หลังจากที่หวาชิงเสวี่ยตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้สึกปวดหัวอีกต่อไป
บริเวณลำคอมีบาดแผลจึงไม่สามารถพูดเสียงดังได้ เพราะหากไปกระทบกระเทือนบาดแผลก็จะเจ็บมาก
นอกจากนั้น บริเวณข้อศอกสะโพก และขา ก็มีรอยฟกช้ำอยู่บ้าง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นางถูกฉีเหลียนเชิงเหวี่ยงลงจากม้า
นางพักรักษาตัวอยู่ในกระโจมของฟู่ถิงเย่ช่างฝีมือที่คุ้นเคยจากกรมสรรพาวุธทยอยกันมาเยี่ยมเยียนนาง หวาชิงเสวี่ยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและย้ำว่านางไม่ได้เป็นอะไรมาก
เมื่อฟู่ถิงเย่กลับมาทุกคนก็ไม่สะดวกที่จะอยู่ต่อ จึงขอตัวลากลับไปอย่างมีไหวพริบ
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาก่อนจะเชยคางนางขึ้นอย่างชำนาญ แล้วตรวจดูรอยฟกช้ำรอยหนึ่งบนหน้าผาก
เดิมทีก็เป็นแค่รอยปูดบวมเล็กๆเท่านั้น ตอนนี้พักฟื้นมาสองวัน แทบจะมองไม่เห็นร่องรอยแล้ว
“รอให้สถานการณ์สงบลงก่อนข้าค่อยส่งเจ้ากลับเมือง” เขาพูดพร้อมกับปล่อยหวาชิงเสวี่ย แล้วหันไปรินน้ำชาถ้วยหนึ่ง
หวาชิงเสวี่ยนั่งอยู่ที่ขอบเตียงมองแผ่นหลังของฟู่ถิงเย่แล้วถามเบาๆ ว่า “ท่านลุงหลิว...เกิดเรื่องบางอย่างกับเขาใช่หรือไม่?”
มือที่กำลังรินน้ำชาของฟู่ถิงเย่ชะงักเล็กน้อย
เขาหันกลับมา ยื่นถ้วยน้ำชาให้กับหวาชิงเสวี่ยแล้วเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “ช่างฝีมือของกรมสรรพาวุธบอกเจ้าหรือ?”
คนหมู่มากก็ย่อมมีปากเสียงบางทีอาจจะเผลอหลุดปากพูดตอนที่มาเยี่ยมนาง? เดิมทีเขาไม่อยากให้นางรู้เรื่องนี้เลย...
หวาชิงเสวี่ยรับชามาก้มหน้ามองน้ำชาสีเขียวอ่อนที่กำลังกระเพื่อมเบาๆ ภายในถ้วยเคลือบสีขาว แล้วพูดเสียงค่อย“ทุกคนมาเยี่ยมข้าแล้ว มีเพียงช่างตีเหล็กหลิวเท่านั้นที่ไม่ได้มา ตอนที่คุยกับพวกเขาก็เหมือนว่าจงใจหลีกเลี่ยงประเด็น...”
แม้เมื่อคืนนี้นางจะไม่ได้เห็นกับตาว่าช่างตีเหล็กหลิวถูกฉีเหลียนเชิงจับตัวไปได้อย่างไรแต่ก็จำได้อย่างแม่นยำว่า ตอนนั้นช่างตีเหล็กหลิวอยู่บนม้าด้วย ทหารเหลียวที่จับตัวเขาไว้ถูกฟู่ถิงเย่ยิงธนูใส่จนตายช่างตีเหล็กหลิวจึงตกลงไปที่พื้น...แต่ หลังจากนั้นล่ะ?
หวาชิงเสวี่ยกัดริมฝีปากเงยหน้ามองฟู่ถิงเย่ “เขา...ถูกฉีเหลียนเชิงจับตัวไปใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่ชะงักไปเล็กน้อย“เจ้ารู้จักคนผู้นั้นด้วยหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า“ตอนอยู่ที่เหรินชิว ชุดทหารเหลียวที่พวกเราใส่ออกไปนอกเมืองพวกนั้น เป็นชุดที่เขาเอามาให้ข้าเจ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่เข้าใจทันทีว่าการกระทำยั่วยุต่างๆ นานาของฉีเหลียนเชิงในตอนที่จากไป ที่แท้ก็เป็นความอาฆาตแค้น
“เขาไม่ปล่อยท่านลุงหลิวไปแน่”หวาชิงเสวี่ยนึกถึงความโหดร้ายต่างๆ ที่เคยเห็นจากทหารเหลียวในเมืองเหรินชิว ดวงตาก็รู้สึกแสบขึ้นมา“ท่านลุงหลิวต้องตายแน่...”
ฟู่ถิงเย่อยากจะปลอบใจนางแต่เขากลับพูดไม่เก่ง ทำได้เพียงพูดเสียงแห้งๆ ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เจ้าอย่าคิดมากเลยพักรักษาตัวให้หายก่อนเถอะ...”
นางรู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนและรู้ดีว่านางไม่สามารถทำอะไรได้เลย แต่ก็...ยังอดไม่ได้ที่จะคิดว่าทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
หากตั้งแต่แรก นางไม่ได้สอนวิธีตีเหล็กแบบพับทบให้เขาท่านลุงหลิวก็คงไม่ต้องตาย...เขาอาจจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองผานสุ่ย เป็นช่างตีเหล็กชราที่ซื่อสัตย์สุจริตและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเหมือนเช่นเคย
หยดน้ำตาเม็ดโตไหลลงมาตามแนวสันกรามเปียกชุ่มไปทั้งคอเสื้อ
ฟู่ถิงเย่ทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าจะปลอบนางอย่างไรดี “เจ้าอย่าร้องไห้เลย...”
“ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรคิดแบบนี้...”หวาชิงเสวี่ยเช็ดน้ำตา แต่มันก็ยังไหลลงมาไม่หยุด “ต่อให้ข้าไม่สอนเขาก็จะต้องสอนให้กับช่างฝีมือคนอื่นในกรมสรรพาวุธอยู่ดีมีทั้งช่างตีเหล็กหลี่ ช่างตีเหล็กจาง ช่างตีเหล็กหวัง...อย่างไรก็ต้องเกิดเรื่องขึ้นกับใครสักคนข้าแค่...ข้าแค่ทนไม่ไหว...รับไม่ได้...”
คนคนหนึ่งต้องถูกจับตัวไปแบบนี้โดยไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย หวาชิงเสวี่ยไม่ต้องคิดก็เดาได้ว่าทหารเหลียวจะทรมานเขาอย่างไร!เพื่อที่จะได้วิธีตีเหล็กแบบพับทบ พวกเขาไม่ยั้งมือแน่!
ในใจของนางเจ็บปวดมากเหลือเกินทำอย่างไรน้ำตาก็ไม่หยุดไหล
ฟู่ถิงเย่ลนลาน ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้นางแต่ออกแรงถูมากเกินไป ผิวที่อ่อนนุ่มบนใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยจึงเป็นรอยแดงไปหมด แม่ทัพใหญ่หยุดชะงักไม่กล้าเช็ดต่ออีก
“เจ้าอย่าร้องไห้เลย...”เขาถอนหายใจอย่างจนใจและกังวลใจ ในใจยิ่งโกรธแค้นฉีเหลียนเชิงมากขึ้น
คนคนนี้เจ้าเล่ห์จริงๆนอกจากจะพูดภาษากลางของต้าฉีได้แล้ว ยังสามารถเลียนแบบสำเนียงท้องถิ่นได้อย่างคล่องแคล่วจนหลอกลวงทหารที่รักษาการณ์อยู่ได้ ทั้งยังสามารถนำทหารเหลียวสองคนที่ดูเหมือน ‘สลบไป’แฝงตัวเข้ามาในค่ายได้อีก แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เพียงมีเล่ห์เหลี่ยมเท่านั้น แต่ยังใจกล้าเป็นที่สุดอีกด้วย
“ท่านแม่ทัพ...” หวาชิงเสวี่ยสะอึกสะอื้น“ข้าขอ...อยู่คนเดียวสักครู่ได้หรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่นิ่งเงียบไปแล้วพูดเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจะอยู่ข้างนอก หากมีอะไรก็เรียกข้า”
หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงและตอบ“อืม” หนึ่งเสียง
...
ฉินเหลาอู่เดินผ่านกระโจมของแม่ทัพใหญ่แล้วอดไม่ได้ที่จะชะเง้อมอง
เกิดอะไรขึ้น?
เหตุใดท่านแม่ทัพถึงมายืนอยู่ข้างนอก?หรือว่า...ถูกแม่นางหวาไล่ออกมา?
หึๆๆ ยังไม่ทันได้แต่งงานกันเลยก็มีแววกลัวเมียแล้ว!
สายตาที่มองอย่างมีเลศนัยของฉินเหลาอู่ถูกฟู่ถิงเย่สังเกตเห็นท่านแม่ทัพจึงเหลือบมองฉินเหลาอู่ด้วยสายตาเย็นชา
ฉินเหลาอู่รีบหดคอแล้วเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มแหยๆ
ฟู่ถิงเย่เก็บสายตากลับมาแล้วยืนเงียบๆ อยู่ด้านนอกกระโจม
เขาเป็นห่วงว่าหวาชิงเสวี่ยจะทำใจไม่ได้
ฟู่ถิงเย่รู้ดี ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะสามารถทำอาวุธที่ทรงพลังได้แต่สุดท้ายนางก็เป็นแค่สตรีนางหนึ่ง และ...ยังเป็นสตรีที่อ่อนโยนและอ่อนไหวด้วย
นางเป็นคนจิตใจดี รักสงบและยังมีความไร้เดียงสาเหมือนเด็ก ไม่ได้โหดร้ายและแข็งแกร่งอย่างที่โลกภายนอกร่ำลือกันเลย
ถึงแม้ว่าจะเป็นคนธรรมดาที่ประสบเคราะห์ร้ายหวาชิงเสวี่ยก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ แล้วยิ่งคนคนนั้นคือช่างตีเหล็กหลิว
ในตอนที่สอนวิธีการตีเหล็กแบบพับทบช่างตีเหล็กหลิวแทบจะเคารพหวาชิงเสวี่ยเป็นอาจารย์ ทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก บางครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดเพียงเล็กน้อยก็ถึงขนาดทดลองซ้ำๆ เป็นร้อยครั้งอยู่ในโรงงานผลิต
หวาชิงเสวี่ยเคยชมเชยความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่นของช่างเหล็กหลิวต่อหน้าฟู่ถิงเย่หลายครั้งแต่ในตอนนี้กลับเป็นเพราะวิธีตีเหล็กนี้ที่ทำให้ช่างเหล็กหลิวต้องประสบเคราะห์ร้ายหวาชิงเสวี่ยจะต้องรู้สึกเสียใจอย่างแน่นอน
ฟู่ถิงเย่เดินวนเวียนอยู่ด้านนอกกระโจมเขาลังเลไม่กล้าเข้าไป อยากจะปลอบใจนาง แต่กลับคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไร!
เหตุใดการเอาใจสตรีถึงได้ยากกว่าการนำทัพออกรบเสียอีก?!
ในหัวพลันนึกถึงรอยยิ้มที่มองอย่างมีเลศนัยของฉินเหลาอู่เมื่อครู่นี้...
ฟู่ถิงเย่จึงตัดสินใจเดินไปยังกระโจมของฉินเหลาอู่
...
ฉินเหลาอู่กำลังยืนอยู่ไม่ไกลจากกระโจมพร้อมกับพูดคุยหัวเราะร่าอยู่กับรองผู้บัญชาการคนหนึ่ง
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคุยกันอย่างเพลิดเพลินจนไม่ได้สังเกตเห็นว่าฟู่ถิงเย่เดินเข้ามากระทั่งอีกฝ่ายพยายามขยิบตาส่งสัญญาณให้เขา ฉินเหลาอู่จึงหันกลับไปมอง
ท่านแม่ทัพใหญ่นั่นเอง!
“ทหารเหลียวแฝงตัวเข้ามาในค่ายกรมสรรพาวุธถูกวางเพลิง ช่างฝีมือของค่ายตีเหล็กถูกจับตัวไป มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในค่ายแต่พวกเจ้ายังมาคุยเล่นกันอยู่ตรงนี้อย่างสบายใจอีกหรือ?ดูเหมือนว่าอารมณ์ดีกันมากเลยสินะ หืม?” ฟู่ถิงเย่ทำหน้าเคร่งขรึมน้ำเสียงเย็นชาราวกับมีน้ำแข็งเกาะ
สีหน้าของฉินเหลาอู่แข็งค้างไปแล้วตอบเสียงตะกุกตะกักว่า “ข้าน้อย...เมื่อครู่ข้าน้อยกำลังปรึกษาเรื่องการเพิ่มหน้าที่ลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยที่กรมสรรพาวุธกับรองผู้บัญชาการ...”
เลยถือโอกาสแซวเรื่องที่ท่านแม่ทัพตกบ่วงรักไปนิดหน่อย...
ฟู่ถิงเย่กวาดสายตามองพวกเขานิ่งๆ
ฉินเหลาอู่กับรองผู้บัญชาการผู้นั้นต่างตัวสั่นเทา
“เจ้าเข้ามากับข้าหน่อย”ฟู่ถิงเย่พูดทิ้งท้าย แล้วเดินเข้าไปในกระโจมของฉินเหลาอู่
สีหน้าของฉินเหลาอู่ซีดเผือด
รองผู้บัญชาการรู้สึกเห็นใจจึงตบไหล่ของเขาเบาๆแล้วส่งกำลังใจให้ทางสายตา ‘สหาย สู้ต่อไปนะ!’
...
ฉินเหลาอู่เดินเข้าไปในค่ายอย่างระมัดระวังสังเกตสีหน้าของฟู่ถิงเย่อย่างละเอียด
ฟู่ถิงเย่นั่งตัวตรงสีหน้าเคร่งขรึม เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง...
“ท่านแม่ทัพ” ฉินเหลาอู่กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัวแล้วถามอย่างระมัดระวัง “ท่านมาหาข้า มีสิ่งใดจะสั่งหรือไม่?”
“เจ้ากับนางหลิ่ว ยังติดต่อกันอยู่หรือไม่?”ฟู่ถิงเย่ถาม
ฉินเหลาอู่ถึงกับชะงักไปในหัวคิดคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ก็คาดไม่ถึงว่าฟู่ถิงเย่จะถามเรื่องนี้กับเขา!
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบฟู่ถิงเย่ก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน “พูด!”
“ท่านแม่ทัพ...” ฉินเหลาอู่ตอบอย่างกระวนกระวาย“ในกฎทหาร...น่าจะไม่มีข้อห้ามไม่ให้ทหารกับหญิงหม้ายติดต่อกันนะขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่ถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า“ได้ยินว่าครั้งก่อนเจ้าไปยั่วโมโหจนนางโกรธ แล้วยังถูกนางข่วนจนเลือดอาบหน้า เป็นอย่างไรตอนนี้นางให้อภัยเจ้าแล้วหรือ?”
ฉินเหลาอู่ถึงกับตกใจ!
เรื่องซุบซิบเล็กๆ น้อยๆของเขาพวกนี้ ฟู่ถิงเย่ไปรู้มาจากไหน?!
ฟู่ถิงเย่เริ่มหมดความอดทนแล้วเขาทุบกำปั้นลงบนโต๊ะข้างๆ เกิดเป็นเสียง ‘ปัง’ ดังสนั่น!
“เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร?!พูดสิ!”
ฉินเหลาอู่สะดุ้งโหยงรีบพยักหน้า “ใช่ ใช่ขอรับ ยังติดต่อกันอยู่ขอรับ!”
ในใจคิดว่า ‘ช่างมันเถอะ!อย่างไรเขาก็ไม่ได้ทำผิดกฎทหาร อีกอย่าง พวกผู้ชายในค่ายใครบ้างที่ไม่มีคนรัก!’
ฟู่ถิงเย่ถามอย่างจริงจังว่า“พูดสิ ปกติเจ้าคอยเอาใจใส่อย่างไรนางถึงจะพอใจ”
“...” ตอนนี้ฉินเหลาอู่เข้าใจแล้วว่าฟู่ถิงเย่กำลังถูกหวาชิงเสวี่ยเมินใส่ เลยมาปรึกษาเขา!
“คือ...คือว่าการเอาใจสตรีนั้นต้องดูที่ความชอบภายในจิตใจสตรีบางคนชอบปิ่นปักผมระยิบระยับ บางคนชอบเครื่องประทินผิว ไม่สามารถตัดสินได้จากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...”ฉินเหลาอู่พูดช้าๆ พร้อมกับสังเกตสีหน้าของท่านแม่ทัพไปด้วย
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขึ้นมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ายังมีคนรักคนอื่นอีก?”
ฉินเหลาอู่รีบส่ายหน้าเพราะความตกใจ“ไม่มี ไม่มี! แค่ป้อนให้นางกินคนเดียวจนอิ่มหนำร่างกายของข้าก็แทบจะรับไม่ไหวแล้วขอรับจะกล้าหาคนอื่นอีกได้อย่างไร!”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ย่ำแย่มาก“...”
ที่ผ่านมา นึกว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอย่างนักพรตที่เคร่งครัดพระธรรมแบบเขา...คิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กคนนี้...
เขาจ้องหนวดเคราของฉินเหลาอู่โดยไม่พูดอะไร
เหตุใดนางม่ายหลิ่วถึงไม่รังเกียจหนวดเคราของฉินเหลาอู่จะทิ่มหน้ากันนะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปอย่างไม่รู้ตัว—
ฉินเหลาอู่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
ให้ตายเถอะ! ให้ตายเถอะ!ท่านแม่ทัพลูบหน้าข้า! น่าขยะแขยงชะมัด!!!
หลังจากนั้น ฉินเหลาอู่ก็เห็นฟู่ถิงเย่เก็บมือกลับลูบหนวดเคราของตัวเอง พร้อมกับทำสีหน้าครุ่นคิด
ฉินเหลาอู่รู้สึกว่าวันนี้ฟู่ถิงเย่ดูแปลกประหลาดมาก!น่ากลัวมาก! รีบส่งเขาไปให้พ้นๆ จะดีกว่า!
“ท่านแม่ทัพกำลังกลุ้มใจเรื่องแม่นางหวาอยู่ใช่หรือไม่ขอรับ?”
ฟู่ถิงเย่พยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา“ข้ากังวลว่าเรื่องนี้จะทำให้นางเกิดปมในใจ”
“ท่านแม่ทัพลองทำตามสิ่งที่นางชอบดูมอบของขวัญให้แม่นางหวาดูสิขอรับ” ฉินเหลาอู่ช่วยฟู่ถิงเย่คิดอย่างจริงจัง พร้อมกับลูบหนวดเคราของตัวเอง“ดูจากนิสัยของแม่นางหวาแล้ว ไม่น่าจะเป็นสตรีที่ชอบเครื่องประดับเงินทอง...ตอนที่ท่านแม่ทัพอยู่กับแม่นางหวาท่านเคยได้ยินนางพูดถึงสิ่งที่นางชอบหรือไม่?”
ฟู่ถิงเย่คิดอย่างละเอียด
หวาชิงเสวี่ยไม่ใช่คนพูดมากน้อยครั้งที่จะพูดเรื่องของตัวเอง แต่นางให้ความสนใจกับอาวุธหลากหลายประเภท บางครั้งก็คุยกับเขาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นบ้าง...
“...นางดูเหมือนจะชอบอัญมณี”ในที่สุดฟู่ถิงเย่ก็หาเบาะแสได้จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในความทรงจำ “ข้ามอบกริชต้วนฉางให้นางนางบอกว่าอัญมณีที่ด้ามของมันสวยมาก”
ฉินเหลาอู่อึ้งค้างท่านแม่ทัพ ท่านจะเอามีดที่เคยตัดหัวคนมาให้คนรักได้อย่างไร?
“เช่นนั้นก็เตรียมอัญมณีไปมอบให้แม่นางหวาเถอะขอรับ...เอ่อนอกจากอัญมณีแล้ว แม่นางหวามีอย่างอื่นที่ชอบอีกหรือไม่?”ฉินเหลาอู่เตือนสติฟู่ถิงเย่ “หรือว่ามีเรื่องที่ตลอดมาแม่นางหวาอยากให้ท่านแม่ทัพทำแต่ท่านแม่ทัพยังไม่ได้ทำให้ อย่างเช่นความปรารถนา หรือคำขอต่างๆ ก็รวมเข้าไปได้เหมือนกัน”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เปลี่ยนไปเล็กน้อย...
“นาง...อยากให้ข้าโกนหนวดมาตลอด”