ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่132 หน้าไม้ทลายแก่นแท้

            ทันใดนั้นธงขาวที่ปักไว้แต่เดิมถูกเปลี่ยนเป็นธงแดง กลองศึกก็พลันดังขึ้นซือหลี่มองดูด้วยความสับสน “เกิดอะไรขึ้น ?”

             

            ทันใดนั้นทหารม้าในกองทัพก็ได้เร่งฝีเท้ามาแจ้ง“นายท่านกองทัพโลหิตทมิฬลอบโจมตีขอรับ”

             

            ซือหลี่มองเข้าไปในค่ายดวงตาก็คมกล้าขึ้น “จงฉีเจ้าหลอกข้า !” ซือหลี่ไม่รอช้ารีบกลับไปคุมทัพ

             

            ซือหลี่ควบม้าไปได้ไม่ไกลทหารม้าของเขาก็พลันร่วงตกจากม้าไม่สิร่วงทั้งคนทั้งม้า “หลุมพราง !” ซือหลี่ชักม้า ทหารหลายนายร่วงตกหลุมถูกหลาวแหลมเสียบตายกองทหารวุ่นวายชั่วขณะ

             

            ใบหน้าของซือหลี่ก็มีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มเขาไม่เคยเจอคนที่เจ้าเล่ห์อย่างจงฉีมาก่อนเขาสาบานว่าจะต้องล้างอายครั้งนี้ให้ได้ จะจับจงฉีมาทรมานให้สาสม !

             

            ซือหลี่ควบม้านำหน้าอีกครั้ง คราวนี้เลือกที่จะอ้อมเข้าไปในป่าก็เจอกับกองทหารดักซุ่มอยู่ แต่ไม่ได้ปะทะเป็นเพียงพลธนูเท่านั้นทหารม้าของเขาตายไปหลายนายแต่ก็ป้องกันทหารม้าส่วนใหญ่ได้ด้วยการนำตัวมาบังคนที่เหลือ สีหน้าซือหลี่ดำมืดเขาเริ่มโกรธจัดแล้ว !

             

            หลังจากหลุดรอดจากป่าส่วนนั้นไม่ได้ก็ไม่มีกองทหารซุ่มโจมตีอีกกลับมาถึงกองทัพก็เห็นว่าไร้ผู้โจมตี แต่เมื่อสังเกตดี ๆจะเห็นอาวุธที่ร่วงหล่นอยู่บางชิ้นใกล้กับป่า นี่เป็นแผนรึ ?แต่นี่มันแผนอะไรกันมีทหารซุ่มอยู่น้อยนิด ทหารทั้งห้าหมื่นไร้อันตรายจงฉีใช้แผนนี้เพื่อทำสิ่งใดกัน? เขาไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเลยกองทัพเขาก็สูญเสียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

             

            ซือหลี่ไม่รอช้าสั่งกองทัพเคลื่อนพลทำลายค่าย คำสสั่งนี้หนักแน่นมากคล้ายว่าเขาต้องการทำลายค่ายนั้นให้สิ้นซาก ทหารพิทักษ์อุดรโห่ร้องมาแต่ไกลจงฉีที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบลี้ยังได้ยิน เสียงนั้นเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ

             

            คราวนี้ซือหลี่ไม่ได้เลือกจะเดินทัพเข้าป่า แต่เลือกเดินทัพต่อไปทางถนนแม้ว่าจะมีหลุมพรางอยู่ แต่ก็คงไม่มาก เพราะงั้นตัวเขาจึงไร้กังวลแต่ก็ยังไม่ลดการระวังลง เขายังไม่เข้าใจ ก่อนหน้าที่เขาและทหารม้าห้าร้อยนายเดินทางไปก็ยังไม่มีหลุมพรางแต่ทำไมขากลับถึงมีได้ หรือว่าอีกฝ่ายจะมีเวทย์มนต์วิเศษกัน ?

             

            ซือหลี่คุมทัพไปอย่างระมัดระวัง ระหว่างทางไม่มีการซุ่มโจมตีทหารของเขามีระเบียบมาก ไม่มีใครแตกแถว ไม่มีใครทำสิ่งใดนอกเหนือคำสั่งเลยเป็นกองทัพที่เยี่ยมยอดจริง ๆ

             

            หน้าค่ายกองทัพโลหิตทมิฬ

             

            “กองทัพพิทักษ์อุดรมาถึงแล้วเราควรทำอย่างไรต่อ ?”จั้วหย่งมีสีหน้าที่เคร่งเครียดเอ่ยถาม ทหารจำนวนห้าหมื่นนี้ไม่ใช่น้อย ๆ เลยทหารหมื่นเดียวไม่อาจต้านทานได้

             

            “รอก่อน” จงฉีกล่าวอย่างสบาย ๆ คล้ายทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว

             

            จั้วหย่งขมวดคิ้วมุ่น “รออะไร ?”

             

            “รอพวกมันเข้าตี” จั้วหย่งถึงกับกล่าวสิ่งใดไม่ออกเมื่อเจอคำตอบของอีกฝ่าย

             

            “นี่เจ้าบ้าไปแล้วเรอะ ?!!” จั้วหย่งแทบอยากจะสบถด่าออกมาแต่เขาก็นึกได้ว่ากองทัพโลหิตทมิฬไม่เหมือนเดิมอีกแล้วการที่จงฉีไม่หวั่นไหวน่าจะมีแผนการใดซ่อนอยู่

             

            แต่เปล่าเลยจงฉีมั่นใจในฝีมือของทหารมาก พวกเขาเคี่ยวกรำฝึกมานับเดือนถึงแม้จะพึ่งแยกหน่วยได้เพียงสิบกว่าวัน แต่ก็ฝึกฝนหนักมากมากกว่าการฝึกปกติหลายสิบหลายร้อยเท่า ประสิทธิภาพของกองทัพต้องไม่ธรรมดาแน่ !

             

            มาถึงซือหลี่ไม่พูดไม่จาสั่งทหารบุกเลย

             

            ทหารกว่าหมื่นนายบุกเข้าตีเป็นทัพหน้า โดยมีรองผู้บัญชาการเป็นผู้คุมทัพรองผู้บัญชาการคนนี้มีลักษณะเด่นคือ หูกางราวกับลิงเขาสามารถได้ยินเสียงจากระยะไกลได้ นั่นคือความสามารถพิเศษที่เขามีนอกจากนี้แล้วอาวุธยังเป็นขวานคู่ กะทัดรัดเหมาะมือ ที่เหลือนั้นไม่มีอะไรโดดเด่นเขาคือมือขวาของซือหลี่ นาม ‘จินโหว’

             

            จิวโหวไม่ได้หลบอยู่กลางทัพเหมือนคนอื่น ๆ เขานำหน้าทหารเข้าปีนค่ายวิชาต่อสู้ของเขาว่องไวมากเพียงพริบตาก็ปีนขึ้นมาเกือบจะเหยียบพื้นที่บนกำแพงค่ายได้แล้ว ทว่า...

             

            ปัง !

             

            ขวานใหญ่ของจั้วหย่งฟาดลงไปด้วยแรงมหาศาล จินโหวเบิกตากว้างเขารีบใช้ขวานคู่ของเขามารับไว้ตัว แต่ตัวก็ร่วงลงพื้นอย่างแรงแต่แค่นี้ไม่ทำให้เขาถึงตายหรอก ทหารผู้นี้นับว่ามีฝีมือไม่น้อยเมื่อเพ่งมองขึ้นไปก็เห็นบุรุษสวมเกราะดำหยดเลือดสีแดงสามหยดกลางชุดเกราะมันคือสีของชุดเกราะ นัยน์ตาของชายผู้นั้นดั่งพยัคฆ์ร้าย

             

            จินโหวไม่ได้บุ่มบ่ามปีนค่ายต่อเขารอหยั่งเชิงอีกฝ่ายตราบใดที่อีกฝ่ายขยับตัวเขาจะลงมือ

             

            จั้วหย่งเองแม้ว่าจะไม่ได้รับบาดเจ็บแต่เขาก็ต้องแปลกใจ ทั้ง ๆที่ใช้แรงไปเยอะมาก แต่กลับไม่สามารถทำอันตรายอีกฝ่ายได้ทำได้เพียงให้บาดเจ็บเล็กน้อย ชัดแล้วว่าฝ่ายนั้นก็ไม่ธรรมดา

             

            เสาหลักของสองทัพจะเผชิญหน้ากันอีกรอบแต่ทันใดนั้นเองก็ทัพพิทักษ์อุดรก็หยุดโจมตีถอยกลับไปซือหลี่สังเกตได้ว่าการตีค่ายนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิดจึงไม่อาจบุ่มบ่ามให้เสียไพร่พลได้ ตัดสินใจสั่งถอนทัพ เสียงระฆังดัง ‘เหง่ง เหง่ง’ทหารนับหมื่นถอยกลับ

             

            แม้แต่จงฉีก็ยังต้องอึ้งกับความเป็นระเบียบของกองทัพพิทักษ์อุดรนี้เมื่อสั่งถอยก็ยังถอยแบบเป็นระเบียบ ถอยก็ถอยทันที ไม่เหมือนกับทัพอื่น ๆ

             

            ทัพโลหิตทมิฬคล้ายจะเจอกับคู่ต่อสู้ที่แท้จริงแล้ว !

             

            จงฉีมองดูศัตรูที่ถอนทัพไปด้วยความเสียดายซือหลี่สั่งให้ทหารถอยกลับไปสิบลี้ทำทีจะตั้งค่ายรบยืดเยื้อ

             

            ทว่าอันที่จริงแล้วเขาแบ่งทัพออกเป็นสองส่วนส่วนหนึ่งจินโหวคุมทัพสองหมื่นนาย อีกส่วนเขานำทัพสามหมื่นนายทหารของจินโหวลอบออกจากค่ายอ้อมป่าไป ซือหลี่หวังจะให้จินโหวอ้อมไปตีหลังค่ายข้าศึกแล้วตัวเขาเองจะนำทหารตีด้านหน้า ตีขนาบสองด้านเขาไม่เชื่อว่าจงฉีจะรับศึกไหว !

             

            ...

             

            “ทำไมพวกเขาถึงถอยกันล่ะ” จั้วหย่งไม่เข้าใจ ทั้ง ๆที่อีกฝ่ายมีกำลังที่เหนือกว่า

             

            “นั่นสิ พวกเขาคงไม่ได้วางแผนอะไรอยู่ใช่ไหม ?”

             

            “เจ้าถามข้าแล้วจะให้ข้าไปถามใครกัน ?” จั้วหย่งตอบอย่างเสียอารมณ์จงฉีหรี่ตาแคบลงเจ้าบ้านี่หัดยอกย้อนเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?

             

            “ทหาร !” จงฉีเรียกทหารก็เข้ามาอย่างไว

             

            “ส่งหน่วยสอดแนมมออกไป กองทัพข้าศึกกำลังทำสิ่งใดอยู่ ?”

             

            “รับคำสั่ง !”

             

            หลังจากที่ทหารออกไปแล้ว จงฉีก็ไม่วางใจ เดินตรวจตราทั่วค่ายสั่งให้รักษาประตูค่ายและกำแพงให้ดีค่ายนี้ปิดกั้นถนนใช้ป่าและภูเขาที่สลับซับซ้อนเป็นปราการธรรมชาติมีทางเข้าออกสองทางเท่านั้น หากซือหลี่จะใช้อุบายเขาต้องใช้ออกอย่างไร ?

             

            พึ่งผ่านไปได้ไม่นานทหารก็รีบกลับมารายงาน “แย่แล้วขอรับกองทัพพิทักษ์อุดรคล้ายว่าจะเดินทัพเข้าป่าอ้อมหนีพวกเราไป”

             

            หนี ?

             

            จงฉีไม่เข้าใจจะหนีไปทำไม ทั้ง ๆ ที่มีทหารอยู่เยอะกว่าหลายเท่า ?”แต่ทันใดนั้นเองสมองของเขาก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว หน้าตาของเขาตื่นขึ้นทันที

             

            “เร็วเข้าให้ทหารสองพันที่เราซุ่มไว้ติดตามทัพที่เดินอ้อมนั้นไปอย่างเงียบเชียบรอโอกาสเหมาะที่พวกมันจะตีค่ายก็ให้จู่โจมอย่าให้ได้ตั้งตัวติด !”

             

            จงฉีสีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย เขาเดินไปยืนรอดูข้าศึกบนเชิงเทินไม่ใช่หลังค่ายแต่เป็นหน้าค่าย เขาคาดว่าอีกไม่นานกองทัพหลักที่นำโดยซือหลี่จะมาเยือน

             

            ไม่ต้องรอนานเลย ทหารสามหมื่นนายย่ำเท้าเป็นจังหวะเข้ามาโลหะสะท้อนแสงดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้า

             

            ทหารโลหิตทมิฬพากันตื่นตัว ไม่นานต่อจากนี้ศึกที่หนักหน่วงจะอุบัติขึ้นแล้ว!

             

            “บุก !”

             

            สิ้นเสียงทหารนับหมื่นเดินเรียงแถวเข้าไปอย่างเป็นระเบียบทหารเกราะหนักล้วนกันลูกศรได้ทั้งสิ้นต่อมาเมื่อถึงกำแพงค่ายก็ไม่ได้ใช้บันได้ปีนค่าย แต่เป็นทหารที่ต่อตัวกันเป็นชั้นๆ จากฐานสูงขึ้นไปจนถึงบนกำแพงค่าย

             

            จงฉีหรี่ตาแคบลง โบกมือคราหนึ่ง จากนั้นกลองก็รัวเป็นจังหวะ ประจวบกับที่ทหารอุดรใช้ตนสร้างเป็นบันไดเสร็จพอดีทหารคนอื่น ๆ กำลังปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว น้ำมันเดือดก็พลันราดลงมือทหารเกราะหนักเหล่านั้นถึงกับสั่นสะท้าน !

             

            ซือหลี่เหงื่อตก เขาไม่คิดว่าจงฉีจะมีน้ำมันอยู่ด้วย เขาตกใจมาก !

             

            ไม่ทันที่คำสั่งต่อไปของซือหลี่จะมาทหารโลหิตทมิฬก็จุดคบเพลิงเขวี้ยงลงไปด้านล่างถูกน้ำมันที่ราดตัวไว้เกิดเป็นคนไฟลามไปติดตัวคนอื่นๆ

             

            ซือหลี่รีบสั่งให้ทหารถอยทัพเขาประมาทศัตรูมากเกินไป จงฉีไม่ใช่คนที่จะล้มง่ายขนาดนั้นเขาต้องแปลกใจมากว่าทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยได้ยินชื่อจงฉีมาก่อนทั้งที่มีสติปัญญาระดับนี้ก็ควรจะได้เป็นรองผู้บัญชาการกองทัพใหญ่เลยแท้ ๆแต่ทำไม...?

             

            เขาตระหนักได้ถึงการเชื่อใจในฝีมือทหารของตนเองมากเกินไป ทำให้ดูแคลนศัตรูเช่นนั้นแล้วกองทัพของจินโหวจะเป็นเช่นไร? นี่คือสิ่งที่เขากังวลที่สุด !

             

            เมื่อทหารของเขาถอยกลับมาหมดแล้วจึงเปลี่ยนยุทธวิธีในการเข้าตีในเมื่อทหารเกราะหนักใช้ไม่ได้ผลก็คงต้องเป็นทหารที่มีความคล่องตัวสูงในการโจมตี บันไดสูงจะถูกใช้งานอีกครั้งทั้งนี้การสนับสนุนก็ยังจำเป็น เขาต้องมั่นใจว่าจะยึดค่ายนี้ได้ในเวลาอันสั้นหากจะทุ่มแล้วก็ต้องทุ่มให้สุดมีแต่ชนะที่นี่เท่านั้นถึงจะไปช่วยนครหลวงได้อย่างปลอดภัย

             

            ทหารเกราะเบานำหน้าขบวนศึก วิ่งกรูกันเข้าไปตามด้วยทหารเกราะหนักคราวนี้ฝนธนูของกองทัพโลหิตเข้าประทับร่างของทหารอุดรได้ ล้มตายเป็นจำนวนมากหากทหารในคราแรกที่โจมตีล้มตายไปมากแล้วครั้งนี้ยิ่งมากกว่า แต่นั่นก็ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของกองทัพอีกฝ่ายเลย

             

            ทหารห้าหมื่นใช่จำนวนน้อยที่ไหนแต่ถ้าหากพวกมันรู้ว่ามีบุรุษผู้หนึ่งนำทหารไม่ถึงหมื่นบุกตะลุยทหารหลายหมื่นนายพวกมันคงต้องประหลาดใจจนไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง !

             

            และหากกองทัพแบบนั้นมีอยู่จริง ต้องเป็นกองทัพที่น่ากลัวแบบไหนกันแม้แต่กองทัพพิทักษ์อุดรที่ว่าเป็นอันดับหนึ่งก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

             

            จงฉีไม่ได้ใช้กลอุบายเดิมคราวนี้เขาจะไม่ยอมให้ทหารของอีกฝ่ายเข้าใกล้ค่ายได้แม้แต่น้อยอาวุธใหม่ได้ถูกใช้ออกมามันคือ เครื่องหน้าไม้ขนาดใหญ่ ใช้ทหารถึงหกนายต่อหนึ่งเครื่องใช้ท่อนซุงเป็นลูกศร ด้านหน้าเป็นเหล็กที่นำมาต่อกับตัวท้ายเป็นอย่างดีพลังทำลายล้างสูงมาก แม้แต่ระดับแก่นแท้พลังก็ไม่อาจดูแคลน

             

            “ยิง !”

             

            คำสั่งยิงถูกส่งออกไป ลูกศรนั้นก็พลันปล่อยออกทหารเกราะเบาและเกราะหนักก็พากันปลิวว่อนราวกับเม็ดทรายล้มลงแหลกละเอียด

             

            ซือหลี่เบิกตาแทบถลน “นั่นมันอะไรกัน ?!” อาวุธชนิดใหม่ ?

             

            แม้ว่าอานุภาพทำลายล้างจะรุนแรง แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเต็มลูกศรลงไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยิง ช่วงเวลานั้นจำเป็น และก็ยังมีน้อยเกินไปด้วยภายในค่ายมีอาวุธนี้เพียงสิบอันเท่านั้น มันถูกเรียกว่า ‘หน้าไม้ทลายแก่นแท้’ นั่นหมายความว่าหน้าไม้นี้สามารถทำอันตรายพวกที่อยู่ระดับแก่นแท้พลังได้ !

             

            แต่ถึงอย่างนั้นถ้าให้จอยุทธ์ระดับแก่นแท้มาต่อสู้จริง ๆหน้าไม้ทลายแก่นแท้นี้คงไม่อาจแสดงอานุภาพได้หากไม่มีคนล่อให้อีกฝ่ายตกเป็นเป้าได้สำเร็จแม้พลังทำลายล้างจะมาก แต่การเคลื่อนที่ของมันค่อนข้างจะยุ่งยาก

             

            ซือหลี่ตระหนักถึงความสามารถของกองทัพโลหิตทมิฬแล้วนี่ไม่ใช่กองทัพธรรมดาอย่างที่คิด ทั้งการวางแผนทั้งยุทโธปกรณ์ แลฝีมือทหารก็ไม่เป็นรองกองทัพพิทักษ์อุดรเลยหากไม่นับเรื่องจำนวนแล้วละก็ไม่แน่ว่าอนาคตกองทัพอันดับหนึ่งคงต้องตกเป็นของกองทัพโลหิตทมิฬเป็นแน่ !

             

            เขาถอนหายใจออกมาช้า ๆ เขาไม่คิดจะโจมตีค่ายนี้ต่อแล้วการสิ้นเปลืองทหารมากมายที่นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเดิมทีอยากจะทุ่มกำลังให้ถึงที่สุด แต่หน้าไม้นั้นน่ากลัวเกินไปอีกอย่างซือหลี่ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว หากกองทัพโลหิตทมิฬรั้งเขาไว้ที่นี่ได้หรือต่อให้เขานำทัพผ่านไปได้ก็ต้องแลกกับความเสียหายที่มากเกินกว่าจะรับไหว

             

            หากไม่ใช่เพราะมีเวลามาเกี่ยวข้อง เขาคงจะอยู่เล่นด้วยกับจงฉีที่นี่ให้รู้แพ้รู้ชนะไปอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อว่าตนเองจะอ่อนด้อยกว่าอีกฝ่ายหากสู้กันจริงอย่างไรกองทัพพิทักษ์อุดรก็ต้องชนะเขาเองก็มีอุบายกลายร้อยหลายพันที่ยังไม่ได้ใช้ แต่นั่นแหละมันต้องใช้เวลาเพราะเวลากองทัพโลหิตทมิฬจึงชนะไป

             

            ในที่สุดซือหลี่ก็สั่งทหารทั้งหมดถอยทัพ และยังส่งคนไปแจ้งกับจงฉีว่า “ข้าซือหลี่จะถอยทัพกลับเพราะฉะนั้นทหารที่ลอบโจมตีหลังค่ายจงฉีคงจะรู้แล้วได้โปรดปล่อยพวกเขากลับ แล้วข้าจะเร่งเดินทัพกลับชายแดนเขตเหนือข้าให้คำสัตย์ !”

             

            ...

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน