ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 48 ปราณมาศ

    กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม

             

            ภายในห้องสีขาวโล่ง ๆ ที่ไม่มีแม้แต่ตะปูตอกฝาผนัง

            ผมนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง

            ผม... รอ... นาน... มาก...

            เอาจริง ๆ มันนานจนผมเริ่มสงสัยว่าผมโดนลืมหรือเปล่า

            หรือว่าสิ่งที่ผมจะได้จากผู้ก่อตั้งสำนักคือด่านทดสอบของผมคือ 'ความอดทน' กันแน่

            คือไม่ได้จะบ่นอะไรหรอกนะ

            แต่ห้องนี้ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแบบไม่มีอะไรจริง ๆ

            ไม่มีลวดลาย ไม่มีปราณพิเศษ ไม่มีแม้แต่ 'ความรู้สึก'

            มันเงียบชนิดที่ถ้ามีมดเดินผ่าน ผมคงได้ยินเสียงมันท่องคาถาเดินด้วย

            ผมเลยหลับตานั่งสมาธิ ปรับลมหายใจ ดูดกลืนปราณรอบตัวแบบที่ทำเวลารอยี่ฟู่หายเมาค้าง

             

            และในตอนที่ผมกำลังบ่นกับตัวเองอยู่นั้น

            อยู่ดี ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น

             

            แอด..

             

            ตามมาด้วยเสียงทรงพลังที่ผมจำได้ขึ้นใจ

            “ปล่อยเจ้าคอยนานแล้ว.. เจ้าทารกน้อย”

            ดวงจิตของเทพกระบี่ผู้ไร้นามปรากฏตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

            เหมือนเงาผีที่พึ่งหลุดจากม่านควัน (อ้อใช่.. พูดให้ถูก.. เขาคือผี)

            น้ำเสียงเขาเย็น แต่ก็ฟังดูหอบ ๆ เหมือนคนเพิ่งผ่านอะไรมาเหนื่อย ๆ

            “สหายลิงกังของเจ้านั้นมากเรื่องมากความไปหน่อย

            แต่ก็เรียบร้อยดีแล้ว ส่วนการทดสอบของเจ้าลูกหลานสกุลหนานนั้นก็ดำเนินผ่านไปได้ด้วยดี

            เจ้าเป็นผู้สุดท้ายที่ข้ามาหา”

             

            ผมลืมตาลุกขึ้นยืน ไม่ได้ทำความเคารพหรูหราอะไร เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ต้องการพิธี

            “โหวหวังมันได้รับการสั่งสอนอะไรจากท่านหรือครับ.. ท่านอดีตเจ้าสำนัก?”

            คำถามดูสุภาพ แต่ในหัวผมจริง ๆ คือ

            'ไอ้หมอนั่นคงได้อะไรดี ๆ แน่ถึงได้รับการชี้แนะจากผู้ก่อตั้งเป็นคนแรก'

             

            คำตอบของเขา.. กวนตีนนิด ๆ แบบผู้ใหญ่ที่เพิ่งโดนเด็กด่า

            “ข้าไม่ได้ถ่ายทอดอะไรให้มันเป็นพิเศษ

            แต่เป็นมันนั่นแล.. ที่กำลังถ่ายทอดและสอนสั่งกระบวนท่าต่าง ๆ ให้ทารกหญิงสกุลหนาน

            อย่าง 'สนุกสนาน' อยู่”

             

            ผมหยุดคิดไปสองวินาที

            ก่อนที่สมองจะตีความแบบ 'ทางสายขาว' ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

            “ที่แท้.. พวกนั้นก็กำลังฝึกวิชากันอยู่..”

            ผมพยักหน้ากับตัวเองเบา ๆ

            ไอ้หมอนั่นคงสอนท่าวิชากระบองผสานลมปราณ

            แล้วก็แกล้งแต๊ะอั๋งเบา ๆ อย่างที่มันถนัดนั่นแหละ

            ก็เข้าใจได้ เพราะมันคือ 'ทางของซุนโหวหวัง' โดยแท้

            แต่เพราะไม่อยากฟังอะไรที่เสี่ยงจะกลายเป็นภาพติดหัว

            ผมเลยเปลี่ยนเรื่องทันที

            “แล้วด่านทดสอบของหงชุนเป็นเช่นไรหรือขอรับ?”

             

            ตอนผมเอ่ยถึงหงชุน

            ผมไม่ได้คาดหวังจะได้คำตอบอะไรมาก

            แค่อยากรู้ว่าเขาเป็นยังไงบ้าง ฝ่าด่านได้หรือยัง หรือโดนฝังกลางห้องไปแล้ว

            แต่ทันทีที่ผมพูดจบ

            ผมเห็นดวงตาของดวงจิตผู้ก่อตั้งสั่นไหวเล็กน้อย

            เขาไม่ได้พูด.. แต่ได้โบกมือปล่อยพลังปราณออกมาทำให้ผมเห็นภาพห้องหนึ่ง

            ห้องที่หงชุนอยู่

             

            ในห้วงภาพนั้น..

            หงชุนกำลังถูกทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมาเป็นสาย

            ไม่ใช่หนึ่ง ไม่ใช่สอง

            แต่ต่อเนื่องอย่างไร้ปรานี

            เสียงร้องนั้นไม่ใช่เสียงร้องธรรมดา

            มันคือเสียงของกระดูกที่ไหม้ ความรู้สึกที่ปะทุเป็นเถ้าถ่าน เสียงของชายผู้กำลังถูกย่างสดเพื่อปลุกไฟภายในสายเลือดให้ตื่น

            หากเทพกระบี่ผู้ไร้นามย้อนกลับไปเห็นศพไหม้เกรียมของหงชุนในตอนนี้

            ผมก็ไม่แปลกใจ..

            เพราะนั่นคือทางเดียว..

            ที่จะทำให้เปลวนิพพานตื่นขึ้น

             

            กลับมาที่ผม

            ผู้ก่อตั้งหันกลับมา แต่ครั้งนี้น้ำเสียงของเขานิ่งเยือกเสียยิ่งกว่าเดิม

            “เจ้าอย่าได้สนใจมันเลย สนใจเพียงตัวเจ้าเป็นพอ”

            ผมพยักหน้ารับสั้น ๆ ไม่ได้พูดอะไร

            แต่เขาพูดต่อ

            เสียงนั้นชัดเจน แข็งกร้าว และเย็นเสียจนผมต้องตั้งใจฟังให้ครบทุกคำ

            “แต่ก่อนที่ข้าจะช่วยเจ้าผสานปราณทั้งสองสายเข้าหากัน

            เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่าวิธีนี้เจ็บปวดเป็นอย่างมาก

            เจ็บเสียยิ่งกว่าการปลุกเปลวนิพพานของทารกราชสกุลหนานเสียอีก”

             

            ผมฟัง แต่ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร

            ไม่ใช่เพราะผมกล้าหาญ

            แต่เพราะผมไม่รู้เลยต่างหาก ว่า 'เปลวนิพพาน' มันเจ็บแค่ไหน

            ผมก็แค่เด็กคนนึงที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

            ถ้าเทียบกับคนอื่นในสุสานนี้

            ความรู้เรื่องพลังและสายเลือดของผมเทียบได้กับเด็กสิบขวบเล่นน้ำในอ่างล้างหน้า

            และบางที..

            นั่นก็อาจเป็นเหตุผลที่ผมยังยืนอยู่ได้ตรงนี้

            เพราะผมยังไม่รู้ว่าตัวเองควรกลัวอะไร

             

            “ไหน.. เจ้าลองเรียกพลังทั้งสองสายของเจ้าออกมา”

             

            ผมพยักหน้า

            ยกมือขวาขึ้นก่อน เพราะฝั่งนี้คือปราณคราม

            พลังที่ผมใช้จนคุ้นมือ เหมือนเป็นเส้นเลือดที่เต้นตามจังหวะใจ

            แสงครามวาบขึ้นทันที เย็น ลื่น ไหลนิ่ง เป็นพลังที่รู้สึกสงบ

            จากนั้นผมเพ่งสมาธิอีกครู่ มือซ้ายเริ่มอุ่น และไม่นานปราณชาดก็จุดประกายขึ้นตามปลายนิ้ว ความสับสนและร้อนเผาเหมือนถือไฟอยู่กลางฝ่ามือ

             

            หายใจผมเริ่มเปลี่ยน

            ไม่ใช่เพราะเหนื่อย แต่เพราะสองพลังนี้มันเกลียดกัน เหมือนผมกำลังบังคับศัตรูให้อยู่ร่วมในร่าง เหมือนวางแมวกับหมาไว้ในกรงเดียว แล้วสั่งให้มันยิ้มให้กัน

             

            “ตอนนี้เจ้าคงรู้สึกเหนื่อยกว่าปกติหลายเท่า

            หากเจ้าพยายามเก็บการคงอยู่ของปราณสองสายพร้อมกันเช่นนี้ต่อไป..

            มือซ้ายขวาของเจ้ามันจะค่อย ๆ หนักขึ้น เส้นปราณของเจ้าจะปวดระบมอีกพลังปราณที่เจ้าเรียกออกมาต่างไม่สงบนิ่งคล้ายเปลวเพลิงที่ถูกสายลมพัดพลิ้ว..

            เอาละทีนี้..

            คลายพลังปราณของเจ้าลงก่อน ข้าจะอธิบายถึงเหตุผลของอาการนี้ของเจ้าให้ได้รู้”

            เสียงของผู้ก่อตั้งดังขึ้นในขณะที่ผมยังคงตั้งสมาธิ ควบคุมพลังไว้ในฝ่ามือทั้งสองข้าง

            ใช่.. มือมันเริ่มหนัก เส้นปราณค่อยตึงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนเส้นเอ็นจะลั่น

            คล้ายว่าพลังทั้งสองสายราวกับ 'ไม่ยอมให้พื้นที่กัน'

            เหมือนสายไฟคนละแรงดัน ที่พยายามจะเสียบปลั๊กพร้อมกันในรูเดียว

            ผมยังไม่เข้าใจทั้งหมด

            แต่ก็คลายพลังลงทันทีตามที่เขาบอก

             

            พอปราณชาดหายไปจากมือซ้าย

            และปราณครามจางหายจากมือขวา

            ลมหายใจผมก็ค่อย ๆ คืนจังหวะเป็นปกติ

            ในอกไม่ปวด ไม่วูบ ไม่หวิว

            แต่มือทั้งสองข้างยังอุ่นจี๊อยู่

             

            “ก่อนอื่นเจ้าต้องรู้ก่อน”

            ดวงจิตผู้ก่อตั้งเริ่มบรรยาย

            เสียงของเขานิ่ง เหมือนครูคนหนึ่ง

            แต่เนื้อหาที่เขาพูดนั้น เหมือนผ่าโลกทัศน์ของผมออกเป็นสองซีก

            “คนปกติเมื่อปลุกพลังเทพสถิตร่าง ร่างกายมันจะสร้างเส้นปราณเดี่ยวที่เชื่อมจากจุนตันเถียนไปสู่ร่าง เพื่อไหลเวียนพลังตามสายที่กำหนด

            แต่เจ้าแตกต่าง”

            ผมมองเขาอย่างไม่กะพริบ หัวใจเต้นขึ้นแต่ไม่กล้าพูดแทรก

            “ตราของเจ้าคือ 'หวงหลง ราชันมังกรทอง'

            ด้วยพลังนี้มันจะสร้าง 'เส้นปราณสองสาย' ซ้อนทับกัน

            คือเส้นปราณคราม และเส้นปราณชาด

            ทั้งสองเส้นพันกันยุ่งเหยิงในร่างเจ้า”

            เขาหยุด แล้วมองผมนิ่ง

            สายตานั้นไม่ได้ตำหนิ แต่มันคือสายตาที่ 'เข้าใจในความทุกข์'

            “ตอนเจ้าเรียกพลังสองสายพร้อมกัน

            จุนตันเถียนของเจ้าต้องทำงานสองเท่า

            จากที่มันควรแค่เก็บพลังและกระจายออกไป

            เอาเป็นข้าจะเปรียบง่าย ๆ ให้เจ้าฟังก็แล้วกัน”

            เขาชี้ลงพื้น แล้วใช้นิ้วเปล่งปราณบาง ๆ วาดแผนภาพ

            ในเสี้ยววินาที ผมก็เข้าใจร่างกายผมเหมือนเครื่องจักรสองชุดที่ต้องใช้เตาเดียวกันปั่นไฟ

            ไม่มีใครออกแบบมันให้ทำได้

            แล้วเขาก็พูดต่อ

            ประโยคที่ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายลงคอ

            “วิธีที่เจ้าฝึกอยู่ทุกคืนคือวิธีที่ผิด”

            เสียงนั้นไม่ได้ตำหนิ

            แต่หนักแน่นพอจะทำให้คนที่เคยเชื่อมั่นหยุดคิดและมองย้อนกลับไป

            “เจ้าคิดว่าฝึกเรียกปราณสองสายพร้อมกันบ่อย ๆ

            จะทำให้เส้นปราณเจ้าขยาย และแบกรับได้มากขึ้น

            มันจริงแค่ครึ่งเดียว

            สิ่งที่เจ้าทำให้เส้นปราณใหญ่ขึ้นได้จริง

            แต่ไม่ได้เปลี่ยน 'ระบบ' ที่จุนตันเถียนเจ้าทำงาน

            เจ้าแค่ฝืนฝึกจนร่างทนเก่งขึ้น

            แต่มันก็แค่การเอารถเก่าขับขึ้นเขาทุกวัน

            สุดท้าย..

            เครื่องยนต์มันก็จะพังอยู่ดี”

             

            ผมยืนเงียบฟังทุกคำ เข้าใจครึ่ง ไม่เข้าใจครึ่ง แต่ก็รู้ว่าทั้งหมดนั้นจริง

            แล้วเขาก็ยกมือขึ้น ฝ่ามือที่โปร่งแสงนั้นเรืองแสงสีทองขึ้นมา

            สีทองที่ไม่ใช่แสงธรรมดา..

            มันคือทองของแสงอาทิตย์

            มีประกายที่เหมือนจะหลอมตา

            แต่ก็อบอุ่นอย่างประหลาด

             

            “แต่เดิม.. ข้าคือร่างสถิตหวงหลงคนก่อนเจ้า”

            เสียงเขาเริ่มมีอารมณ์ขึ้นเล็กน้อย

            ไม่ใช่อารมณ์โกรธ..

            “พลังปราณสายนี้.. คือผลพวงจากการทดลองสุดโต่งของข้า

            ข้าจึงตั้งชื่อมันว่าปราณมาศ”

             

            ผมกลืนน้ำลาย ใจมันเต้นขึ้นอีกรอบ

            ดวงตาจ้องปราณสีทองนั้นที่เปล่งแสงเหมือนใจของมันไม่เคยดับ

            และตอนที่ตาแก่วิญญาณพูดว่า 'พลังปราณสายนี้.. คือผลพวงจากการทดลองสุดโต่งของข้า'

            ผมนี่ขนลุกเลยครับ

            เพราะคำว่า 'ฝึก' ไม่ได้หลุดออกจากปากเขาแม้แต่ครั้งเดียว

             

            ผมเลยถามไปตรง ๆ แบบคนที่เริ่มรู้สึกว่ากำลังยืนอยู่ตรงทางแยกของชีวิต

            “เอ่อ..ท่านรุ่นก่อน

            ข้าขอถามท่านได้หรือไม่ว่าวิธีการที่ท่านกล่าวเป็นวิธีเช่นไร?”

             

            และคำตอบที่ได้..

            คือคำที่ผมไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิตจอมยุทธ์

            “ผ่าตัดเส้นปราณ”

             

            “!!!”

            ผมนี่ผงะก้าวถอยหลังไปสองสามจังหวะ

            เหมือนคนที่เดินไปเจอป้าย 'พื้นที่มีระเบิด' แต่คุณดันเหยียบขาก้าวเข้าไปข้างในแล้ว

            ใคร ๆ ก็รู้ว่าเส้นปราณคือของเปราะบางที่สุดในร่าง มันไม่ใช่เส้นเอ็น ไม่ใช่เส้นเลือด

            มันคือ 'ท่อส่งพลังชีวิต'

            เส้นปราณมีบาดแผลเพียงนิด..

            อาจทำให้ชีวิตยุทธ์พังถาวร

            แล้วนี่เขายังพูดว่า 'ผ่าตัดเส้นปราณ' ให้ตายเถอะ

            เอาจริง..

            ผมเริ่มอยากกลับไปฝึกแบบเดิมที่ผมเคยทำแล้วล่ะ

             

            แต่ก่อนที่ผมจะทันปฏิเสธ

            ตาแก่นั่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ

            แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจของคนที่ เคยผ่าเส้นปราณตัวเองแบบไม่มียาชามาแล้ว

            “ไม่ต้องกลัวไปเจ้าทารกน้อย..

            ชื่อเสียงที่ข้าสั่งสมมาตลอดช่วงชีวิตของข้า ไม่ได้มีแต่วิชากระบี่ที่เด่นเป็นเลิศหรอกหนา

            ในยุคสมัยของข้า..

            ข้ายังถูกขนานนามว่าเซียนแพทย์อันดับหนึ่ง ยิ่งตอนนี้ร่างของข้าเหลือเพียงแค่ดวงจิต ข้าก็ยิ่งสะดวกในการผ่าตัด

            ข้าสามารถใช้มือคว้านใช้พลังจัดแต่งเส้นปราณของเจ้าได้จากภายในโดยไม่ต้องกรีดฉีกแหวกเนื้อหนังของเจ้าออกมา

            นับว่าเจ้าโชคดีแล้วไม่เหมือนข้าในครั้งอดีตที่ต้องกระทำทุกอย่างด้วยตนเอง

            แถมตอนนั้นข้ายังมีเลือดเนื้อจริง ๆ อีกด้วย”

             

            โอ้โห..

            บรรยากาศตอนนี้คือผมยืนบนโต๊ะผ่าตัดโดยไม่มีหมอ มีแต่ผีหมอ

            แถมเขาไม่ถามความพร้อมผมสักคำ!!

            เขาก็โบกมือและทันใดนั้น ร่างผมก็ลอยขึ้นช้า ๆ ขาเริ่มแกว่ง แรงต้านไม่มี

            กางเกงก็เริ่มรั้งตะเข็บอย่างน่าสงสาร

            “ว่าแล้วพวกเรามาเริ่มกันดีกว่า..

            อย่าได้ชักช้า เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้ว”

             

            “เดี๋ยว!! สต๊อปปุ!!!

            ทะ..ท่านไม่คิดจะใช้ยาชาหรือยาสลบก่อนหรือ!!!???”

            เสียงผมโหยหวน แต่ไร้คนรับฟัง

            มีเพียงสายตาอันแน่วแน่ของผู้ก่อตั้งที่มองผมเหมือนกบในห้องทดลอง

             

            “ยาชา? ยาสลบ? ไม่จำเป็นหรอกเจ้าทารกน้อย..”

            ดวงจิตพูดจบประโยคพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูแล้วโคตรจะน่ากลัว

            “ประเดี๋ยวความเจ็บปวดก็ทำให้เจ้าชาหรือไม่ก็สลบไปเอง”

             

            “เดี๋ยว!!”

            ผมยังไม่ทันได้แย้ง

            คลื่นพลังสายหนึ่งก็พุ่งตรงเข้าสู่จุดตันเถียนของผมทันที!

            “อึก!!”

             

            ร่างผมสะท้านเหมือนมีกระบี่ร้อนพุ่งเจาะเข้าท้องโดยไม่ให้สัญญาณ

            มือไม้เกร็ง ร่างกายสั่นเหมือนถูกมัดไว้กับสายฟ้า

            ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลออกมาเหมือนโดนบีบออกจากรูขุมขนด้วยคีมบีบเหล็ก

            พลังปราณของผมแตกกระจายออกทันทีในตอนที่เส้นลมปราณในร่างผ่าถูกเปิดฝาท่อพร้อมกันทั้งหมด

            แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะไหลออกจนหมด!!

            ไอ้แก่บ้านั่นยกมือซ้ายขึ้น

            พลังของเขาโอบรับพลังปราณของผมเอาไว้

            ประคองไม่ให้มันพังทะลุเส้นปราณเหมือนแพทย์ที่จับเลือดที่พุ่งออกมาไว้ด้วยฝ่ามือเปล่า

            แล้วมือขวาของเขาเริ่มเคลื่อนไหว

            มันช้าดูอ่อนโยน แต่เจ็บทะลุวิญญาณ

             

            ทุกครั้งที่เขาขยับนิ้ว

            ผมรู้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างในร่างผมกำลังถูก 'กรีด'

            ผมไม่ต้องใช้เนตรจ้าวมังกร

            ไม่ต้องมีภาพประกอบ

            ผมรู้ว่าตรงนั้นคือชายโครง เส้นนั้นคือแนวหลัง และทุกเส้นถูกเปิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน

            เขากำลังกรีดเปิดเส้นปราณสองเส้นตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

            ทุกจังหวะของการผ่าเหมือนโน้ตดนตรีที่ไม่ได้สุนทรี แต่เจ็บปวด

            เจ็บจนกระดูกสั่น!!

             

            แล้วเขาก็เริ่มเย็บ

            พระเจ้า!!

            หากการผ่าตัดของตาแก่นั่นคือฟันด้วยมีดพลังปราณ

            การเย็บก็คือการใช้ไฟเชื่อมสองเส้นปราณเข้าด้วยกัน

            ผมรู้สึกเหมือนร่างตัวเองกำลังถูกถักด้วยด้ายเหล็กที่ร้อนลวก

            เขากำลังเย็บเส้นพลังชีวิตสองเส้นเข้าด้วยกันทีละจุดด้วยมือเดียว

             

            เวลาผ่านไปนานเท่าไรผมไม่รู้

            ถ้าเวลาโลกจริงคือสี่ชั่วโมง..

            สำหรับผมมันคือสี่วัน!!

             

            และเมื่อเขาเย็บปลายสุดท้ายเสร็จ

            เขาก็ได้ใช้มือซ้ายต้อนพลังปราณทั้งหมดที่หลุดล่อนออกจากตัวผมกลับเข้าที่

            การกระทำสุดท้ายของเขาอ่อนโยนเหมือนมืออาม้าที่ลูบหัวตอนผมเป็นหวัด

            แต่ตอนนั้นผมหมดแรงเกินกว่าจะรับรู้อะไรได้อีกแล้ว

            เมื่อเขาคลายพลังที่ประคองผม

            ร่างผมค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้น

            แบบที่คนไม่มีแรงจะพยุงแม้แต่เปลือกตาตัวเอง

             

            ดวงจิตผู้ก่อตั้งลอยเทียบมาหยุดใกล้ ๆ กับร่างของผมที่แทบไม่มีสติ

            เสียงเขาดังแผ่วเบาเหมือนเสียงสุดท้ายจากคนที่พึ่งผ่านศึกใหญ่มา

            “หลังจากนี้สามวัน..

            ห้ามเจ้าเคลื่อนลมปราณเป็นอันขาดหากไม่อยากทำให้แผลตรงเส้นปราณของเจ้าปริแตก

            จงหลับพักผ่อนซะ.. เจ้าทารกน้อย..”

             

            ผมยังทันเห็นมือขวาของเขา โบกผ่านหน้าผมเบา ๆ

            เหมือนใครสักคนวางมือลงบนหนังตา

            เปลือกตาผมเริ่มหนัก

            สติเริ่มวูบ

            แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะดับลง

             

            เสียงสุดท้ายของเขาก็ยังแทรกเข้ามาในหัว

            “จงจดจำวิธีนี้ไว้..

            ภายภาคหน้า เจ้าจำเป็นต้องใช้มันอีกแน่นอน..”

             

            แล้วผมก็เข้าสู่นิทราที่ไม่มีแม้แต่ความฝัน

            ด้านร่างดวงจิตที่เลือนรางยิ่งกว่าเดิม เขาได้หอบยกร่างผมขึ้นพาดบ่าด้วยท่าทางที่ถ้าใครมาเห็นตอนนี้

            อาจจะคิดว่าเป็น 'ยมบาลกำลังแบกศพเด็กกลับสุสาน'

             

            เขาแบกผมมาวางที่ลานกว้างด้านนอก ตรงหน้าประตูทั้งสามบาน

            เมื่อวางผมลงเข้าก็ได้หันซ้ายหันขวา แต่ในนั้นไม่มีใครนอกจากร่างที่เหนื่อยอ่อนของผมและดวงจิตของเขา

            ดวงตาพร่าเลือนที่ไม่มีเปลือกเนื้อเบิกขึ้นเล็กน้อย

            ทางของดวงตาได้มองไปที่ประตูบานสุดท้ายที่เป็นรูปผู้หญิงที่มีเปลวไฟอยู่ที่ท้อง

            ริมฝีปากขยับขึ้นคล้ายจะสบถ

            “เห้ย! พวกเจ้าน่ะ!

            ตายอดตายอยากมาจากไหนกัน!?

            ห้าชั่วยามแล้วยังไม่เลิกอีก!?”