ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 95 หุ่นเชิดมนุษย์

            “รุ่นน้องเจียง?”

            ซินซวงมองดูเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงที่ถือหอกพุ่งตรงมายังตนด้วยความงุนงงจนเผลออุทานออกมา

            “ข้างหลังเธอ!”

            เจียงจืออวี๋แผดเสียงเตือนพร้อมกับวาดหอกยาวในมือออกไปสุดแรง เจตจำนงอันคมกล้าสีทองจางๆ เคลือบอยู่บนปลายหอกหอกนี้พุ่งทะยานออกไปหมายจะเอาชีวิตอีกฝ่ายให้ดับสูญในคราเดียว!

            ข้างหลังงั้นเหรอ?

            เมื่อได้ยินสิ่งที่เจียงจืออวี๋พูดหัวใจของซินซวงก็กระตุกวูบเธอรีบกระชับมีดสั้นในมือแล้วตวัดฟันไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว

            “เคร้ง!”

            เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นพร้อมประกายไฟที่กระเด็นออกมา

            ท่ามกลางแสงสว่างเพียงชั่ววูบนั้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าที่ดูคล้ายกับหุ่นเชิดมนุษย์

            เมื่อการลอบโจมตีครั้งแรกถูกสกัดไว้ได้มันก็รัวหมัดเข้าใส่หน้าท้องของซินซวงทันที

            ทว่าคราวนี้การโจมตีของเจียงจืออวี๋พุ่งมาถึงแล้ว

            หอกโลหะผสมที่แฝงไว้ด้วยเจตจำนงหอกอันแหลมคมขีดสุดพุ่งเฉียดคอของซินซวงออกไปหากเป็นคนปกติเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงผิดปกติเช่นนี้ต่อให้ไม่หลบก็ต้องเลือกที่จะป้องกัน

            แต่เจ้านั่นกลับทำราวกับมองไม่เห็นการโจมตีของเจียงจืออวี๋มันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และยังคงเดินหน้าทำตามการกระทำเดิมต่อไป

            นี่มันกะจะแลกชีวิตเพื่อสังหารซินซวงให้ได้เลยงั้นเหรอ?

            เมื่อเห็นวิธีการสู้แบบไม่คิดชีวิตเช่นนี้แม้แต่เจียงจืออวี๋เองก็ยังรู้สึกใจหาย

            แต่ถึงอย่างนั้นมือของเธอก็ไม่ได้หยุดชะงัก เพียงแต่ปรับทิศทางของปลายหอกจากที่เล็งศีรษะเปลี่ยนไปเป็นข้อต่อหัวไหล่แทน

            “แกร๊ก!”

            ปลายหอกแทงทะลวงเข้าที่ข้อต่อเจตจำนงหอกทะลวงทองอันคมกล้าเสียดสีจนเกิดประกายไฟประหลาดก่อนจะพุ่งทะลวงลึกเข้าไปและสะบั้นแขนขวาของอีกฝ่ายจนหลุดกระเด็น!

            หมัดที่รวบรวมพลังไว้เต็มเปี่ยมในตอนแรกพลันอ่อนแรงลงทันทีหลังจากที่หัวไหล่ถูกทำลายจากนั้นจางสิงที่ตามมาสมทบก็ตวัดดาบฟันเข้าที่กลางอกส่งร่างของมันกระเด็นลอยละลิ่วออกไป

            วิกฤตคลี่คลายลงชั่วคราวและด้วยการล็อกเป้าหมายด้วยสัมผัสเทวะตำแหน่งของอีกฝ่ายจึงถูกเปิดเผยต่อสายตาของเจียงจืออวี๋อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องเสียเวลาไล่ตาม

            “ฟู่ว...”

            เจียงจืออวี๋ถอนหายใจยาวพลางยืนถือหอกนิ่ง

            จางสิงและซินซวงยืนเคียงข้างกันสายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่ร่างนั้นเพิ่งกระเด็นไปอย่างระแวดระวัง

            ไป๋ฉางเซิงเลื้อยเข้ามาสมทบข้างกายทั้งสามคนโดยที่ไม่ได้บุ่มบ่ามพุ่งเข้าไปข้างหน้า

            ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกไหม้รำไรอยู่รอบด้านพอจะมองเห็นเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ในระยะสิบกว่าเมตร

            “คุณคะ แขนก็พังไปข้างหนึ่ง แถมยังถูกสัมผัสเทวะของฉันล็อคเป้าไว้แล้วตอนนี้คุณไม่มีเงามืดคอยคุ้มครองอีกต่อไป ลอบโจมตีพวกเราไม่ได้แล้วล่ะ”

            “ยังจะสู้ต่ออีกเหรอ?”

            เจียงจืออวี๋ขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถามเสียงเรียบขณะจ้องมองเงาร่างนั้น

            อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงระดับแม่ทัพยุทธ์ แถมค่าพลังเลือดยังดูไม่ธรรมดา

            แม้จะเสียแขนไปข้างหนึ่งจากการต่อสู้แบบแลกชีวิตแต่ความแข็งแกร่งโดยรวมก็ยังประมาทไม่ได้

            ถ้าหากสามารถยุติศึกได้ตรงนี้ย่อมเป็นตอนจบที่ดีที่สุด

            ทว่าคนผู้นั้นดูเหมือนจะฟังคำพูดของเจียงจืออวี๋ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยในปากยังคงพึมพำอะไรบางอย่างซ้ำไปซ้ำมา

            “แมลงร้าย... กำจัด... แมลงร้าย... กำจัด...”

            ท่าทางที่ผิดปกติเช่นนี้ทำให้ทั้งสามคนหันมาสบตากันด้วยความไม่เข้าใจ

            “เดี๋ยวก่อน ดูนี่สิ!”

            จางสิงใช้ดาบยาวในมือชี้ลงที่พื้นเมื่อทุกคนมองตามทิศทางนั้นไปก็พบว่าแขนที่ขาดตกอยู่บนพื้นกลับไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว

            ไม่ใช่สินี่มันไม่ใช่แขนของมนุษย์ด้วยซ้ำ!

            ถึงแสงไฟรอบๆจะค่อนข้างสลัว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามองเห็นชัดๆ ว่าเจ้านี่คืออะไร

            แม้จะมีรูปร่างเหมือนมือคนแต่กลับไม่มีส่วนประกอบของเนื้อหนังมังสาเลย

            “ไม้เหรอ?”

            ไป๋ฉางเซิงโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจพลางหันไปมองเจียงจืออวี๋แต่ดูเหมือนว่าเธอเองก็น่าจะเพิ่งเคยเห็นเจ้าสิ่งนี้เป็นครั้งแรกเช่นกันแววตาจึงเต็มไปด้วยความฉงน

            เจียงจืออวี๋เอื้อมมือไปหยิบ‘ชิ้นส่วนที่ขาด’ นั้นขึ้นมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า

            “ไม่ใช่แขนมนุษย์ และไม่ใช่เนื้อหนังด้วย แต่มันคือไม้เหล็กนิลเนื้อไม้ของมันแข็งแกร่งกว่าโลหะผสมทั่วไปเสียอีก”

            “มิน่าล่ะ หอกทะลวงทองของฉันเมื่อกี้ถึงทำได้แค่แขนขาดไม่ได้ทำให้ร่างมันแตกกระจายไปเลย”

            เจียงจืออวี๋พึมพำเบาๆพร้อมกับเริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างได้

            “เจ้านี่น่าจะเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ที่เจ้าของแดนเร้นลับคนเก่าทิ้งเอาไว้เพื่อคอยเฝ้าสมุนไพรวิญญาณพวกนี้”

            “ถ้าให้เดา มันก็น่าจะคล้ายๆ กับพวกหุ่นยนต์นั่นแหละ”

            “แล้วดูวัสดุพวกรวมถึงลวดลายสิมีส่วนคล้ายกับป้ายไม้ก่อนหน้านี้อยู่ไม่น้อยเลยนะ”

            ป้ายไม้งั้นเหรอ?

            ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกอย่างก็เริ่มเชื่อมโยงเข้าหากันได้แล้ว

            ป้ายไม้ที่เจอในตัวงูหลามอัสนีครามก่อนหน้านี้น่าจะเป็นซากที่เหลืออยู่ในท้องหลังจากที่มันขย้ำและกลืนกินหุ่นเชิดมนุษย์ตัวหนึ่งเข้าไป

            แต่ถ้าเจ้านี่เป็นหุ่นเชิดจริงๆคำถามใหม่ก็เกิดขึ้นทันที

            พวกเขาไม่รู้ว่าแดนเร้นลับนี้ถูกปิดตายมานานแค่ไหนแล้วแต่ดูจากสมุนไพรวิญญาณพวกนั้น ก็น่าจะเกินพันปีแน่นอน

            ระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้หากไม่มีอะไรคอยเติมพลังงานหรือคอยซ่อมแซม หุ่นเชิดพวกนี้ก็น่าจะผุพังไปนานแล้ว

            นั่นหมายความว่าในแดนเร้นลับแห่งนี้จะต้องมีสถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นฐานทัพหลักของหุ่นเชิดพวกนี้อยู่ใช่ไหม?

            พอยิ่งคิดลึกๆก็ยิ่งน่าขนลุก

            โดยเฉพาะด้วยความรอบรู้ของเจียงจืออวี๋การเชื่อมโยงมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย

            อันที่จริงเพราะชาติที่แล้วเธอเคยเห็นแดนเร้นลับประเภทนี้มากับตาเธอจึงตั้งข้อสันนิษฐานเช่นนี้ได้

            และเพื่อพิสูจน์สิ่งที่คิดเจียงจืออวี๋จึงพลิกฝ่ามือขวาเรียกป้ายไม้ที่ได้จากท้องงูหลามอัสนีครามเมื่อหลายวันก่อนออกมา

            “แมลงร้าย... กำ...”

            เสียงพึมพำที่ดังอย่างต่อเนื่องหยุดกึกลงทันทีที่ป้ายไม้ปรากฏขึ้นหุ่นเชิดมนุษย์ที่อยู่ไกลออกไปเอียงคอเล็กน้อยราวกับเป็นมนุษย์จริงๆดูเหมือนมันกำลังพยายามตรวจสอบว่าป้ายไม้นั้นเป็นของจริงหรือไม่

            หลังจากรออย่างเงียบเชียบอยู่สองวินาทีอีกฝ่ายก็หันหลังเดินจากไปทันที

            “จบแล้วเหรอ?”

            เมื่อเห็นเงาหลังที่เดินจากไปทุกคนในกลุ่มยกเว้นเจียงจืออวี๋ต่างก็พากันพูดไม่ออก

            ถ้ารู้ง่ายแบบนี้จะมาสู้กันปางตายทำไม แค่โชว์ป้ายไม้ให้ดูแต่แรกก็จบเรื่องแล้ว

            แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยหลังจากนี้ก็ไม่ต้องสู้ต่อ

            ยังไงซะพลังของอีกฝ่ายก็ไม่เบาเลยหากมันคิดจะสู้แบบแลกชีวิตจริงๆก็ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะรอดชีวิตจากการโจมตีของมันไปได้ทุกคน

            หลังจากเฝ้ามองหุ่นเชิดมนุษย์หายลับไปในความมืดซินซวงและจางสิงก็ทนฝืนไม่อยู่ล้มตัวลงนั่งแปะกับพื้นอย่างหมดแรง

            การต้องมาสู้ข้ามระดับแบบนี้ถ้าเลือกได้ พวกเขาไม่อยากจะเจอประสบการณ์แบบนี้อีกแม้แต่ครั้งเดียว

            โดยเฉพาะซินซวงเมื่อความได้เปรียบด้านความเร็วของเธอหายไปผลงานของเธอก็ดูด้อยกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามระดับสมบูรณ์คนอื่นๆ มาก

            แถมทั้งสองครั้งที่ผ่านมาตั้งแต่งูหลามอัสนีครามจนถึงหุ่นเชิดมนุษย์ตัวนี้พวกมันต่างก็พุ่งเป้ามาที่เธอเป็นหลักทั้งนั้น

            “ไม่ไหวแล้ว พรุ่งนี้พอเช้าเมื่อไหร่ พวกเรากลับกันเถอะ”

            ซินซวงเอ่ยขึ้นซึ่งจางสิงก็รีบพยักหน้าเห็นด้วยทันทีทว่าเจียงจืออวี๋กลับเริ่มมีความคิดอื่นหลังจากที่ได้เห็นหุ่นเชิดรูปคนตัวนี้

            “พวกคุณกลับไปก่อนเถอะ ฉันอยากจะตามหุ่นเชิดตัวนี้ไปดูหน่อย”

            เจียงจืออวี๋เอ่ยปากพลางพลิกมือเรียกเอากล่องไม้การบูรแดงทั้งหมดในแหวนมิติออกมา

            “พวกคุณเอาสมุนไพรวิญญาณพวกนี้ออกไปก่อนเถอะ แล้วฝากบอกคณบดีเฉียนด้วยนะคะ”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน