มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 170 : เงื่อนไข

            ตอนที่ 170  

             

            หลังจากตีกระบี่เสร็จ ชิงเทียนก็ยื่นกระบี่เล่มนั้นให้ซินเมิ่งหยู แสงสีเงินยวงที่เปล่งประกายออกมาจากตัวกระบี่ ราวกับมีชีวิต สะกดทุกสายตาให้จับจ้อง ความงดงามของมันราวกับร่ายมนตร์ให้ซินเมิ่งหยูตกอยู่ในภวังค์ กลิ่นอายของศาสตราวุธระดับเซียนขั้นสูงแผ่ออกมาบางเบา ทว่าทรงพลัง ทำให้กระบี่เล่มนี้ไม่เพียงแต่งดงาม หากแต่ยังแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม 

             

            "ขอบคุณ… ข้าจะรักษากระบี่เล่มนี้เป็นอย่างดี" ซินเมิ่งหยูโค้งคำนับอย่างนอบน้อม นางรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างแท้จริง 

             

            ช่างตีเหล็กร่างกำยำขยี้ตาด้วยความตกตะลึง เมื่อได้เห็นกระบี่เล่มนั้นอย่างชัดเจน แม้เขาจะฝึกฝนและทุ่มเทให้กับการตีเหล็กมานับร้อยปี จนกระทั่งกลายเป็นช่างตีเหล็กระดับอัครจารย์ แต่ชายหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์ผู้นี้ กลับสร้างศาสตราวุธระดับเซียนขั้นสูงออกมาได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นช่างตีเหล็กระดับเซียนอย่างไม่ต้องสงสัย ความภาคภูมิใจที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิต พังทลายลงในพริบตา 

             

            ท่ามกลางฝูงชนที่ยังคงตื่นตะลึงและชื่นชมความงามของกระบี่ ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่ง เขาก้าวออกมาจากกลุ่มคนด้านหลัง ดวงตาคมกริบจับจ้องอยู่ที่ชิงเทียนตั้งแต่ที่ชายหนุ่มเริ่มนำแร่เข้าสู่เตาหลอม ชายชราผู้นี้คือผู้อาวุโสจ้าวเฟิง ผู้มีอำนาจสูงสุดในพื้นที่ของศิษย์ฝ่ายนอก 

             

            "เจ้าชื่ออะไร?" 

             

            "เรียนท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยมีนามว่า ฉู่ชิงเทียน"  

             

            "เป็นศิษย์ใหม่รึ ทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน?" จ้าวเฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย 

             

            "ข้าพึ่งเข้าร่วมสำนักได้ไม่นาน อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังออกไปทำภารกิจ การที่ผู้อาวุโสไม่เคยเห็นหน้าข้ามาก่อนจึงไม่ใช่เรื่องแปลก"  

             

            "ถ้าเช่นนั้น บอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าไปร่ำเรียนวิธีการตีเหล็กมาจากผู้ใด?" จ้าวเฟิงยังคงจ้องมองด้วยสายตาที่ต้องการคำตอบ 

             

            "ข้าฝึกฝนด้วยตนเอง" 

             

            "เป็นไปไม่ได้!" ช่างตีเหล็กร่างกำยำกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อ "แม้ว่าเจ้าจะมีทักษะและพรสวรรค์อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง แต่การที่เจ้าจะฝึกฝนทักษะขั้นสูงเหล่านี้ด้วยตนเองนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากเจ้าบอกว่ามีอาจารย์ที่ดี ข้ายังพอจะทำใจเชื่อได้ แต่สิ่งที่เจ้ากล่าวออกมา สำหรับข้าแล้วมันช่างไร้สาระสิ้นดี!" 

             

            ชิงเทียนหันไปมองช่างตีเหล็กผู้นั้นด้วยสายตาเรียบเฉย "อย่าเอามุมมองที่คับแคบของท่าน มาตัดสินผู้อื่น การที่ท่านทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าข้าจะทำไม่ได้ ทุกคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกัน สิ่งที่ท่านควรจะก้าวข้าม ไม่ใช่ผู้อื่น แต่คือตัวท่านเอง" 

             

            คำพูดของชิงเทียนราวกับคมดาบที่กรีดลึกลงในหัวใจของผู้ที่ได้ยิน ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของเขา แม้แต่จ้าวเฟิงเองก็อดชื่นชมทัศนคติของเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ คนที่มีความสามารถเหนือผู้อื่นส่วนใหญ่มักจะเต็มไปด้วยอัตตา มองว่าผู้อื่นด้อยกว่าตน แต่สำหรับเด็กหนุ่มตรงหน้า เขากลับแตกต่างออกไป 

             

            "ความสามารถในการสร้างศาสตราวุธของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกประทับใจจริงๆ" จ้าวเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "อย่างไรก็ตาม หากเจ้าพอมีเวลาว่าง ข้าขอคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?" 

             

            ชิงเทียนมีท่าทีระแวดระวัง เขายังไม่รู้ว่าผู้อาวุโสผู้นี้เป็นใคร และต้องการสิ่งใดจากเขา 

             

            "ไปเถอะ ท่านผู้อาวุโสจ้าวเป็นผู้อาวุโสที่เป็นเสาหลักของสำนัก บางทีท่านอาจมีเรื่องสำคัญก็ได้" ซินเมิ่งหยูกระซิบบอกด้วยความเป็นห่วง 

             

            เมื่อได้ยินดังนั้น ชิงเทียนจึงเดินตามจ้าวเฟิงไปแต่โดยดี ทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่ร่มรื่น จนกระทั่งมาถึงสวนสมุนไพรที่เงียบสงบ กลิ่นหอมของพืชพรรณนานาชนิดลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ เมื่อเห็นว่าบริเวณนี้ไม่ใครอยู่ จ้าวเฟิงก็รีบเข้าประเด็นในทันที 

             

            "ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นิกายค้อนทองคำกำลังจะจัดการแข่งขันประลองทักษะการตีเหล็ก แต่ว่าช่างน่าเสียดายนักที่ในสำนักของเรา มีเพียงช่างตีเหล็กระดับอัครจารย์เท่านั้น แต่หลังจากที่ข้าได้เห็นฝีมือและทักษะของเจ้าแล้ว ข้าจึงต้องการจะฝากฝังภาระอันยิ่งใหญ่นี้ให้แก่เจ้า"  

             

            จ้าวเฟิงเผยรอยยิ้มออกมา เขาเชื่อว่าชิงเทียนคงจะรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนของสำนัก 

             

            "ข้าขอปฏิเสธ..." 

             

            ทันทีที่สิ้นเสียงคำตอบ รอยยิ้มบนใบหน้าของจ้าวเฟิงก็พลันเลือนหายไปในทันที  

             

            ชิงเทียนเตรียมหันหลังเดินจากไป แต่ก็ถูกจ้าวเฟิงรั้งเอาไว้ด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย 

             

            "เดี๋ยวๆๆ เจ้าควรจะรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนสำนักมิใช่รึไง?" 

             

            "ท่านผู้อาวุโส ข้ามิได้สนใจเรื่องเกียรติของสำนักอะไรนั่นหรอก สิ่งที่ข้าสนใจคือค่าตอบแทนต่างหาก" ชิงเทียนฉีกยิ้มกว้าง เผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม 

             

            จ้าวเฟิงเพิ่งตระหนักว่าตนเองได้ตกหลุมพรางของเด็กหนุ่มผู้นี้เสียแล้ว 

             

            "เจ้าต้องการอะไร?" น้ำเสียงของจ้าวเฟิงเริ่มแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย 

             

            "สิ่งที่ข้าต้องการมีทั้งสิ้นสามอย่าง หนึ่งทรัพยากรสำหรับการบ่มเพาะพลัง สองการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน และสามสิทธิ์ในการใช้สระแก่นปราณ" ชิงเทียนมั่นใจว่าสำนักใหญ่เช่นนี้ย่อมต้องมีสระแก่นปราณอย่างแน่นอน มันเป็นสถานที่สำหรับการบ่มเพาะพลังที่สร้างขึ้นจากแก่นปราณบริสุทธิ์จำนวนมหาศาล ซึ่งผู้ที่มีสิทธ์ใช้สระปราณนี้มีเพียงผู้อาวุโสและศิษย์หลักเท่านั้น 

             

            สีหน้าของจ้าวเฟิงเปลี่ยนเป็นตกตะลึง คำขอสองอย่างแรกนั้น เขายังพอจะสามารถจัดการให้ได้ แต่การอนุญาตให้ศิษย์ฝ่ายนอกใช้สระแก่นปราณนั้นมันออกจะอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของเขาเกินไปหน่อย 

             

            "ข้าไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตนเองได้ ก่อนอื่น ข้าต้องนำเรื่องนี้ไปเสนอต่อเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักเสียก่อน" จ้าวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักใจ 

             

            ชิงเทียนแอบยิ้มอยู่ในใจ เขากำลังกลุ้มใจเรื่องการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายในอยู่พอดี เพราะกว่าจะมีการทดสอบคัดเลือกศิษย์สายในครั้งต่อไป เขาต้องรอไปอีกหลายเดือน อีกทั้งการได้รับอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่สระแก่นปราณ จะทำให้เขาเข้าถึงพื้นที่ของศิษย์หลักและเหล่าผู้อาวุโสได้โดยง่าย ซึ่งนั่นจะทำให้เขาสามารถขโมยกระดูกมังกรได้สะดวกยิ่งขึ้น 

             

            หลังจากที่จ้าวเฟิงบอกว่าจะนำเรื่องนี้ไปเสนอที่ประชุม ชิงเทียนก็เดินกลับที่พักอย่างสบายอารมณ์ แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าของเขา ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวลใจ แต่ระหว่างทางเดินอันร่มรื่น เขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อพบกับกลุ่มชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งยืนขวางทางอยู่ ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางคือ จ้าวมู่ไป๋ และด้านหลังเขามีศิษย์ฝ่ายนอกอีกห้าคนยืนเรียงราย 

             

            “เจ้า... เจ้าคนเมื่อตอนนั้น!” จ้าวมู่ไป๋เบิกตากว้าง จดจำใบหน้าของชิงเทียนได้อย่างแม่นยำ เหตุการณ์ที่เขาพยายามข่มเหงเยี่ยกวานจง และถูกชิงเทียนเข้ามาขัดขวางพร้อมกับแสดงท่าทางหยิ่งยโสต่อหน้า ยังคงทำให้เขารู้สึกโกรธจนไม่สามารถปล่อยวางได้ 

             

            “เรารู้จักกันหรือ?” ชิงเทียนเผยสีหน้าสงสัย ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะไม่มีค่ามากพอให้เขาจดจำสักเท่าไหร่ 

             

            “ข้าคือจ้าวมู่ไป๋ ลุงของข้าคือผู้อาวุโสจ้าวเฟิง! จำใส่กระโหลกของเจ้าไว้ซะ!” จ้าวมู่ไป๋ประกาศกร้าว  

             

            “หลานชายของผู้อาวุโสจ้าวเฟิงอย่างนั้นรึ?” ชิงเทียนพึมพำกับตัวเอง เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าคนที่ดูจิตใจดีและน่านับถืออย่างจ้าวเฟิง จะมีหลานชายที่งี่เง่าและอวดดีถึงเพียงนี้ 

             

            จ้าวมู่ไป๋แสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย ราวกับว่าชื่อของผู้เป็นลุงจะสามารถทำให้ทุกคนหวาดกลัวได้ 

             

            “หึ! เริ่มกลัวข้าแล้วใช่ไหม? บอกไว้ก่อนนะว่า…” 

             

            ในขณะที่จ้าวมู่ไป๋ไม่ทันจะพูดจบประโยค ส้นเท้าของชิงเทียนก็พุ่งเข้าใส่หน้าท้องของเขาอย่างจัง จ้าวมู่ไป๋ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ร่างกายกระเด็นถอยหลังไปชนกับศิษย์ฝ่ายนอกที่ยืนอยู่ด้านหลังจนล้มระเนระนาด 

             

            “ข้าไม่สนว่าลุงของเจ้าจะเป็นใคร ในเมื่อลุงของเจ้าไม่มีเวลาอบรมสั่งสอนหลานชาย ข้าก็จะเป็นคนอบรมเจ้าแทนเขาเอง” ชิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังร่างที่นอนกุมท้องอยู่บนพื้น 

             

            จ้าวมู่ไป๋นอนตัวงอด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซึมออกมา สาเหตุที่เขายังคงมีลมหายใจอยู่ ก็เป็นเพราะชิงเทียนยั้งมือเอาไว้ 

             

            “เจ้า... รอข้าอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ!” จ้าวมู่ไป๋กัดฟันพูดด้วยความแค้นเคือง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงไม่เข็ดหลาบ เขารีบลุกขึ้นยืนและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว โดยทิ้งศิษย์ฝ่ายนอกที่เหลือไว้ด้านหลัง ความขี้ขลาดที่แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ชิงเทียนถึงกับหมดคำพูดในทันที 

             

            ผ่านไปไม่นาน จ้าวมู่ไป๋ก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง เขาพาชายหนุ่มอีคนมาด้วย ใบหน้าของชายคนนั้นมีรอยปูดบวมหลายแห่งปรากฏอยู่ ดูเหมือนเพิ่งผ่านการถูกทำร้ายมาไม่นาน ชายคนนั้นคือ ซินหยวน ศิษย์ฝ่ายนอกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวกะทิอันดับหนึ่งนั่นเอง 

             

            “ศิษย์พี่! ไอ้หมอนี่แหละที่มันกล้าอวดดีต่อหน้าข้า!”  

             

            จ้าวมู่ไป๋ชี้หน้าชิงเทียนด้วยความโกรธเคือง แต่หลังจากที่ซินหยวนได้เห็นใบหน้าของชิงเทียนอย่างชัดเจน สีหน้าของเขาก็พลันซีดเผือดลงทันที ภาพเหตุการณ์ที่เขาถูกซัดกระเด็นในการประลองครั้งก่อนยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เขาหันขวับไปตบหน้าจ้าวมู่ไป๋อย่างแรงจนฟันร่วงกระเด็นออกมา 

             

            “มารดาเจ้าเถอะ! คิดจะให้ใบหน้าของข้าบอบช้ำไปมากกว่านี้อีกรึไง!”  

             

            ซินหยวนคำรามใส่จ้าวมู่ไป๋ด้วยความโมโห ก่อนจะหันหน้ากลับมายิ้มแหย ๆ ให้ชิงเทียนอย่างประจบประแจง 

             

            “เอ่อ... คือมันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเท่านั้นเอง ท่านอย่าได้ถือสาเลย” ซินหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ศิษย์ฝ่ายนอกที่เหลือต่างก็ยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมา 

             

    คล้ายกับเรื่องมารฟ้าพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน