“ขอรับ!”
เฉิงอิ่งน้อมรับคำสั่ง และรีบส่งองครักษ์หน่วยก้านดีสองคนไปทันที
ผู้รับหน้าที่มีนามว่าเฉิงเคอและเฉิงหยาง ทั้งสองวิ่งมาตรงหน้าครอบครัวลู่ “พวกเ้าจะเข้าประตูเมืองหรือไม่ ฮูหยินให้ข้าสองคนมาคุ้มกันพวกเ้าเข้าไป”
สำหรับครอบครัวลู่เื่นี้นับเป็เื่น่ายินดีที่เกินความคาดหมายมาก คนครอบครัวอื่นเห็นดังนั้นก็พยายามเบียดเสียดเข้ามาอยู่ใกล้กับครอบครัวลู่ หมายพึ่งพิงร่มเงาให้แคล้วคลาดปลอดภัย
“ขอบคุณน้ำใจของฮูหยินพวกเ้ามาก แต่พวกข้ายังไม่เข้าเมืองตอนนี้ พวกข้าเกิดพลัดหลงกับญาติระหว่างทางจึงจะตามหาพวกเขาอยู่ที่นี่ก่อน พวกเ้าสองคนสะดวกรอหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงรับรู้ว่านางซุนเป็กังวลเกี่ยวกับครอบครัวของบุตรสาวมาตลอดทาง หากไม่ตามหานางในตอนนี้…เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้ตามหาอีกแล้ว
องครักษ์ทั้งสองลังเลเล็กน้อย พวกเขาไม่อาจตัดสินใจเองได้ จึงวิ่งกลับไปรายงานผู้เป็นาย
เจียงรั่วหย่ากล่าว “ในเมื่อเป็เช่นนี้พวกเราก็คงต้องเดินทางไปก่อน พวกเ้าสองคนอยู่ส่งพวกเขาเข้าเมืองเฉียนโจวให้ปลอดภัย แล้วค่อยตามข้ามาก็แล้วกัน”
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวลู่จึงได้ผู้คุ้มกันมาสองคนโดยไม่ต้องลงเงินลงแรง ช่วยสร้างความอุ่นใจให้ทุกคนได้ไม่น้อย การพักแรมอยู่หน้าประตูเมืองท่ามกลางผู้คนอดอยากแร้นแค้นในคืนนี้พวกเขาไม่ต้องรู้สึกหวั่นกลัวอีกแล้ว
ครอบครัวลู่หาที่ร่มใต้ต้นไม้สำหรับพักผ่อน ส่วนสองพี่น้องลู่รับหน้าที่ออกตามหาครอบครัวของน้องสาว
ครอบครัวอื่นก็ฝากเด็ก ๆ ไว้กับครอบครัวลู่ให้ช่วยดูแล แล้วพวกผู้ใหญ่ก็ออกไปตามหาญาติพี่น้องของตัวเอง
เมืองเฉียนโจวเป็ความหวังสุดท้ายของพวกเขาแล้ว หากยังตามหากันไม่เจอ ชีวิตนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้พบกันแล้วจริง ๆ
พื้นที่พักแรมของชาวบ้านตระกูลลู่ในค่ำคืนนี้มีเฉิงเคอกับเฉิงหยางคอยคุ้มกัน ช่วยสร้างความปลอดภัยได้ไม่น้อย เหอจิ่วเหนียงจึงวางใจ และใช้โอกาสนี้ไปขอพบเจียงรั่วหย่า
จะว่าไปแล้วพวกนางก็รู้จักกันมาหลายวัน เหอจิ่วเหนียงยังไม่เคยได้พูดคุยกับสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้เลย แม้แต่โอกาสเข้าใกล้ก็ยังไม่มี
ขบวนรถม้าของเจียงรั่วหย่าเตรียมจะเดินทางผ่านประตูเมือง ขณะที่เหอจิ่วเหนียงไปถึงขบวนรถม้า หลิงเยว่กำลังจ่ายค่าผ่านด่านอยู่พอดี
ถูกต้อง เข้าเมืองก็ต้องจ่ายค่าผ่านด่าน ผู้ใหญ่สามตำลึง เด็กสองตำลึง ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนจำนวนมากอออยู่หน้าประตูเมืองเพราะไม่สามารถเข้าไปได้ ถึงขั้นมีการขายเด็กแลกเงินกันอย่างโจ่งแจ้ง
“แม่นางหลิงเยว่ ขอข้าพูดคุยกับฮูหยินของเ้าสักครู่ได้หรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีพลางก้าวเข้าไป หลิงเยว่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอะไรจึงจะปฏิเสธ แต่เจียงรั่วหย่าที่ได้ยินกลับเอ่ยออกมาเสียก่อน “ให้นางเข้ามาเถอะ”
หลิงเยว่รู้สึกขัดใจ เพราะนางรู้สึกมาตลอดว่าสตรีผู้นี้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง แต่นางไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ จึงทำได้เพียงเข้าไปในรถม้าด้วยกันกับเหอจิ่วเหนียง
ทันทีที่เข้าไปในรถม้าคันหรู เหอจิ่วเหนียงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยอย่างชัดเจน
ภายในรถม้าคันนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ตกแต่งวิจิตรงามตา ข้าวของเครื่องใช้ครบครัน คล้ายกับเป็ห้องขนาดย่อส่วนห้องหนึ่ง บนโต๊ะตรงกลางมีของว่างอันประณีตหลากหลายและชุดน้ำชา ควันจากกาน้ำชาลอยขึ้นสูงส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนให้ผ่อนคลาย ด้านข้างมีชั้นตำราเล็ก ๆ วางอยู่ บนชั้นวางมีตำราหลายเล่มจัดวางอย่างเป็ระเบียบ
ถัดจากโต๊ะน้ำชาไปทางด้านหลังมีเบาะนุ่มสำหรับนอน บนเบาะถูกปูด้วยผ้าขนสัตว์สีขาวอีกชั้น เพียงพิศมองก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่ม
โดยรอบทั้งสี่ด้านของเบาะนุ่มใบใหญ่ล้อมด้วยม่านมุ้งบาง ๆ คาดว่ามีไว้เพื่อป้องกันยุงในยามค่ำคืน ยามนี้ม่านมุ้งถูกรวบขึ้นมัดไว้ เหอจิ่วเหนียงจึงเห็นทุกมุมของห้องย่อส่วนนี้อย่างชัดเจน
เจียงรั่วหย่าเอกเขนกอยู่บนเบาะนุ่ม โดยมีหลิงเสวี่ยนั่งคุกเข่าพัดวีให้อยู่ข้าง ๆ กิริยาชดช้อยสมกับเป็สตรีสูงศักดิ์
สายตาเหอจิ่วเหนียงกวาดมองใบหน้าเจียงรั่วหย่า หญิงวัยกลางคนผู้นี้คาดว่าอายุน่าจะประมาณสามสิบปี ผิวนวลเนียนขาวผ่อง ใบหน้างดงามหมดจด ต่อให้ไม่ได้ผัดแป้งแต้มชาดก็ทำให้รู้สึกทึ่งในความงาม
“งามหรือไม่?”
เจียงรั่วหย่ายิ้มพลางเอ่ยทำลายความเงียบ เหอจิ่วเหนียงจึงได้สติกลับมา แม้ถูกจับได้ว่าแอบมองแต่นางหาได้สะทกสะเทิ้นไม่ อีกทั้งยังพยักหน้ารับตามตรง “ฮูหยินงดงามมากเ้าค่ะ…เหมือนข้าน้อยเคยเห็นในความฝันมาก่อน”
นางรู้สึกคุ้นเคยกับสตรีตรงหน้ามากจริง ๆ…
อาจเป็เพราะเ้าของร่างเดินเคยเห็นที่ไหนมาก่อนกระมัง
“ฮ่า ๆ ๆ สาวน้อยคนนี้พูดจาน่าฟังยิ่งนัก ว่าแต่เ้าขอพบข้ามีเื่อะไรหรือ?” เจียงรั่วหย่าระบายยิ้มเล็กน้อย ขับให้ใบหน้าผุดผาดยิ่งอ่อนโยน
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ หลายวันมานี้ได้กินอาหารฝีมือครอบครัวลู่ เจียงรั่วหย่ารู้สึกว่าสุขภาพของตนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายเริ่มมีเรี่ยวแรง ถือเป็สัญญาณที่ดี จึงส่งผลให้นางอารมณ์ดีอย่างมาก
“ข้าน้อยไม่ได้มีเื่สำคัญอะไรเ้าค่ะ เพียงคิดว่าฮูหยินดูแลครอบครัวของข้าน้อยมาตลอดทาง จึงอยากมาขอบคุณเท่านั้นเ้าค่ะ”
เจียงรั่วหย่ายิ้มบาง ๆ “เื่เล็กน้อย ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“ถึงเป็เช่นนั้นก็เถอะเ้าค่ะ หากไม่มีฮูหยินและทุกท่านช่วยเหลือ ครอบครัวของข้าน้อยไม่มีทางมาถึงเฉียนโจวได้อย่างราบรื่น หากวันหน้าฟ้าใหม่มีวาสนาได้พบกันอีก ขอให้ข้าน้อยได้ตอบแทนบุญคุณท่านด้วยนะเ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงยกมือคารวะให้คำมั่น หนักแน่นและจริงจังอย่างมาก ทว่าในสายตาของสตรีผู้ถูกคารวะกลับมองว่าท่าทางของนางน่ารักไม่น้อย จึงขำพรืดออกมา จากนั้นก็รู้สึกเสียดายเมื่อคิดว่าต่อจากนี้ไปจะไม่ได้กินอาหารของครอบครัวนางแล้ว ก่อนจะถามขึ้น “แล้วพวกเ้าวางแผนเอาไว้ว่าจะไปปักหลักที่ไหนล่ะ?”
“หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงปักหลักที่อันโจวเ้าค่ะ ได้ยินว่าที่นั่นรับผู้ลี้ภัย อีกอย่างที่นั่นก็ไม่มีภัยแล้ง ครอบครัวข้าน้อยเป็ชาวนา ได้ลงหลักปักฐานในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีเขาและน้ำล้อมรอบก็ดีเ้าค่ะ”
มีูเา มีแหล่งน้ำ ไม่มีทางอดตาย
เหอจิ่วเหนียงคิดเช่นนี้
เจียงรั่วหย่าพยักหน้า รู้สึกว่าที่อีกฝ่ายกล่าวมามีเหตุผล จากนั้นถามอย่างอาลัยอาวรณ์อีกครั้ง “แล้วเ้าเคยคิดจะไปจิงโจวหรือไม่ จิงโจวรุ่งเรืองกว่าอันโจวมาก และไม่มีภัยแล้งให้ต้องลำบาก ไม่แน่อาจจะมีโอกาสดี ๆ รออยู่ก็ได้นะ”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ขอบคุณฮูหยินมากเ้าค่ะที่แนะนำ ข้าน้อยเป็แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่อาจตัดสินใจแทนทุกคนในครอบครัวได้ แต่หากมีโอกาส ข้าน้อยต้องไปหาประสบการณ์ที่จิงโจวอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
เท่าที่เหอจิ่วเหนียงรู้มา จิงโจวและอันโจวอยู่ใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุด แต่จิงโจวเจริญกว่า พ่อค้าส่วนมากล้วนนิยมไปทำการค้าที่นั่น หากลำพังแค่ตัวคนเดียวเหอจิ่วเหนียวก็อยากไปจิงโจวมากกว่า เพียงแต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้นต้องเคารพการตัดสินใจของผู้นำครอบครัว
และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้มีเพียงอันโจวเท่านั้นที่เปิดรับผู้ลี้ภัย ส่วนจิงโจวนั้นไม่แน่นอน
“เอาเถอะ หากเรามีวาสนาต่อกันก็คงได้พบกันอีก”
เจียงรั่วหย่าถอนหายใจด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ก่อนจะปลดป้ายหยกออกจากเอว แล้วยื่นให้หญิงสาวชาวนา “หากพวกเ้าไปจิงโจว ให้นำป้ายหยกนี่ไปหาข้าที่หอน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดในจิงโจว หอน้ำชาอันหลานฟาง”
“ขอบคุณฮูหยินมากเ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงรับป้ายหยกมาอย่างไม่เกรงใจ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การมีมิตรมากย่อมไม่ตกยากแน่นอน
เจียงรั่วหย่ายิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ครอบครัวเ้าก็ดูแลข้าไม่น้อยเหมือนกัน…จะว่าไปแล้ว เ้ากับลูกสาวที่หายตัวไปหลายปีแล้วของข้าก็มีความคล้ายกันนะ ชื่อนางก็มีคำว่าจิ่วเหมือนกัน…เฮ้อ ช่างเถอะ ไม่พูดถึงเื่นี้แล้ว
เอาละ ข้าต้องไปก่อน เ้าและครอบครัวดูแลตัวเองด้วย”
ทหารเฝ้าเวรยามประตูเมืองเร่งแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ทำให้เสียเวลา รีบกล่าวอำลาคำสุดท้าย “ฮูหยิน ทุกสิ่งย่อมมีวาสนาทั้งสิ้น ทำใจให้สบาย รักษาสุขภาพนะเ้าคะ ลูกสาวของท่านก็คงภาวนาให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวร้อย ๆ ปีเช่นกัน ยาจูซาอันเสินหวานที่ข้าน้อยให้ไปครั้งก่อนแม้จะได้ผลดี แต่หากใช้ปริมาณมากเกินไปอาจกลายเป็พิษได้ ใช้ในปริมาณน้อย ๆ จะดีกว่า
ฮูหยิน หวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกนะเ้าคะ”
ส่งท้ายคำร่ำลา หญิงชาวนาก็ะโลงจากรถม้าและจากไปทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำใด
เจียงรั่วหย่านิ่งอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
…สาวน้อยคนนี้ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หากจิ่วเอ๋อร์ของนางยังมีชีวิตอยู่ ก็คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนี้
.
.
.