จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 64 น่าเสียดาย

            เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงจุดนี้ฉินอวี่ก็อยากจะเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงยังไม่พูดถึงเรื่องที่ลูกหมาป่าไม่ได้อยู่ในมือของเขาขึ้นมาก่อนหรือต่อให้ยังมีอยู่ในมือ ฉินอวี่ก็จะทำแบบนี้เช่นกัน

            ฉินอวี่ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมไกล่เกลี่ยความขัดแย้งหากเขายอมประนีประนอมจะยิ่งเพิ่มความเย่อหยิ่งของจ้าวเจิ้นหย่วนฉะนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะต่อสู้กับเขาให้จบเสียในคราวเดียวส่วนจ้าวเฟิงอวิ๋นที่เป็นพี่ชายของเขา ไม่อยู่ในสายตาของฉินอวี่เลยแม้แต่น้อยแม้แต่ถงอวิ๋นเฟยเขายังกล้าที่จะลงมืออย่างแข็งแกร่งมาแล้วนับประสาอะไรกับจ้าวเฟิงอวิ๋น?

            เหตุผลที่เขาต้องแสร้งทำเป็นโกรธก็เป็นเพราะฉินอวี่คิดจะอาศัยประโยชน์จากคำว่าคนกำลังใกล้ตายเรียกสติของทุกคนในที่แห่งนี้ ข้าเป็นคนที่ใกล้จะต้องตายอยู่แล้ว เมื่อไม่มีอะไรจะเสียย่อมไม่มีสิ่งใดที่ต้องเกรงกลัวในเมื่อกล้าท้าประลองก็ต้องลองดูกันสักครั้งให้รู้กันไป

            คนที่ขึ้นชื่อว่าใกล้จะตาย นับว่าต้องคำสาปอย่างไม่ทันตั้งตัวไม่รู้เหตุผลทำให้จิตใจของฉินอวี่ไม่อาจสงบอยู่ได้หากไม่ยกเรื่องคนกำลังใกล้ตายขึ้นมาปรามคนอื่นจากการระบายอารมณ์ของเขาจะไม่เป็นการเสียเวลาเปล่าหรือ?

            ในความเป็นจริง ฉินอวี่ต้องการใช้ระยะเวลาอันสั้นนี้ฝึกฝนตนเองอย่างสงบใช้เวลาว่างไปอ่านตำราโบราณในหอตำรา เพื่อค้นหาเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับยุคไท่กู่ส่วนเรื่องอื่น ฉินอวี่ก็ไม่คิดจะไปแข่งขันอะไรกับผู้ใดเลยมีแต่รอให้อาจารย์หวงถิงกลับมา และทุกอย่างก็จะเป็นไปตามธรรมชาติ

            แต่ด้วยสาเหตุจากเรื่องลูกหมาป่า ฉินอวี่จึงไม่อาจหลบเลี่ยงได้ดังนั้นเขาจึงคิดจะจบปัญหาทุกอย่างไปเสียทีเดียว แต่ขณะที่ฉินอวี่กำลังคิดเช่นนี้เขากลับถูกขัดจังหวะ

            เมื่อมองไปยังหญิงสาวที่อยู่ในชุดขาวที่กำลังเดินออกมาจากฝูงชนด้วยใบหน้าที่เย็นชาหญิงสาวที่มีระดับการฝึกฝนในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้น อายุราวยี่สิบปี มีผมยาวประบ่าใบหน้าดั่งเมล็ดแตงโม ดวงตาดูชาญฉลาด ใบหน้าละเอียดอ่อนงดงาม แม้จะเทียบไม่ได้กับหลิงเหยาแต่ก็ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงแต่ทั่วทั้งร่างกลับมีจิตของวิญญาณที่ว่างเปล่าไร้ตัวตน ราวกับเทพธิดาในภาพวาดราวกับอยู่เหนือเรื่องราวบนโลกมนุษย์

            เมื่อสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นบนใบหน้าของนางฉินอวี่ก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าเขาแสร้งทำมากเกินไปหรือไม่...

            “ที่แท้ก็ฉู่เยว่ฉาน หนึ่งในอัจฉริยะรุ่นห้าแห่งสายชีพจรฟ้าศิษย์อัจฉริยะแห่งสายชีพจรฟ้าอันดับที่สิบแปด”

            “แม้แต่ศิษย์พี่หญิงฉู่ก็ยังออกหน้าแทนเจ้าคนใกล้ตายผู้นี้เจ้าคนใกล้ตายนี่ช่างโชคดีเหลือเกิน”

            มีเสียงอุทานดังขึ้น

            จ้าวเจิ้นหย่วนก็ตกใจเช่นกัน เขานึกไม่ถึงว่าสิ่งนี้จะไปกระตุ้นฉู่เยว่ฉานเช่นกันอย่างไรก็ตาม ฉู่เยว่ฉานนับเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงของสายชีพจรฟ้าและมีความถนัดอันยอดเยี่ยม แม้แต่พี่ชายของเขาจ้าวเฟิงอวิ๋นก็เกรงกลัวนางเป็นพิเศษ เมื่อรู้สึกถึงสายตาอันเย็นชาของฉู่เยว่ฉานจ้าวเจิ้นหย่วนก็ยิ้มอย่างแข็งทื่อ ขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรออกมา กลับได้ยินเสียงพูดอันโกรธเกรี้ยวของฉินอวี่

            “ขอบคุณในความหวังดีของศิษย์พี่หญิง แต่ในวันนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะประลองกับเขา มิเช่นนั้นในภายหน้าข้าจะมีหน้าอยู่ในสำนักได้อย่างไร” ฉินอวี่กล่าวอย่างสลดใจ

            ฉู่เยว่ฉานขมวดคิ้วมองฉินอวี่ดวงตาที่ปราดเปรื่องของนางเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยความเห็นใจในมุมมองของนาง ฉินอวี่กำลังโกรธมากเกินไปแล้วดังนั้นจึงยอมสู้กับจ้าวเจิ้นหย่วนอย่างสุดชีวิต จากนั้นนางจึงจ้องไปทางจ้าวเจิ้นหย่วนก่อนจะพูดขึ้น “แข่งขันแพ้ แต่กลับบอกว่าถูกปล้นชิง ข้าจะไปถามจ้าวเฟิงอวิ๋นว่าพี่ชายอย่างเขาจะทำอย่างไร!”

            ขาทั้งสองข้างของจ้าวเจิ้นหย่วนอ่อนแรงทันทีเขาแสร้งทำเป็นอวดเบ่งอย่างเสือต่อหน้าศิษย์ทั่วไป หลบซ่อนจากพี่ชายตัวเองหากให้พี่ชายของเขารู้เรื่องนี้ เขาคงต้องเลือดตกยางออกจนขมขื่นมากเป็นแน่ทันใดนั้น จ้าวเจิ้นหย่วนก็มีใบหน้าที่ขมขื่น และพูดขึ้นมา “ศิษย์พี่หญิงฉู่...ข้า... ข้าจะไม่ติดใจเรื่องนี้อีกแล้ว”

            “ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ ข้ายอมรับในความกรุณาของท่านอย่างจริงใจท่านสามารถปกป้องข้าได้หนึ่งครั้ง แต่มิใช่ตลอดชีวิต ดังนั้นได้โปรดอย่าขัดขวางข้าอีกเลย” ดวงตาทั้งสองของฉินอวี่เปล่งประกายเป็นสีแดงเลือดราวกับเขากำลังคิดสู้สุดชีวิต และจิตใจของเขาเริ่มเร่าร้อน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาจะควบคุมได้อย่างไร? แล้วจะจบเรื่องนี้อย่างไร? หลังจากครั้งนี้ จ้าวเจิ้นหย่วนจะเกลียดตัวเขาเองมากขึ้นไปอีก

            มันเป็นเพียงความหายนะเท่านั้น

            เมื่อสาวกคนอื่นๆ เห็นดวงตาของฉินอวี่ที่เปล่งประกายสีแดงพวกเขาทั้งหมดต่างต้องถอนหายใจ คนที่กำลังใกล้ตาย... หากพวกเขาถูกยั่วยุพวกเขาอาจจะเจอการตอบโต้กลับอย่างไม่คิดชีวิตและพวกเขาต่างตัดสินใจแน่วแน่ในใจแล้ว ภายหลังจะต้องไม่พูดจาสะกิดใจผู้ใดอีกและต้องไม่ยั่วยุคน หรือทำอะไรไม่คิดชีวิตเช่นนี้เป็นอันขาด

            “ข้าสามารถปกป้องเจ้าได้ตลอดชีวิต ในสามปีนี้หากจ้าวเจิ้นหย่วนกล้าแตะต้องเจ้า ข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เขา” ฉู่เยว่ฉานดูมีความมุ่งมั่นที่จะจัดการกับเรื่องนี้ให้ได้พูดไปพลางมองไปทางจ้าวเจิ้นหย่วน

            ฉินอวี่ตกตะลึงจนแทบจะกระอักเลือดออกมา จะพูดอย่างไรก็ตามก็ยังคงเป็นเพราะความสงสารที่เขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกสามปีตลอดชีวิตของข้ามีเหลือเพียงสามปีเองหรือ?

            ตลอดชีวิต... สามปี... ข้า...

            ฉินอวี่ทุกข์ใจแต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ ทำได้เพียงมองฉู่เยว่ฉานและพูดอย่างติดขัด

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ เรื่องนี้หยุดไว้เพียงเท่านี้เถอะ ข้าขอตัวก่อนดีกว่า”จ้าวเจิ้นหย่วนรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก จะเอาจิตใจที่ไหนไปสนเรื่องลูกหมาป่านั่นอีก?จากนั้นจึงหนีออกไปทันที

            หลังจากที่จ้าวเจิ้นหย่วนจากออกไปไกลแล้ว ฉู่เยว่ฉานก็มองไปทางฉินอวี่และพูดขึ้นเบาๆ “เจ้าไปฝึกฝนให้ดีเถอะ ในสามปีนี้ไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้าแน่นอนหากใครกล้าทำเช่นนั้น เจ้ามาหาข้าได้ทันที” พูดจบ ฉู่เยว่ฉานก็เดินออกไปจากฝูงชนเดินตรงไปทางประตูด้านขวามือของหอตำรา ซึ่งเป็นที่ตั้งของแผ่นศิลา

            ฉินอวี่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาดูเซื่องซึมคำพูดของฉู่เยว่ฉานทำให้ฉินอวี่ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จนแทบจะพูดออกมาตรงๆ ว่าตอนนี้เจ้ามีเวลาเหลือเพียงสามปีในสามปีนี้เจ้าก็ใช้เวลาชีวิตอย่างสบายใจเถอะ...

            ฉินอวี่ยิ้มอย่างฝืนยิ้ม และส่ายหน้าอย่างจนใจแม้ว่าความประสงค์ดีของฉู่เยว่ฉานจะกลับกลายเป็นเรื่องร้ายแต่ความตั้งใจอันดีของนางก็ทำให้ฉินอวี่รู้สึกประทับใจ

            หลังจากฉู่เยว่ฉานจากไป ศิษย์ที่อยู่รอบด้านก็หมดความสนใจในตัวฉินอวี่และค่อยๆ แยกย้ายกันไป แต่ละคนต่างพูดถึงเรื่องแผ่นศิลาแผ่นนั้นแต่ผู้ดูแลลี่กลับยังคงเพ่งมองมาทางเขา มองฉินอวี่อย่างลึกลับเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทันทีที่สบสายตากับผู้ดูแลลี่ กลับได้ยินเสียงที่ดูเศร้าของผู้ดูแลลี่ดังขึ้น“น่าเสียดายแท้” พูดจบ ผู้ดูแลลี่ก็หันหลังจากออกไป

            ร่างกายของฉินอวี่สั่นเล็กน้อย และในชั่วขณะหนึ่งจิตใจของเขาก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายจากคำว่า... คนกำลังใกล้ตาย หวังชิงเจ้าทำอะไรเช่นนี้คงว่างมากสินะ?

            ฉินอวี่เดินเข้าไปในหอตำราด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น

            มีศิษย์จำนวนมากที่เข้ามายังหอตำรา ทุกคนจึงต้องต่อแถวกันรอเข้าไปด้านในแต่สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่สงสัยก็คือ ศิษย์ทุกคนจะต้องทำการแลกป้ายคำสั่งกับแผ่นไม้เล็กๆแต่ตัวเขาเองไม่มีป้ายคำสั่ง...

            เมื่อถึงลำดับของตนเอง ฉินอวี่ก็กัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า และพูดขึ้นมาตรงๆ“ศิษย์พี่... เป็นเพราะข้าไม่ได้จุด...”

            “เจ้ามีสิทธิ์ที่จะเข้าไปได้เพียงชั้นที่หนึ่ง” ฉินอวี่ยังไม่ทันพูดจบชายคนนั้นก็โยนแผ่นไม้ให้ฉินอวี่ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว

            ฉินอวี่ถือแผ่นไม้เอาไว้อย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากนั้นจึงมองไปยังตู้เก็บตำราที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า ฉินอวี่รีบละความคิดต่างๆไปทันที เขาหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว

            เป็นเพราะศิษย์ที่เข้ามาในหอตำรามีจำนวนมากจึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นความเร็วในการอ่านของฉินอวี่

            แต่ในมุมหนึ่งในชั้นที่หนึ่งของหอตำราสายตาของผู้ดูแลลี่ยังคงจับจ้องมาที่ฉินอวี่

            ในตอนที่ฉินอวี่เดินเข้ามา เขาก็สังเกตเห็นแล้ว เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ล้วนอยู่ในสายตาของผู้ดูแลลี่ทั้งสิ้นเดิมทีเขาเข้าใจว่าฉินอวี่โกรธมากจนแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกกับจ้าวเจิ้นหย่วนและบางครั้งการแสดงออกของฉินอวี่ก็เผยความขมขื่นออกมาทำให้ผู้ดูแลลี่เริ่มสนใจอะไรบางอย่าง และเริ่มคาดเดาความคิดของฉินอวี่หลังจากคิดเช่นนี้ ผู้ดูแลลี่ก็ได้ข้อสรุป

            ไม่มีการจุดตะเกียงแห่งกรรม ศิษย์ที่มีชีวิตอยู่ได้เพียงสามปีมีความมั่นใจอย่างมากว่าจะเอาชนะจ้าวเจิ้นหย่วนได้!

            แม้ว่าข้อสรุปเช่นนี้จะทำให้ผู้ดูแลลี่ต้องแปลกใจแต่ฉินอวี่ก็เป็นเพียงศิษย์ขั้นปราณเสถียรระดับต้นในขณะที่จ้าวเจิ้นหย่วนอยู่ในขั้นปราณเสถียรระดับปลาย แต่หลังจากพิจารณาดูแล้วผู้ดูแลลี่ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ และมีความรู้สึกชื่นชมฉินอวี่แต่น่าเสียดายที่... เขาจะมีเวลาเพียงสามปีที่จะมีชีวิตอยู่

            ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ผู้ดูแลลี่เหลือบมองกลับไปอีกเล็กน้อยแต่ภาพที่เห็นกลับทำให้ผู้ดูแลลี่ต้องตกใจ ความเร็วในการอ่านของฉินอวี่นั้นรวดเร็วมากจนเขาเองก็ไม่อาจยอมรับได้

            นั่นยังเป็นการอ่านอีกหรือ? นี่มันเรียกการพลิกตำราเสียมากกว่า...ไม่สิ หรือเขากำลังพลิกมันเล่นอยู่?

            สีหน้าของผู้ดูแลลี่เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่การแสดงออกของฉินอวี่ไม่เหมือนกับพลิกตำราเล่นเลยแม้แต่น้อยสิ่งนี้ทำให้ผู้ดูแลลี่ยิ่งตกใจมากขึ้นเพราะความเร็วในการอ่านของเขาน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง

            ครึ่งวันต่อมา

            ฉินอวี่ขมวดคิ้ว และนำตำราเล่มสุดท้ายวางกลับเข้าไปในตำแหน่งเดิมจากนั้นก็เดินมายังศิษย์ที่ยื่นแผ่นไม้เล็กๆ ให้ และคืนแผ่นไม้กลับไปจากนั้นฉินอวี่ก็ถามขึ้น “ศิษย์พี่ไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไรข้าจึงจะได้เข้าไปในชั้นที่สองของหอตำราหรือ?”

            ศิษย์ผู้นี้ชำเลืองมองฉินอวี่ สายตาของเขาเหมือนกำลังเจอผี ดูเหมือนจะนึกขึ้นมาได้ว่าฉินอวี่อยู่ในการปกป้องของฉู่เยว่ฉานศิษย์ผู้นี้จึงรีบระงับความโกรธทันที ก่อนจะตอบกลับไป“หากต้องการเข้าสู่ชั้นที่สอง จำเป็นต้องเข้าเป็นศิษย์รุ่นห้าเสียก่อนและต้องมีแต้มสนับสนุนสำนักถึงหนึ่งร้อยแต้ม!”

            “แต้มสนับสนุนสำนัก?” ฉินอวี่ตกใจขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ศิษย์ผู้นี้ก็โบกมือขึ้นมาทันที และพูดว่า“มีคำถามอะไรก็ไปถามคนอื่นเถอะ อย่ามาขวางทางอยู่ตรงนี้”

            ฉินอวี่ได้แต่ปล่อยผ่านและหันหลังกลับแต่เขากลับไม่ได้สังเกตเห็นผู้ดูแลลี่ที่ยืนอยู่ในความมืดด้วยใบหน้าที่ดูสุขุม...

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน