในสภาวะไม่รู้สึกตัวเพราะน่าจะถูกพิษบางอย่าง

             

            “ดี! พวกเบื้องบนว่าอย่างไรบ้าง?”  สารวัตรที่มีอายุราวๆห้าสิบปีพยักหน้า  เขานั้นประจำการอยู่ที่สถานีที่ใกล้ที่สุดนี้จึงต้องรีบรุดหน้านำมาก่อนทันทีที่ได้รับแจ้ง

             

            “...นี่น่าจะเป็นฝีมือของผู้ฝึกตนสินะครับ?”

             

            ก่อนที่นายตำรวจทั้งสองคนจะสนทนากันต่อ ด้านหลังของเขาก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา  เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมบางในชุดสีขาวธรรมดาที่ยกมือจับคางขณะที่กำลังครุ่นคิด

             

            “พวกคุณเข้ามาไม่ได้นะครับ!”  นายตำรวจหนุ่มรีบเข้ามาขวาง  ตอนนี้สถานที่นี้กลายเป็นที่เกิดเหตุโจรกรรมไปแล้ว  เขาไม่สามารถปล่อยให้มีคนเข้ามามั่วๆได้

             

            “เดี๋ยวก่อน!  พวกเขาเป็นพวกเราเชิญมาเอง”

             

            เสียงของชายชราคนหนึ่งดังขึ้นจากตัวอาคาร เขาคือเฉินเต๋อหมิงที่เป็นคนโทรศัพท์ไปหาไป่ฟานเซียนก่อนหน้านี้  สีหน้าของเขาดูซีดเล็กน้อยขณะที่รีบเข้ามาต้อนรับ

             

            “ท่านพลเอกหลิว  ท่านก็มาด้วยเหรอครับ?”

             

            เฉินเต๋อหมิงประหลาดใจเล็กน้อย  เพราะทางกองทัพนั้นบอกว่าน่าจะมาถึงในเร็วๆนี้  ไม่นึกว่าท่านพลเอกหนุ่มที่น่าจะประจำการอยู่ภาคตะวันออกคนนั้นจะเป็นฝ่ายมาถึงก่อน

             

            “ผมยังอยู่ในช่วงลาพักร้อนนะ  ที่มาวันนี้เป็นเรื่องบังเอิญน่ะครับ”  หลิวเยี่ยนเฟยยิ้มบาง  คณะของไป่ฟานเซียนที่เดินทางมาที่นี่นั้นมีไป่ฟานเซียน  หลิวเยี่ยนเฟย และหวงจื่อหานที่ตามมารับใช้นายหญิงของเขาเท่านั้น ส่วนเด็กๆทั้งสามคนถูกไป่ฟานเซียนสั่งให้อยู่ในห้องพร้อมกับให้จอมดาบเจิ้งเหรินอี้ช่วยดูแล

             

            แต่ถึงจะไม่ได้อยู่ในเวลางาน หลิวเยี่ยนเฟยแค่เหลือบมองสถานการณ์คร่าวๆก็พอจะคาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของผู้ฝึกตนอย่างแน่นอน

             

            “พวกเราขอโทษจริงๆครับ  เป็นความผิดพลาดของเราเองที่ดูแลไม่ดีจนสมุนไพรโบราณที่ท่านอุตส่าห์มอบให้นั้นถูกขโมยไปแบบนี้”

             

            เฉินเต๋อหมิงพูดขอโทษขอโพยไม่หยุดในตอนที่พวกเขาเดินเข้าไปในอาคาร  สารวัตรที่เดินตามอยู่ห่างๆหันไปถามนายตำรวจหนุ่มเสียงเบาด้วยความแปลกใจ

             

            “ของที่ถูกขโมยไปคือสมุนไพรแค่นั้นเหรอ  ฉันนึกว่ามันจะเป็นของมีค่ามากกว่านั้นเสียอีก?”

             

            “ใช่ครับ  แล้วก็มีวัตถุดิบปรุงยาบางอย่างอีกหลายชนิดอยู่”  นายตำรวจพลิกกระดาษรายงานในมือแล้วกระซิบตอบ

             

            เพราะว่าพวกเขาเดินตามอยู่ข้างหลังจึงมีแต่พ่อบ้านชราที่ได้ได้ยิน  ชายชราหัวเราะเบาๆแล้วรู้ได้ทันทีว่าสองคนนี้น่าจะไม่ได้คุ้นเคยกับโลกฝั่งนี้เท่าไร

             

            “วัตถุดิบและสมุนไพรทั้งหมดที่ถูกขโมยไปนั่น  ต่อให้เอาไปตั้งขายที่ราคาร้อยหรือสองร้อยล้านเหรียญก็ยังมีคนแย่งกันซื้อเลยนะครับ”

             

            หวงจื่อหานพูดยิ้มๆพลางมองสีหน้าที่ตื่นตะลึงของทั้งสองคน 

             

            ต้องอย่าลืมว่าพวกมันไม่ใช่สมุนไพรธรรมดาแต่มันเป็น“สมุนไพรโบราณ” หรือสมุนไพรที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในยุคนี้  ดังนั้นราคาของพวกมันย่อมไม่ธรรมดา  และบางทีแม้จะมีเงินแต่ก็ไม่สามารถซื้อได้  บางทีราคาของมันน่าจะสูงกว่าที่พ่อบ้านชราประเมินเอาไว้ด้วยซ้ำ

             

             

            พวกเขาเดินมาถึงโกดังที่เกิดเหตุ  มันเป็นสถานที่ซึ่งเก็บวัตถุดิบทั้งหมดเอาไว้เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันพรุ่งนี้  ดังนั้นจึงมีการดูแลรักษาอย่างดี แล้วยังมีผู้ดูแลที่มีฝีมือหลายคนคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

             

            ผู้ดูแลพวกนี้นั้นส่วนหนึ่งคือมืออาชีพ  อีกส่วนหนึ่งก็เป็นคนของสมาคมที่คัดมาแล้ว  ดังนั้นต่อให้ไม่ได้มีฝีมือระดับปรมาจารย์ แต่ก็นับว่าเป็นยอดฝีมือในระดับจอมยุทธ์แล้ว

             

            แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังสลบและบาดเจ็บสาหัสโดยไม่มีโอกาสตอบโต้  ดังนั้นผู้ที่ลงมือในวันนี้ต้องมีฝีมือที่น่ากลัวแน่นอน

             

            “...ของที่หายไปมีแค่วัตถุดิบโบราณพวกนั้นสินะครับ?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยมองสถานที่เกิดเหตุพลางวิเคราะห์  มันมีร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย และส่วนที่หายไปนั้นมีเพียงส่วนที่เก็บรักษาไว้ดีที่สุด ส่วนสมุนไพรอื่นๆนั้นแม้จะมีค่าหรือบางอย่างเป็นถึงสมุนไพรระดับสามก็ยังไม่ถูกแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว

             

             

             

            ไป่ฟานเซียนเดินไปรอบๆ  สายตาของนางกำลังสนใจอยู่ที่กลิ่นอายของพลังที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้องเล็กน้อย 

             

            “...ทำไมเจ้าถึงบอกว่ามันเป็นฝีมือของพวกเงารัตติกาลล่ะ?”  หญิงสาวถามได้ตรงประเด็น 

             

            เฉินเต๋อหมิงหยิบเอาของบางอย่างมาจากกระเป๋าข้างตัว  มันคือการ์ดใบหนึ่งที่มีสีดำสนิท  ที่กึ่งกลางนั้นมีรูปแรงสีขาวทอดยาวออกมาจนถึงมุมการ์ด

             

            “เราพบการ์ดใบนี้ในห้องครับ มันเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนี้ที่เวลาทำงานสำเร็จจะทิ้งการ์ดลักษณะนี้ไว้ในที่เกิดเหตุใบหนึ่งเพื่อเป็นการท้าทายตำรวจและคนของทางการ...”

             

            ไป่ฟานเซียนรับการ์ดไปดู  มันเป็นการ์ดพลาสติกธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ  หวงจื่อหานที่เห็นว่านายหญิงของตนน่าจะไม่รู้จักกลุ่มโจรที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกนี้จึงอธิบายให้นางฟัง

             

            กลุ่มโจรเงารัตติกาลนั้นปรากฏตัวออกมาครั้งแรกเมื่อราวสิบห้าปีก่อนที่งานจัดแสดงเครื่องประดับของราชวงศ์ในประเทศทางตะวันตก  พวกเขาสามารถโจรกรรมเพชรสีฟ้าขนาดเท่ากำปั้นที่ประดับอยู่ที่มงกุฎของพระราชินีไปได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว

             

            หลังจากนั้นก็มีข่าวเกี่ยวกับการโจรกรรมที่ยิ่งใหญ่ในหลากหลายประเทศ  สิ่งที่ถูกขโมยส่วนมากจะเป็นประเภทสมบัติ  สินแร่มีค่า หรือพวกของแปลกประหลาดที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จัก  ที่ประเทศนี้ก็เคยมีเศรษฐีคนหนึ่งถูกขโมยสิ่งที่เขาเรียกว่า“เขาของสัตว์อสูร”  ที่เป็นชิ้นส่วนเขาของสัตว์ที่ไม่รู้ว่าเป็นประเภทใดไป

             

            สิ่งที่เหมือนกันก็คือพวกเขาจะทิ้งการ์ดสีดำแบบเดียวกันไว้เพื่อเป็นหลักฐานการลงมือ

             

            พวกเขาปรากฏตัวไปมาอย่างไร้ร่องรอย  ไม่มีใครสามารถจับกุมตัวของพวกเขาได้จนกระทั่งรัฐบาลของหลายประเทศยังต้องร่วมมือกันประกาศให้พวกเขาเป็นอาชญากรที่โลกต้องการตัว

             

            มันเคยเป็นข่าวโด่งดังอยู่เมื่อราวๆห้าปีก่อน  แต่มันก็เงียบหายไปเพราะเงารัตติกาลไม่ได้ปรากฏตัวที่ประเทศนี้อีกเลย  จึงไม่แปลกที่หลายคนจะหลงลืมเกี่ยวกับชื่ออาชญากรกลุ่มนี้ไป

             

            “...เงารัตติกาลหรือ?”

             

            ไป่ฟานเซียนพลิกการ์ดในมือขณะที่สายตาของเธอกำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่างอยู่ภายในหัว

             

             

             

             

            ที่อีกซีกโลกหนึ่ง  ในเมืองทางประเทศตะวันตก  ได้ปรากฏคฤหาสน์หลังใหญ่สร้างอยู่ในหุบเขา การป้องกันของที่นี่นั้นเต็มไปด้วยความมิดชิดและรัดกุม แม้แต่คนในเมืองที่ใกล้กันส่วนมากก็ยังแทบจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามีคฤหาสน์หลังหนึ่งถูกสร้างอยู่ที่นี่

             

            “พวกบาร์บาทอสทำสำเร็จแล้ว...”

             

            ชายชราคนหนึ่งวางโทรศัพท์ลงแล้วรายงาน ในห้องที่กล้างขวางและเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกนี้มีคนอยู่แค่ห้าคน  พวกเขาล้วนกำลังวุ่นอยู่กับสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่โดยไม่สนใจว่าชายชราจะพูดอะไร

             

            “นั่นก็ดีแล้วนี่?”  ชายหนุ่มคนหนึ่งหัวเราะเบาๆ  เขาชูนิ้วขึ้นมาแล้วเปลวไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นมาบนนิ้วนั่น  เขาใช้มันจุดซิการ์อย่างสบายใจ

             

            “...ฉันบอกนายหลายครั้งแล้วใช่ไหมว่าอย่าสูบในห้องนี้?”

             

            ที่อีกมุมหนึ่งมีหญิงสาวในชุดโกธิคสีดำกำลังนั่งเย็บตุ๊กตาขาดๆ  ใต้ตาของเธอหมองคล้ำเหมือนคนอดหลับอดนอน  ขณะเดียวกันน้ำเสียงของเธอก็เต็มไปด้วยความแหบพร่า  เงาดำบางอย่างกำลังขยับอยู่ด้านหลังของเธอสามารถทำให้คนธรรมดาขนหัวลุกได้ง่ายๆ

             

            ชายหนุ่มรู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งความตายกำลังคลืบคลานเข้ามาจนเขาต้องขมวดคิ้ว  เขาสะบัดมือครั้งหนึ่งก็มีเปลวไฟขนาดใหญ่พุ่งเข้าไปเผาบางสิ่งบางอย่างที่พื้นจนมันส่งเสียงร้องออกมาโหยหวน

             

            “เอาน่า...อย่าทะเลาะกันเลยนะ” ผู้ที่เข้ามาห้ามทัพคือชายวัยกลางคนที่มีผิวสีน้ำตาล  เขาแต่งตัวด้วยผ้าคลุมเก่าๆและมีขนนกและหัวกระโหลกเล็กๆเป็นของประดับ 

             

            “ชิส์...เจ้าพวกหมอผีน่าขยะแขยงนี่” 

             

            แต่ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น  ชายวัยกลางคนที่มีผิวสีน้ำตาลก็ทำสีหน้าไม่พอใจ  หัวกระโหลกอันหนึ่งบนคอของเขาส่องประกายพร้อมกับบุคลิกของเขาที่เริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย  ดวงตาของเขาหรี่ลงพร้อมกับแรงกดดันบางเบาที่เริ่มแผ่ออกมา

             

            “...อย่าเอาชาแมนไปรวมกับมนตร์ดำสิครับ  มันเป็นการไม่ให้เกียรติทั้งกับผมและเธอเลยนะ?”

             

            “จะหยุดกันได้หรือยัง?”  ชายชราทนฟังมานานจนเขาเริ่มมีน้ำโห

             

            แต่ก่อนที่ชายชราจะลงมือ  ก็มีแสงสีดำส่องประกายขึ้นที่หน้าประตูพร้อมกับตัวคฤหาสน์ที่สั่นสะเทือนเบาๆ  เมื่อทุกอย่างหยุดลงก็ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดสีดำเดินเข้ามาในห้อง

             

            ทุกคนล้วนหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วลุกขึ้นทำความเคารพทันที  ไม่มีท่าทีทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างเมื่อครู่ออกมาให้เห็น  ซึ่งนางก็โบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินไปนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่เท่านั้น

             

            “อย่าพึ่งโกรธน่าบาเอล  เรื่องของมังกรที่ข้าให้ไปสืบเป็นอย่างไรบ้าง?”

             

            หญิงสาวคนนั้นยกน้ำชาขึ้นจิบเบาๆแล้วบอกให้ทุกคนทำตัวตามสบาย

             

            “เราส่งกลุ่มของบาร์บาทอสเข้าไปในประเทศแล้วครับ  ที่นั่นมีสมาชิกใหม่คนหนึ่งของเราอยู่พอดีจึงจัดการหลายๆอย่างได้ง่ายกว่าที่คิด”

             

            “อืม...แล้วได้เรื่องอะไรบ้าง?”

             

            ชายชรารีบก้มหน้าอย่างสำนึกผิดแล้วพูดว่า“ขออภัยด้วยครับ  แม้แต่สายของเราก็ยังไม่พบข้อมูลของมังกรแดงตัวนั้น”

             

            เมื่อเห็นว่านายหญิงของตนเริ่มไม่พอใจ  นางเริ่มไอออกมาเบาๆพร้อมกับกองเลือดเล็กๆ  เขาก็รีบรายงานสิ่งที่พึ่งจะได้รับมาแล้วส่งผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆให้อย่างเป็นห่วง

             

            นายหญิงของเขาต้องการวัตถุดิบบางอย่างจากมังกรตัวนั้น ดังนั้นทันทีที่ได้ข่าวว่ามันปรากฏตัวขึ้นอย่างเอิกเกริก  มันจึงดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว

             

            “แต่พวกบาร์บาทอสบังเอิญได้รับสมุนไพรโบราณที่นายหญิงต้องการมาแล้วครับ”

             

            คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวประหลาดใจ   

             

            “พวกเจ้าไปได้มาได้อย่างไร?”

             

            “เหมือนว่าสมาคมนักปรุงโอสถของประเทศนั้นจะได้นักปรุงขั้นสี่มาคนหนึ่ง  แล้วนางเป็นคนมอบสมุนไพรโบราณพวกนั้นให้ครับ”  บาเอลรายงานไปตามตรง

             

            “ผมมีข้อมูลของนักปรุงโอสถคนนั้นด้วย...”

             

             

            “...รู้สึกว่าจะชื่อไป่ฟานเซียนนะครับ”

             

             

            ทันทีที่ชื่อของไป่ฟานเซียนออกมาจากของชายชรา  ความผันผวนของอากาศก็แทบจะระเบิดออก  เหล่าผู้ที่นั่งอยู่ในห้องล้วนตัวสั่นสะท้านกับความกดดันที่ได้รับกะทันหันนี้  พวกเขามองไปยังนายหญิงของพวกตนด้วยท่าทางทั้งหวั่นเกรงทั้งเคารพ

             

            “นายหญิง...ท่านยังบาดเจ็บอยู่...”

             

            บาเอลพยายามเตือนด้วยความเป็นห่วง ซึ่งเมื่อหญิงสาวได้สตินางก็ควบคุมพลังของตนเองอีกครั้งหนึ่ง  สถานการณ์จึงกลับมาสงบลงในเวลาไม่นาน

             

             

            แต่ครั้งนี้สายตาของนางเปลี่ยนไป  มันเต็มไปด้วยความเย็นเยียบและลี้ลับ

             

             

            “ไป่ฟานเซียน...เป็นชื่อที่น่าคิดถึงเหลือเกิน”

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน