โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 106 เคล็ดดาบอเวจี

    แม้ว่าชายชราจะกล่าวว่ามั่นใจเพลงกระบี่ของตนเองมากเพียงใด เซนกลับเลือกที่จะหัวเราะออกมาและไม่กล่าวสิ่งใด ก่อนที่เขาจะหยุดและแสดงสีหน้าท่าทางเหยียดหยามออกมา ซึ่งท่าทางแบบนี้ของชายหนุ่มนั้นเป็นอีกครั้งที่ทำให้มารีนรู้สึกประหลาดใจ

    เซนที่ไม่อยากกล่าวสิ่งใดอีกก็ได้หยิบดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวของตนเองตลอดเวลาออกมา รูปร่างของดาบนั้นดูเหมือนกระดูกของสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่กระดูกนั้นสมควรเป็นส่วนที่แหลมคมของสัตว์ตัวนั้น

    “เหอะๆ สิ่งนั้นเรียกว่าอาวุธได้อีกหรือ? น่าขันจริงๆ”

    ชายชราเมื่อเห็นอาวุธของชายหนุ่มมันแค่นเสียงออกมาอย่างดูถูกเหมือนกับที่เซนทำใส่มันก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามสีหน้าท่าทางของเซนกลับไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพราะชายหนุ่มคิดว่าชายชราเบื้องหน้าเขานั้นไม่มีคุณสมบัติพอที่จะให้เขาสนใจหรือไปโกรธมัน

    “หากเจ้าได้รู้จักที่มาของมันรับรองว่าเจ้าได้หัวหดแน่ๆ ไม่ใช่แค่เจ้าบางทีบรรพบุรุษที่อยู่ในยมโลกของเจ้าอาจจะหวาดกลัวมันอย่างช่วยไม่ได้”

    ท่าทางของชายชราเปลี่ยนเป็นดำมืดเนื่องจากคำกล่าวของเซนในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามคำกล่าวของเซนนั้นไม่ได้กล่าวล้อเล่นและตั้งใจจะยั่วโทสะของอีกฝ่ายแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เขากล่าวนั้นเป็นความจริงแน่นอน

    กระดูกนี้คือส่วนหนึ่งในร่างกายของผู้เฝ้าประตูอเวจี ในยมโลกนั้นจะแบ่งออกเป็นสองเขตใหญ่ๆ นั่นคืออเวจีที่ใช้ทำโทษผู้ที่เสียชีวิตและกระทำความชั่ว กับมณฑลพิพากษาที่เป็นทางของดวงวิญญาณต้องผ่านเพื่อที่จะตัดสินว่าควรไปเกิดใหม่หรือไม่ การจะเกิดใหม่ช้าเร็วนั้นขึ้นอยู่กับความดีที่ทำมาทั้งชีวิต หากยังไม่ได้เกิดใหม่ดวงวิญญาณก็จะต้องอาศัยอยู่ในมณฑลพิพากษาซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นราวกับสวรรค์ที่บอกเล่ากันมาแต่ตำนาน

    “ผู้อาวุโสอย่าได้ฟังคำพูดของมันอีกเลย ท่านควรจะรีบจัดการมันให้เร็วที่สุดก่อนที่อาณาเขตของหินผนึกเทวะอันล้ำค่าจะหายไปอย่างเสียเปล่า”

    เป็นเฟิงหยุนที่กล่าวเร่งขึ้นมา มันในตอนนี้ต้องการจะเห็นเซนตกตายกับตาของตนเอง อาวุโสชุดเขียวนั้นไม่ได้ปฏิเสธมันจ้องมองบาดแผลทั่วร่างกายของเซน มันถึงกับสั่นสะท้านเพราะบาดแผลของชายหนุ่มนั้นร้ายแรงอย่างเห็นได้ชัดแต่มันกลับสามารถขยับตัวได้อยู่ราวกับว่าบาดแผลนั้นเป็นบาดแผลตื้นๆ

    “ชิ้ง!”

    กระบี่สีเขียวถูกกวัดแกว่งไปมาอย่างลื่นไหล ท่าทางของมันช่างสวยงามและรวดเร็วราวกับภาพวาดทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกชื่นชมไม่ได้ กระบี่สีเขียวกับชายชราชุดเขียวราวกับหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นทำให้ท่าทางของมารีนเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า

    “ไม่เลว”

    เซนกล่าวออกมาเงียบๆ แค่คำว่าไม่เลวไม่ได้บอกว่าดีเยี่ยม เคล็ดวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งกลับถูกกล่าวแค่เพียงคำว่าไม่เลวจากปากของเซน แต่ชายชราในตอนนี้ไม่ได้สนใจเซนอีกแล้วเมื่อมันเริ่มร่ายรำกระบี่มันกลับหลงลืมทุกสรรพสิ่งรอบตัวไป นั่นแสดงให้เห็นว่าตัวมันนั้นมีความเข้าใจในกระบี่ที่สูงมาก

    เซนที่เห็นกระบี่ที่ร่ายรำอย่างงดงามราวกับอิสตรีก็ได้แค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชา ก่อนที่ชายหนุ่มจะตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะใช้กระบวนท่าดาบของตนเอง ในเวลานั้นภาพเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นในยมโลกก็ได้ปรากฏขึ้นในหัวเมื่อชายหนุ่มต้องการใช้ดาบ

    …..

    ในพื้นที่เขตนอกของยมโลกนั้น เซนที่เนื้อตัวมอมแมมแต่ร่างกายกับไร้ซึ่งบาดแผลกำลังกวัดแกว่งดาบผุๆ พังๆ เล่มหนึ่งบางทีมันอาจจะไม่ควรเรียกว่าดาบก็ได้ ศัตรูของชายหนุ่มนั้นกลับเป็นสัมภเวสีที่เคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณ แต่พวกมันนับว่าไม่เป็นอะไรเลยสำหรับเซน เพราะเมื่อชายหนุ่มฟันดาบออกมาครั้งหนึ่งกลับสามารถสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดาย

    ท่าทางดาบของเซนนั้นดูเท่เป็นอย่างมาก มันเป็นท่าดาบที่เขาเรียนแบบมาจากภาพยนตร์ แม้ว่าตอนแรกจะยังไม่ชินแต่เมื่อใช้มันในการต่อสู้เรื่อยๆ กลับทำให้ชายหนุ่มเริ่มฟันดาบได้ดีขึ้น

    “การใช้อาวุธในการต่อสู้ดีกว่าใช้มือเปล่าจริงๆ”

    เซนกล่าวขึ้นเงียบๆ ท่ามกลางซากศพของสัมภเวสีนับร้อยที่ถูกสังหารด้วยมือของตนเอง ในขณะที่ศพของพวกมันค่อยๆ สลายหายไปในอากาศพวกมันไม่ได้ตายแต่กำลังไปเกิดใหม่ในบริเวณใกล้ๆ แถวนี้และมันจะออกล่าอีกครั้งทันที

    “เป็นกระบวนท่าดาบที่ดูโง่เง่าจริงๆ ดาบเอาไว้ฆ่าฟันทำไมต้องทำให้มันดูงดงามด้วย?”

    เสียงของคนที่ทำให้เซนที่อาศัยอยู่ในยมโลกมานานสะดุ้งได้ดังขึ้น ชีวิตหลายปีในยมโลกนั้นชายหนุ่มได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องของพวกสัมภเวสีเท่านั้นนอกจากนั้นเขาไม่ได้สิ่งใดเลย

    ชายหนุ่มหันหน้ากลับมามองทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วและพบว่าบนโขดหินเหนือศีรษะของเขาตอนนี้นั้นมีร่างของสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งอยู่ สิ่งมีชีวิตตนนั้นดูคล้ายกับมนุษย์อย่างมาก อย่างไรก็ตามมันกลับให้ความรู้สึกเหมือนสัมภเวสีมากกว่า

    “สัมภเวสีพูดได้ด้วย?”

    เซนกล่าวถามออกมาด้วยความไม่แน่ใจ และอีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับในทันที

    “สัมภเวสีบ้านเจ้าที่ข้าใส่อยู่มันเป็นชุดเกราะ…ไอข้าก็รีบมาที่นี่เพราะได้รับรายงานมาว่าเกิดปัญหา แต่กลับมาพบเจอมนุษย์หน้าโง่เช่นเจ้า เอ๋…แต่มนุษย์มีชีวิตอยู่ในสถานที่นี้ได้อย่างไร น่าสนใจๆ”

    เซนไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายมากนักเขาสนใจเพียงแต่เรื่องชุดเกราะเท่านั้น ชุดเกราะของอีกฝ่ายนั้นเป็นชุดเกราะแบบสวมทั้งตัว ไม่เผยเนื้อหนังใดๆ ให้เห็น ชุดเกราะนั้นมีสีแดงอมดำมันหนาและใหญ่อย่างมาก มีส่วนหัวที่โดดเด่นและน่ากลัวเหมือนกับปีศาจกระทิงคลั่ง

    เซนสัมผัสไม่ได้ถึงเจตนาชั่วร้ายของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตามเขายังเลือกที่จะเฝ้าระวังอยู่ดี แต่คำกล่าวของอีกฝ่ายเกี่ยวกับเรื่องของดาบนั้นทำให้เซนรู้สึกสนใจไม่น้อย

    “เรื่องกระบวนท่าดาบก่อนหน้านี้ที่ท่านกล่าว ข้าไม่เข้าใจจริงๆ แล้วอีกอย่างตัวข้าไม่เคยฝึกดาบจริงจังมาก่อน ข้ามองแค่ว่ามันช่วยให้การฆ่านั้นง่ายขึ้นแค่นั้นนอกจากนั้นไม่มีสิ่งใดพิเศษ”

    ชายหนุ่มกล่าวขึ้นซึ่งเขาขึ้นเหมือนกับที่เขากล่าวจริงๆ แม้ว่าดาบจะช่วยในการฆ่าแต่ไม่ได้ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้นมากนัก อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ใช่คลาสนักดาบที่สามารถใช้สกิลดาบที่เพิ่มสมรรถภาพของตนเองได้ ยังทะลายขีดจำกัดในการโจมตีที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถทำได้ไปอีก

    “เจ้ากำลังดูถูกไม่ใช่แค่ผู้ใช้ดาบ แต่รวมถึงผู้ใช้อาวุธอื่นๆ อยู่นะ สิ่งที่เจ้ากล่าวมันก็แค่ความเข้าใจของตัวเจ้าเอง ทำไมเจ้าไม่ลองมาประดาบกับข้าดูหน่อยล่ะข้าจะใช้แค่กระบวนท่าดาบส่วนเจ้า…จะใช้สิ่งใดก็ได้ในการเอาชนะ”

    อีกฝ่ายกล่าวขึ้นอย่างไรก็ตามเซนกลับไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนัก ดังนั้นจึงกล่าวถามอีกฝ่ายไปว่า

    “แล้วข้าจะได้สิ่งใดในการสู้กับท่าน หรือท่านแค่ต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ข้ากล่าวมันไม่จริง”

    อีกฝ่ายนั้นเหมือนกับจะปรากฏรอยยิ้มใต้หมวกเล็ก อย่างไรก็ตามเซนกลับไม่สามารถเห็นมันได้

    “เจ้านับว่าน่าสนใจมนุษย์ ข้าเรียกว่าโครนัส สิ่งที่เจ้าอยากรู้ข้าจะตอบมันเองผ่านดาบของข้า เคล็ดดาบของข้ามีชื่อว่าเคล็ดดาบวังอเวจีมีเพียงสามกระบวนท่า ไร้ซึ่งความงดงาม ไร้ซึ่งสมดุล มีเพียงแต่พลังทำลายล้าง”

    “อืม…”

    เซนตั้งท่าและเตรียมจะรับมือกับอีกฝ่ายที่ชักดาบของตนเองออกมา เมื่อดาบถูกชักออกมากลับทำให้เซนรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่ามหาสมุทรทั้งหมดกำลังกดทัพร่างของเขา มันต่างกับก่อนหน้านี้อย่างมาก

    ‘เพียงแค่ใช้ดาบแรงกดดันก็ต่างกันถึงเพียงนี้…’

    …….

    ทั้งหมดเป็นความทรงจำของอาจารย์คนแรกที่สอนดาบให้กับเซน โครนัสเป็นการพบกันครั้งแรกโดยบังเอิญ อย่างไรก็ตามมันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนตัวตนของเซนไปตลอดกาล

    เซนตั้งกระบวนท่าแบบง่ายๆ อย่างไรก็ตามในเวลานั้นกลับปรากฏแรงกดดันราวกับมหาสมุทรกดทับไปทั่วทั้งร่างของชายชราชุดเขียวที่ร่ายรำได้อย่างงดงาม

    “ท่าทางที่งดงามในการต่อสู้ไม่ได้ช่วยให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย…บางทีกระบี่ที่เจ้าฝึกมาทั้งชีวิตอาจจะสูญเปล่า…”

    เซนกล่าวออกมาท่ามกลางแรงกดดันการร่ายรำกระบี่ของชายชราชุดเขียวพลันหยุดชะงักทันที ก่อนที่มันจะเปลี่ยนท่าทางเป็นนิ่งดุจผิวน้ำที่ไร้ซึ่งการขยับเขยื้อน มันตระเตรียมจะโจมตีเซนให้ตายภายในกระบี่เดียว แต่เซนนั้นกลับปลดปล่อยบรรยากาศที่แตกต่างออกไปจากอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง มันมีเพียงความอำมหิตและความบ้าคลั่งเท่านั้นที่ผู้คนสามารถรู้สึกได้จากตัวของชายหนุ่มตอนนี้

    “เคล็ดกระบี่สำนักมังกรมรกตกระบวนท่าที่ 3 กระบี่มังกรเหิน!”

    ชายชราเอ่ยชื่อกระบวนท่าออกมาพร้อมกับใช้ออกมาด้วยการก้าวเท้าอันซับซ้อนและงดงามดุจเทพเซียน ร่างของชายชราพุ่งเข้าหาเซนอย่างรวดเร็วราวกับมังกรเหินความเร็วของชายชราตอนนี้บางทีอาจจะเหนือกว่าเซนในอดีตไปไกลหลายเท่า

    “จบแล้ว…”

    เฟิงหยุนเมื่อเห็นกระบวนท่าที่ผู้อาวุโสของตนใช้ออกมามันก็ได้กล่าวขึ้นอย่างพอใจ อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาแรงกดดันที่ไม่ทราบที่มาที่ไปก็ได้ทวีรุนแรงขึ้นพร้อมกับเสียงของใครคนหนึ่งจนทำให้เฟิงหยุนรับไม่ไหวและถึงกับกระอักเลือดและล้มลงแทบติดพื้น

    “เคล็ดดาบวังอเวจี กระบวนท่าที่ 1 ปกรณัมมรณะ”

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน