หลังจากที่จัดการเรื่องที่ดินตรงนี้เสร็จ ไลท์ก็บอกให้คนไปตามนักออกแบบมา
ไม่นานหัวหน้านักออกแบบพร้อมกับลูกน้องสามคนวิ่งมาด้วยความเร่งรีบ
“ ท่านไลท์ขอโทษที่ต้องให้รอครับ ” หญิงสาวอายุประมาณสี่สิบปลายๆพูดขึ้น เธอชื่อว่า ริยาร์จ เธอเป็นหนึ่งในหัวหน้านักออกแบบของอาณาจักรแสงจันทร์ที่เข้าร่วมกับเมืองรุ่งอรุณ
“ ไม่เป็นไร ” ไลท์ส่ายหน้า
หลังจากนั้นไลท์และนักออกแบบทั้งสี่คนก็ช่วยกันออกแบบความคิดในการสร้างพื้นที่ตรงนี้ให้ดูเหมือนกับสวรรค์
“ ตรงกลางของพื้นที่นี้ฉันต้องการที่จะสร้างเป็นหอคอยขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ทุกๆคนเข้าไปเดินเล่นด้านในได้ และด้านนอกจะต้องมีทั้งสวนดอกไม้ น้ำตก ถัดจากนั้นก็ทำให้มันเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทำให้ทุกๆคนสามารถมาเดินเล่นได้ ” ไลท์พูดขึ้น
ริยาร์จและคนอื่นๆรับฟังก่อนที่จะจดข้อมูลที่ไลท์ต้องการ
หลังจากนั้นไลท์ก็บอกสิ่งที่เขาอยากจะให้สร้างขึ้นมาคร่าวๆ
“ ประมาณหนึ่งอาทิตย์ฉันจะให้เวลาพวกคุณลองไปออกแบบดูว่าสามารถทำสิ่งที่ฉันบอกได้ไหม? ” ไลท์พูดขึ้นความจริงแล้วเขาสามารถวาดแบบออกมาได้เลยเพราะเขาเคยเห็นพื้นที่ที่งดงามแบบนี้มาหลายครั้งแล้วแต่เขาไม่อยากทำเพราะเขาต้องการที่จะพัฒนาคนของเขาให้เก่งขึ้น
“ เข้าใจแล้วค่ะท่านไลท์ พวกเราจะไม่ทำให้ท่านไลท์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ” ริยาร์จพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลังจากที่เสร็จเรื่องนี้แล้วไลท์ก็กลับไปที่บ้านของตัวเองเพื่อทำการสลักอักขระบนสมบัติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าหินค่ายกล
หินค่ายกลคือหินที่มีพลังฟ้าดินอยู่ภายใน ซึ่งมันจะทำให้ค่ายกลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นถ้าหากหินค่ายกลมีคุณภาพที่สูงอย่างมาก
เนื่องจากโลกใบนี้ไม่มีหินค่ายกล เพราะฉะนั้นไลท์จึงต้องสร้างหินค่ายกลขึ้นมาด้วยตัวเอง
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านของตัวเอง ไลท์ก็หยิบสมบัติที่มีพลังเวทย์หนาแน่นออกมาก่อนที่เขาจะหยิบพู่กันออกมาพร้อมกับสลักอักขระบางอย่างลงไปในสมบัติเหล่านั้น
การสลักอักขระนั้นจะต้องใช้ลมปราณในการสลักอักขระลงบนสมบัติ
ผ่านไปราวๆแปดวัน ในที่สุดไลท์ก็สามารถลงอักขระบนสมบัตินับร้อยชิ้นได้เสร็จเรียบร้อย
หลังจากที่ออกมาจากห้องแล้ว ไลท์ก็ไปที่สำนักงานออกแบบ
เมื่อไลท์มาถึงเขาก็ไปหาริยาร์จทันที
“ ท่านไลท์พวกเรากำลังรอท่านไลท์อยู่เลย ” ริยาร์จพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมกับถือเอกสารขนาดใหญ่อยู่ในมือ
“ งั้นมาดูกันเถอะ ” ไลท์ยิ้มก่อนที่จะนั่งลงที่โซฟา
หลังจากนั้นริยาร์จก็นำแบบคร่าวๆออกมาให้กับท่านไลท์ดูเพราะเธอยังต้องการให้ท่านไลท์ปรับเปลื่ยนอะไรอีกเล็กน้อยก่อนที่จะลงมือสร้าง
ไลท์มองดูแบบที่ริยาร์จนำออกมาให้ดูก็รู้สึกประทับใจเพราะมันดูดีกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก
“ ตกลงเอาแบบนี้เลยแล้วกัน ” ไลท์ยิ้มและตอบตกลง จากนั้นก็พูดต่อว่า “ ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วงเธอสามารถไปเบิกที่สำนักงานการเงินได้ตลอดเวลาและสามารถใช้เงินได้อย่างเต็มที่แม้ว่าจะต้องใช้เงินไปมากกว่าร้อยล้านก็ตาม ”
ริยาร์จพยักหน้าและยิ้มด้วยความตื่นเต้น “ เข้าใจแล้วค่ะท่านไลท์ ”
“ แล้วเธอคิดว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการสร้างพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมา? ” ไลท์ถามขึ้น
“ อย่างน้อยๆก็ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนค่ะ ” ริยาร์จตอบหลังจากที่ครุ่นคิดออกมา
“ ได้ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเวลามากฉันให้เวลาพวกเธอเต็มที่ฉันขอแค่ให้มันสวยงามอย่างในแบบก็พอ ”ไลท์หัวเราะออกมา
“ รับทราบค่ะท่านไลท์ฉันจะไม่ทำให้ท่านไลท์ผิดหวังอย่างแน่นอน ” ริยาร์จพยักหน้ารับด้วยความจริงจัง นี้คือว่าเป็นงานใหญ่ของเธอเลยทีเดียว
หลังจากที่ออกมาจากสำนักงานออกแบบแล้วไลท์ก็มุ่งหน้าไปที่ห้องทำงานของเบเรียล
เวลานี้เบเรียลสวมแว่นตาพร้อมกับอ่านเอกสารไปด้วย ซึ่งน้อยครั้งที่เบเรียลจะสวมแว่นซึ่งมันทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิมมาก
“ เป็นไงบ้างเบเรียล? ” ไลท์ที่เข้ามาในห้องถามด้วยความเป็นห่วง
“ สบายมาก ” เบเรียลเงยหน้าขึ้นมามองไลท์ด้วยรอยยิ้ม
“ แล้วตอนนี้คนที่เข้ามาในเมืองมีมากแค่ไหนแล้ว? ” ไลท์ถามขึ้น
" ตอนนี้หนึ่งล้านคนได้แล้วแต่เรายังรับอีกประมาณหนึ่งถึงสองแสนคนเท่านั้น ซึ่งเราก็ประกาศให้ทุกๆคนทราบแล้ว ซึ่งก็ยังมีบางส่วนที่ไม่พอใจแต่พวกเขาก็ไม่สามารถว่าอะไรพวกเราได้เพราะเมืองของพวกเราตอนนี้สามารถจุคนได้แค่นี้จริงๆ ส่วนการจะขยายเมืองหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่ายังมีคนที่ต้องการเข้ามาอยู่ในเมืองนี้อีกมากแค่ไหน
ทางเราก็ได้ไปสำรวจแล้วก็พบว่ามีอีกหลายแสนครอบครัวที่ต้องการที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองของเรา ซึ่งพวกเขาได้ทำการขายบ้านและขนของมาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ฉันได้เปิดรับคนที่จะย้ายเข้าเมืองแล้ว ทำให้ฉันคิดว่าจะสร้างหอพักให้กับพวกเขาอาศัยอยู่ไปก่อนแน่นอนว่าพวกเขาก็ต้องจ่ายเงินให้กับหอพักด้วย " เบเรียลตอบ
หอพักนี้ได้มาจากไลท์เนื่องจากเบเรียลและคนอื่นๆคิดว่านี้เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว ตึกๆหนึ่งสามารถมีห้องพักได้มากถึงสามสิบสี่สิบห้องก็เท่ากับว่าหนึ่งตึกสามารถมีคนอาศัยอยู่ได้มากถึงสามสิบถึงสี่สิบครอบครัว
เพราะบางครอบครัวก็มีแค่คู่รักสองคนหรือแค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น พวกเขาไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อบ้านหลังใหญ่หรือต้องเก็บเงินซื้อบ้านหลังใหญ่ เพราะหอพักที่พวกเขาอยู่ก็มีทุกอย่างให้พร้อมแล้วไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆห้องน้ำห้องครัว ซึ่งมันก็เท่ากับบ้านหลังหนึ่งเลยเพียงแค่มีขนาดเล็กกว่ามาก
ซึ่งทางโซนที่พักก็มีการแบ่งเขตหอพักเป็นจำนวนมาก และหนึ่งเขตหอพักก็มีหอพักไม่ต่ำกว่าหนึ่งพักหอ ซึ่งเท่ากับว่าหนึ่งเขตนั้นสามารถรองรับได้มากกว่าสี่หมื่นครอบครัวเลยทีเดียว
ไลท์พยักหน้าก่อนที่จะนั่งลงที่โซฟาพร้อมกับหยิบเหล้าขึ้นมาดื่ม
“ แล้วนายทำค่ายกลอะไรนั้นเสร็จแล้วหรอ? ” เบเรียลถามขึ้นพร้อมกับบิดขี้เกียจและลุกขึ้นมานอนที่ตักของไลท์
“ ฉันสร้างหินค่ายกลเสร็จแล้วตอนนี้รอแค่ให้สถานที่เสร็จเท่านั้น ซึ่งคาดว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยในอีกหนึ่งเดือนครึ่ง ” ไลท์พูดขึ้น
“ แล้วตอนนี้เธอประกาศเรื่องแต้มความดีไปยัง? ” ไลท์ถามขึ้น
“ ยังเลยฉันรอให้นายมาจัดการเรื่องรางวัลก่อน ” เบเรียลส่ายหน้า
“ เข้าใจแล้วเดี๋ยวฉันจะจัดการเอง ” ไลท์พูดขึ้นก่อนที่จะยิ้มออกมา
จากนั้นไลท์ก็ทำการเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งหมดของเมือง
ไม่นานเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งหมดก็มารวมตัวกันในห้องประชุม
ไลท์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดพากันแสดงสีหน้าจริงจังและนั่งตามที่ของตัวเองทันที
ผ่านไปยี่สิบนาทีเจ้าหน้าที่ของเมืองก็มารวมตัวกันเรียบร้อยแล้ว
ไลท์กวาดสายตามองเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองที่มีอยู่ประมาณหกสิบคน
“ ที่ฉันเรียกทุกคนมาที่นี้เพราะฉันจะพูดคุยเรื่องบางอย่างสองเรื่อง ” ไลท์พูดขึ้นจากนั้นก็กวาดสายตามองรอบๆ
“ เรื่องที่หนึ่งฉันต้องการให้ทุกๆคนรู้ว่าเมืองของเราจะมีแต้มความดีในการแลกเปลื่ยนสมบัติ ” ไลท์พูดขึ้น
แต้มความดี?
ทุกๆคนพากันแสดงสีหน้าสงสัย
“ แต้มความดีจะมีให้กับทุกๆคนซึ่งแต้มความดีจะหาได้จากการที่ทุกๆคนทำความดีไม่ว่าจะเป็นการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งแต้มนั้นสามารถนำไปแลกเปลื่ยนสมบัติต่างๆ ” ไลท์พูดขึ้น
“ ท่านไลท์ค่ะแล้วแต้มนี้จะสามารถแลกเปลื่ยนด้วยกันเองได้ไหมค่ะ? ” เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งยกมือถาม
“ แต้มพวกนี้ไม่สามารถแลกเปลื่ยนด้วยกันเองได้ แต่ถ้าหากทุกๆคนใช้แต้มเพื่อแลกสมบัติให้กับคนๆเดียว เรื่องนี้พวกเราก็ไม่สามารถห้ามได้เพราะอย่างน้อยทุกๆคนก็ยังช่วยกันทำความดีให้กับเมืองถือว่าเป็นการทำประโยชน์ให้กับเมือง ” ไลท์พูดขึ้น
ทุกๆคนพากันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ ท่านไลท์ครับแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้รับแต้มความดีจากไหนครับ? ” ชายหนุ่มในชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจยกมือถามด้วยความสงสัย
“ เจ้าหน้าที่ทุกๆคนจะได้รับแต้มความดีในทุกเดือนเพราะถึงอย่างไรเจ้าหน้าที่ทุกคนในเมืองก็พยายามทำให้เมืองของเราดีขึ้น ซึ่งทุกๆเดือนจะได้รับแต้มความดีสามร้อยแต้ม หรือก็คือตกวันละสิบแต้ม แน่นอนว่าการหาแต้มความดีไม่จำเป็นต้องรอสิ้นเดือนอย่างเดียวเพราะทุกๆคนสามารถหาแต้มความดีได้อยู่แล้ว
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจการที่จะหาแต้มความดีได้นอกจากการที่ได้แต้มความดีในทุกๆเดือนแล้วทุกคนก็ยังสามารถช่วยเหลือประชาชนแล้วก็จดบันทึกประจำวันแล้วก็นำมามอบให้กับหัวหน้าหน่วยของตัวเองเพื่อรับแต้มในทุกๆเดือนได้อีกด้วย ” ไลท์พูดขึ้น
“ แล้วสมบัติที่ท่านไลท์จะนำสมบัติอะไรมาแลกเปลื่ยนบ้างครับ? ” เจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนในหน่วยของสำนักงานที่ดินถามด้วยความตื่นเต้น
“ เรื่องนี้เดี๋ยวพวกเรามาคิดกันอีกทีว่าอยากจะนำสมบัติอะไรมากแลกเปลื่ยนกับแต้มความดีบ้าง แน่นอนว่ามันจะมีสมบัติใหม่ๆนำมาแลกเปลื่ยนในทุกๆเดือนด้วยเหมือนกัน ” ไลท์พูดขึ้น
เจ้าหน้าที่ทุกๆคนพยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้น
“ เรื่องที่สองคือฉันจะทำการสร้างค่ายกลขนาดใหญ่เพื่อที่จะเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของเมืองรุ่งอรุณของพวกเรา ” ไลท์พูดด้วยรอยยิ้ม
ทุกๆคนพากันแสดงสีหน้าสงสัย
“ ค่ายกลนี้จะสามารถวัดความแข็งแกร่งของคนที่เข้าไปด้านในค่ายกลได้ ซึ่งเมื่อเข้าไปในค่ายกลแล้วทุกๆคนจะต้องเริ่มต้นเหมือนกันและเมื่อสังหารศัตรูภายในค่ายกลได้แล้วทุกๆคนก็จะผ่านด่านไปยังด่านที่สูงกว่า และด่านที่สูงกว่าก็จะยิ่งพบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม สิ่งเดียวที่จะทำให้พ่ายแพ้ก็คือความตาย แต่ไม่ได้หมายถึงความตายจริงๆแต่เมื่อตายภายในค่ายกลแล้วก็จะกลับมาที่ทางเข้า นอกจากนี้ยิ่งอยู่ในระดับสูงก็จะมีรายชื่อประกาศติดเอาไว้ด้วยว่าคนๆนี้อยู่ในชั้นไหน เมื่อเป็นแบบนั้นก็ยิ่งทำให้คนที่อยากจะแสดงความแข็งแกร่งก็อยากจะมาที่เมืองของเราเพื่อที่จะวัดความแข็งแกร่งของแต่ละคน ” ไลท์พูดขึ้น
เมื่อได้ยินที่ไลท์พูดทุกๆคนก็พากันแสดงสีหน้าตื่นเต้น พวกเขารู้ว่าถ้าหากเรื่องนี้สำเร็จเมืองของพวกเขาก็จะกลายเป็นเมืองที่ผู้แข็งแกร่งอยากจะมาทดสอบความแข็งแกร่ของตัวเอง แน่นอนว่าเป็นเมืองของไลท์ก็จะไม่มีใครกล้าที่จะก่อปัญหาอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นไลท์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนก็พากันครุ่นคิดถึงการใช้แต้มความดีในการแลกเปลื่ยนสิ่งของ ทำให้พวกเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการคัดเลือกสมบัติและคิดว่าต้องใช้แต้มความดีเท่าไหร่ในการแลกเปลื่ยนสมบัติ
หลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้วไลท์ก็บอกให้เจ้าหน้าที่ทุกๆคนประกาศให้กับชาวเมืองรับทราบ
เมื่อเสียงประกาศดังขึ้นก็ทำให้ชาวเมืองพากันตื่นเต้น เนื่องจากพวกเขาเป็นคนธรรมดาถ้าหากพวกเขาทำความดีมากๆแล้วพวกเขาก็สามารถนำสมบัติไปขายเพื่อเลี้ยงชีพได้หรือไม่ก็มอบให้กับลูกหลานเพื่อที่จะพัฒนาพวกเขาให้แข็งแกร่งขึ้น
ส่วนการบันทึกแต้มคะแนนนั้นทุกๆคนจะได้รับสร้อยหยกของตัวเอง ซึ่งสร้อยหยกนี้สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ว่าคนๆนั้นคือคนของเมืองรุ่งอรุณ นอกจากนี้จี้หยกนี้จะส่องแสงก็ต่อเมื่อเป็นเจ้าของจี้หยกเท่านั้น ถ้าหากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจี้หยกก็จะไม่มีทางส่องแสง เนื่องการเจ้าของจี้หยกนั้นจะหยดเลือดของตัวเองลงบนจี้หยกเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของของจี้หยก
ส่วนการที่จะแจกให้กับชาวเมืองนั้นคาดว่าจะต้องรออย่างน้อยครึ่งเดือนหรือเร็วกว่าเพราะไลท์จะต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งในการทำจี้หยกเหล่านี้ขึ้น เพราะจี้หยกเหล่านี้จะต้องทำการลงอักขระเอาไว้ด้วย
หลังจากนั้นไม่กี่วันรายชื่อของสมบัติที่ใช้ในการแลกแต้มความดีก็ถูกนำไปตั้งอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการที่ต้องใช้แต้มความดีเท่าไหร่ในการแลกเปลื่ยนสมบัติเหล่านั้น
เมื่อชาวบ้านได้เห็นสมบัติที่นำมาแลกเปลื่ยนก็แสดงความตื่นเต้นออกมาเพราะแต้มต่ำสุดก็คือหลักร้อย ซึ่งเป็นพวกสมุนไพรระดับต่ำหรือโอสถที่สามารถนำไปเพิ่มพลังเวทย์หรือความแข็งแกร่งของร่างกาย
ส่วนสมบัติในระดับสูงที่ต้องใช้แต้มหลักล้านขึ้นไปในการแลกเปลื่ยนนั้นมีแม้แต่สมบัติที่สามารถยืดอายุได้ถึงสิบปี รวมไปถึงได้รับการฝึกฝนจากท่านไลท์เป็นการส่วนตัวถึงหนึ่งเดือน
ชาวบ้านทุกๆคนรู้ดีว่าการที่จะเก็บแต้มความดีในหลักล้านนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆแต่มันก็คุ้มค่าที่จะทำเพราะไม่ต้องเอ่ยถึงหลักล้านเลยเพียงแค่แต้มหลักหมื่นหรือหลักแสนก็นับว่าล่อตาล่อใจมากพอแล้ว
ไลท์สั่งให้คนนำหยกไปแปรรูปเป็นแผ่นสีเหลี่ยมขนาดเล็กเพื่อที่จะนำมาเป็นสร้อยคอ
หลังจากที่ใช้เวลาประมาณสิบสองวันในที่สุดแผ่นหยกขนาดเล็กนับล้านก็มาถึงบ้านของไลท์
“ ถึงเวลาทำจี้หยกแล้ว ” ไลท์พึมพำออกมาด้วยรอยยิ้ม