ยามราตรีของวันที่ 41 เกมส์แห่งสงคราม
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
“ฮัดชิ่ว! อากาศบ้าอะไรกันเนี่ย!? ”
ผมใช้เส้นทางใต้ดินลอบเข้ามาเมืองหลวงของพวกปีศาจน้อยอยู่
เมืองของพวกปีศาจน้อยถูกสร้างด้วยหินและไม้เป็นวัสดุหลัก
ถึงจะมีบางหลังใช้โลหะสร้าง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
เมืองของพวกปีศาจน้อยนั้นสร้างอยู่ในชัยภูมิที่ไร้ซึ่งเส้นทางหนี
พวกมันเลือกที่จะสร้างเมืองหันหลังให้ภูเขา แล้วสร้างกำแพงล้อมตัวเมืองเอาไว้ทั้งหมดสองชั้นที่ด้านหน้า
ที่ชั้นแรกจะทิ้งระยะห่างออกมาจากตัวเมืองหลวงราวหลายกิโลเมตร ใช้ระยะเวลาวิ่งไปกลับราวครึ่งหรือหนึ่งวันได้
กำแพงชั้นที่สองจะล้อมตัวเมืองหลวงที่มีขนาดใหญ่โต โดยเชื่อมติดกับริมผาของแนวเทือกเขาที่อยู่ด้านหลัง
ทรัพยากรอบเมืองมีความอุดมสมบูรณ์สูง ถึงจะมีร่องรอยของสงครามและถูกไฟแผดเผา แต่ทุกอย่างก็ถือว่าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต
กำแพงทั้งหมดล้วนถูกสร้างจากหินที่ก่อตัวสูงราวสิบเมตร
อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่จะสร้างด้วยไม้ หรือไม่ก็ก้อนหินสีแดงที่เรียงตัวสูง
ผิดกับของเผ่าพวกเราที่เน้นใช้ดินในการก่อสร้าง
การป้องกันส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ภาคพื้นอากาศและภาคพื้นดิน
ผมเห็นอาวุธโลหะทรงกระบอกยาวจำนวนมากติดเรียงรายอยู่เหนือกำแพงที่ล้อมเมืองเอาไว้
ทหารยามของปีศาจน้อยเดินเวรยามค่ำคืนด้วยแสงไฟประหลาดที่ไม่ใช่มาจากคบเพลิง
วัตถุแก้วใสขนาดเท่าไข่จำนวนมาก ที่ติดเรียงรายอยู่บนเสากำลังส่องแสงเป็นประกายให้กับเมืองของพวกปีศาจ
ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เวลากลางคืน
ผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตยามราตรีราวกับช่วงเวลารุ่งสาง
และเป็นโชคร้ายของพวกเรา ที่เมืองของพวกมันตั้งอยู่บนชั้นหินแกรนิตที่แข็งแกร่ง จึงทำให้พวกเราเจาะเส้นทางใต้ดินมาได้แค่ครึ่งเส้นทางจากเป้าหมายเท่านั้น
แถม---
“ฮัดชิ่ว! โอ้ย... ที่นี่อากาศเลวที่สุด! ”
แถมอากาศภายในเมืองปีศาจน้อยยังเลวร้ายมาก
ควันไฟสีดำที่พวยพุ่งออกมาจากสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์ตรงหน้า ทำให้พวกผมที่มุดดินลอบเข้ามาถึงกับน้ำมูก น้ำตาไหลเป็นสายน้ำ
โลหะสีเงินที่ดัดเป็นลอนได้ทอดเรียงตัวยาวปกปิดพื้นที่ข้างในเอาไว้ ราวกับไม่อยากเปิดเผยให้ใครเห็นในสิ่งที่อยู่ข้างใน
เสียงโลหะกระทบดังกังวาลต่อเนื่องออกมาจากข้างในอย่างไม่ขาดสาย
นี่มันอาคารบ้าบออะไรกัน?
“เส้นทางที่จะไปฐานใหญ่ของพวกปีศาจ ยังไงก็ต้องผ่านอาคารนี้ไปอยู่ดี ถ้าเก็บข้อมูลอะไรได้ ก็ให้เก็บกลับมาด้วยนะทุกคน”
ผมมองไปยังอาคารสีเทาขนาดใหญ่ตรงหน้า
ที่ใจกลางของเมืองนี้มีอาคารสีเทาขนาดใหญ่ปรากฏอยู่
สิ่งนั้นเป็นอาคารทรงแปดแหลี่ยมด้านเท่า สูงเกือบสี่สิบเมตร และมีอาวุธน่ากลัวที่ผมไม่รู้จักติดเรียงรายอยู่รอบอาคาร
ไม่มีช่องเปิดปรากฏให้เห็นบนผิวอาคาร บางทีอาจจะมีทางเข้าอยู่ที่ข้างบน หรือไม่ก็ที่พื้นข้างล่างนั่นละ
อาคารที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษนั้น มีกำแพงสีเทาสูงห้าเมตรปิดกั้นพื้นที่อยู่รอบนอกอีกชั้นหนึ่ง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงมีอะไรบางอย่างที่สำคัญเก็บอยู่ข้างในนั้น
หอคอยสูงที่สาดลำแสงเป็นลำทั้งแปดมุมอาคาร กำลังสอดส่องป้องกันอยู่รอบอาคารที่กินเป็นพื้นที่กว้าง
“ (มาเริ่มภารกิจกันเลย หน่วยล่อเก้าร้อยห้าสิบนายเริ่มลงมีโจมตีได้!) ”
“ (รับทราบ!) ”
หลังสิ้นเสียงออกคำสั่ง เสียงกรีดร้องของพวกปีศาจน้อยก็ได้ดังลั่นขึ้นมาจากอีกมุมหนึ่งของเมือง
“ระหว่างที่พวกเขาดึงความสนใจ พวกเรารีบ---”
เกิดเสียงหวีดร้องดังกังวาลจนกลบเสียงของกระผม
เสียงบ้าอะไรกันเนี่ย!?
ผมไม่เคยได้ยินเสียงอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกก่อนที่จะตายลง
เสียงหวีดร้องที่ดังไปทั่วเมืองได้ปลุกพวกปีศาจน้อยทุกคนจากการหลับไหล
แสงไฟได้ส่องสว่างจากอาคารพักอาศัยจนแสบตา
เมืองที่สว่างราวรุ่งสางได้กลายเป็นเมืองที่สว่างไสว่ยิ่งกว่าช่วงเวลาตะวันขึ้นสูง
“ทุกคนรีบปีนไปบนอาคารเดียวนี้! ”
หากนับรวมตัวเอง หน่วยลอบโจมตีจะมีทั้งหมดห้าสิบนาย
มดทหารเลวในชุดเกราะสีดำที่ควรจะมองได้ยาก กลายเป็นจุดเด่นท่ามกลางแสงที่สว่างไสวของเมือง
เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของพวกปีศาจที่กำลังส่งเสียงไปทั่วเมือง จึงให้ทุกคนปีนขึ้นที่สูงเสีย
*เปรี๊ยง! *
เสียงคำรามอันคุ้นหูได้ดังลั่นไปทั่วและต่อเนื่อง
มีควันไฟพวยพุ่งออกมาจากทิศทั้งแปดของเมือง
“อย่าให้การเสียสละของพวกเขาต้องเสียเปล่า ทุกคนเดินหน้า! ”
พวกเราเดินไปตามแผ่นหลังคาของอาคาร
แผ่นหลังคานี้สร้างมาจากเหล็กที่ตีเป็นลอนแผ่ออกกว้าง
บางส่วนซึ่งเป็นวัสดุโปร่งแสงได้ช่วยทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในอาคารนี้
“บ้า... บ้าไปแล้ว ใครจะไปเอาชนะของแบบนั้นได้กัน!? ”
และสิ่งที่ผมเห็นข้างในนั้นก็คือปีศาจร้าย
ข้างในนั้นกำลังผลิตอาวุธของปีศาจอยู่
ปีศาจน้อยจำนวนมากที่อยู่ข้างใน ยังคงลงมือทำงานโดยไม่สนใจความวุ่นวายภายนอก
ผมเห็นวัตถุโลหะทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่กำลังลั่นแสงไฟเจิดจ้าออกมา
สิ่งนั้นยิงวัตถุบางอย่างเข้าไปทำลายเป้าหมายที่เป็นแผ่นไม้จนพินาจสิ้น
และที่สำคัญคือมันสามารถยิงได้รวดเร็วมาก
มันยิงต่อเนื่องชนิดที่หากนำกองทัพนับพันมายืนต่อหน้า คงไม่อาจมีใครที่รอดชีวิตเหลือ
ปีศาจน้อยที่ทำการทดลองใช้งานอาวุธนั้น ต่างพยักหน้าพึงพอใจในความสามารถของมันกัน
“เหวอ!? ”
ตัวอาคารได้สั่นไหวอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา
ระเบิดสีแดงลูกยักษ์ได้ลอยขึ้นฟ้าตรงพื้นที่ด้านข้างของอาคาร
ผมรีบนำทีมไปตรวจสอบสิ่งนั้นกัน
ที่ตรงนั้นเป็นลานโล่งขนาดใหญ่
“@! #%!! ”
ปีศาจน้อยในชุดผ้าลายพรางสีเขียว ได้พูดอะไรบางอย่างออกมาพร้อมกับสับสัญญาณมือลง
วัตถุโลหะขนาดใหญ่ซึ่งติดล้อจำนวนหนึ่งอันได้ลั่นแสงไฟจากท่อยาวที่ติดอยู่ตรงกลางซึ่งหันขึ้นท้องฟ้า
เป้าหมายที่เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ราวห้าเมตรได้ถูกวัตถุบางอย่างกระทบอย่างรุนแรง
เปลวไฟขนาดยักษ์ได้พวยพุ่งพร้อมแรงสั่นสะเทือน
หลังจากที่ม่านควันได้จางหายไป หินขนาดใหญ่ก็ได้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไป
“ท่านสเลบดูตรงนั้นสิครับ! ”
“พวกมันใช้ศพทดลองประสิทธิภาพอาวุธกันอย่างั้นหรือ…”
ที่อีกมุมหนึ่งของสนามนั้น มีศพของหลากเผ่าพันธุ์กำลังถูกจับมัดอยู่
ร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นมีนับร้อย มีทั้งจากเผ่าของพวกเรา เผ่าปีศาจปีก และเผ่าปีศาจยักษ์
มีเพียงแค่เผ่าปีศาจแสงที่ไม่มีรวมอยู่ในนั้น
จากสภาพของศพแล้ว ผมพอจะเดาได้ว่าพวกมันคงเก็บมาจากสนามรบกัน
ศพเหล่านั้นได้ถูกนำมาเป็นเป้าทดลองอาวุธที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ลูกโลหะทรงกลมที่สามารถส่งเสียงคำรามพร้อมเปลวไฟปะทุ
แท่งทรงกระบอกที่สามารถส่องแสงสว่างเจิดจ้าจนดวงแทบตามืดบอด
ท่อที่สามารถพ่นเปลวไฟแห่งนรกเป็นวงกว้าง
โลหะขนาดเล็กซึ่งสามารถเป่าร่างของปีศาจยักษ์อันทรงพลังจนกลายเป็นชิ้นเนื้อได้ในเสี้ยวนาที
ตะบองเหล็กที่สามารถย่างสดร่างของเหยื่อเพียงแตะโดยไม่ต้องใช้เปลวไฟ
นี่มันบ้าอะไร? อาวุธอันร้ายกาจแบบนั้นผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย
“##$! ”
พวกปีศาจน้อยตะโกนบางอย่างออกมา
ผมเห็นวัตถุสีส้มถูกยิงขึ้นท้องฟ้า
สิ่งนั้นบินด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ และไต่ระดับบินจนทะลุเหนือเมฆ
ก่อนที่จะแผ่ขยายออกเป็นเปลวไฟพร้อมเสียงดังสนั่นราวกกับท้องฟ้าจะถล่มลงมา
ก้อนเพลิงนรกได้แผ่กระจายเป็นวงกว้างอยู่บนฟ้า ก่อนจะลอยพวยพุ่งจางหายไปเป็นรูปคล้ายดอกเห็นที่บิดเบี้ยว
“#$$*!! ”
พวกปีศาจน้อยที่ยืนดูผลงานต่างแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น
จะบอกว่านี่ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอีกเรอะ!?
พวกนี้ไม่ใช่ปีศาจหรอก แต่เป็น [จอมมาร] ในตำนานมากกว่า
ผมเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริงของพวกเผ่าปีศาจน้อย
พอเห็นแบบนี้แล้ว ภัยร้ายจากกองกำลังที่บุกเมื่อวันก่อนกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
*เปรี๊ยง! *
เสียงคำรามที่ดังสะท้อนไปทั่วเมืองทำให้ผมกลับมามีสติอีกครั้งหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เวลามามัวตรวจสอบฐานทัพศัตรูแล้ว
“รีบบุกไปที่อาคารสีเทาเดียวนี้! ”
ผมรีบวิ่งนำพวกเขา
วิ่งไปตามหลังคาอาคารอย่างเบาเสียงที่สุด
หลบเลี่ยงสายตาซึ่งสอดส่องจากหอคอยสูง แล้วปีนข้ามกำแพงเข้าไปสู่ข้างในอย่างรวดเร็ว
แต่แล้วผมก็ถึงกับต้องหยุดชะงักในตอนที่เข้ามาหลังกำแพงแล้ว
พื้นที่โล่งกว้างจากกำแพงถึงผนังอาคารสีเทานั้นมีระยะประมาณสิบเมตร
พื้นดินเต็มไปด้วยหญ้ารกชันที่หนาทึบราวกับจงใจให้มันขึ้นเพื่อซ่อนบางอย่างเอาไว้
“เดินอ้อมดีกว่า ตามมา”
ผมตัดสินใจพาทุกคนเดินลัดเลาะกำแพงมา
ระหว่างทางผมเห็นมีซากสัตว์ที่ถูกย่างเกรียมนอนตายในพุ่มหญ้าด้วย
สัตว์บางตัวเองก็มีสภาพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับว่าถูกอะไรบางอย่างฉีกออก
หลังจากเดินมาได้สักพัก พวกเราก็พบกับพื้นที่เปิดโล่ง
มันเป็นพื้นที่ปูด้วยวัสดุสีเทาอ่อน
ผิวของมันหยาบและแข็งเหมือนหิน
เส้นทางราบเรียบนี้ทอดตัวยาวสู่อาคารสีเทา
ที่ตรงนั้นมีบานคล้ายประตูสำหรับใช้เข้าออกอาคาร
แต่น่าแปลกที่ประตูเหล่านั้นทำจากวัสดุอื่นซึ่งไม่ใช่ไม้
ของที่ดูหนักเช่นนั้นจะเปิดปิดได้อย่างไรกัน?
แล้วผมก็ได้คำตอบ
ในตอนนั้นเองที่มีพวกปีศาจน้อยในชุดลายพรางสีเทาวิ่งออกมาสี่คน
อาวุธของพวกเขาไร้ซึ่งคมดาบ แต่ผมทราบถึงอำนาจทำลายล้างของท่อนโลหะเหล่านั้นเป็นอย่างดี
ที่สำคัญคือสิ่งนั้นมีรูปลักษณ์ต่างออกไปจากที่ผมเคยเห็นอีกต่างหาก
สิ่งที่ดูคล้ายประตูได้เลื่อนเปิดหายเข้าไปในกำแพง
ประตูหายเข้าไปในกำแพงได้!? ... ไม่สิ มันแค่สไลด์ออกด้านข้างไปซ่อนอยู่หลังกำแพงต่างหาก
เข้าใจละ หากติดล้อเลื่อน ก็ขะสามารถเปิดปิดบานประตูที่ดูหนักอึ้งได้แล้ว
ในเผ่าของผมไม่เคยมีใครคิดถึงวิธีแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว
ผมรอให้นักรบเหล่านั้นวิ่งหายลับตาไป ก่อนที่จะเริ่มบุก
“มียามเฝ้าสองคน จัดการฆ่าเสีย”
“ครับ! ”
มีดเขี้ยวสัตว์สองเล่มได้ถูกปาเข้าใส่ที่ศรีษะของยามทั้งสองคน
พวกเขาสิ้นชีพลงในทันที
“วิ่งเข้าไป แล้วเก็บอาวุธนั้นมาด้วย”
“ครับ! ”
อาวุธท่อนเหล็กยาวในมือของปีศาจได้ถูกพวกเรายึดมาสองกระบอก
ว่าแต่ใช้ยังหว่า?
ผมลองเอามาถือกระบอกหนึ่ง
มีรูและไกแปลก ๆ ที่สามารถเอานิ้วลงไปแหย่ได้
มันดันได้ด้วย แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่สิ ความรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างมารั้งเอาไว้ จนไม่สามารถดันไกลงไปได้สุดมากกว่า
“ท่านครับ”
“ว่ายังไง เปิดได้หรือยัง? ”
“ประตูมันเปิดเองครับ”
“ว่ายังไงนะ!? ”
ผมหันไปทางประตู
บานประตูนั้นเลื่อนเปิดเองโดยที่ไม่มีใครไปทำอะไร
พอมีคนเดินเข้าไปใกล้ สิ่งนั้นก็จะเลื่อนเปิดเองในทันที
เจอแต่ของเหนือสามัญสำนึกทั้งนั้นเลยวุ้ย
“บุกเข้าไป และระวังเจอศัตรูพบตัวด้วย ส่วนศพตรงนี้โยนเข้าพุ่มหญ้าไปเลย”
พวกเราจัดการซ่อนศพ แล้วเข้าไปในอาคารตรงหน้า
“สว่าง!? ”
ข้างในอาคารนั้นน่าตกใจมาก
เพดานที่เรียบและสร้างจากวัสดุแปลกตา
แสงสว่างสีขาวนวลที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนที่ส่องจากเพดาน
อากาศที่เย็นสบายผิดกับข้างนอกที่ร้อนระอุ
พวกเขาไม่ได้ใช้แสงจากคบเพลิง แล้วแสงสว่างพวกนี้มันมาจากไหนกัน?
“เรื่องน่าสงสัยเยอะเกินไปแล้ว…”
เพราะอยู่ท่ามกลางสิ่งแปลกตาจนเกินไป ผมเลยเริ่มรู้สึกเป็นกังวล
ผมกับพรรคพวกเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ และระวังรอบข้าง
เส้นทางข้างในนั้นคับแคบ และเส้นทางขนาดเล็กเหล่านี้จะเชื่อมไปสู่ห้องต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า
หนวดสัมผัสบนหัวทำให้ผมทราบว่าศัตรูกระจายตัวอยู่จุดไหนของเส้นทางที่คล้ายกับเขาวงกตแห่งนี้
“... เดียว ทำไมพวกเราถึงถูกล้อมได้? ”
พวกเราพึ่งจะลอบเข้ามาได้เพียงแค่สามนาทีเท่านั้น แต่นี่กลับถูกศัตรูล้อมหน้าหลังเอาไว้แล้ว
ทุกคนเองก็เริ่มรู้ตัวจากหนวดสัมผัสเช่นกัน
พวกศัตรูยังไม่ปรากฏตัวให้เห็น แต่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมโค้งในเส้นทางเดินนี้
พอพวกเราทดลองเดินหน้าต่อ พวกมันก็เดินถอยออกห่างราวกับทิ้งระยะเพื่อรอเวลาสังหาร
“หรือว่าพวกมันมีอวัยวะหนวดสัมผัสเหมือนพวกเรา? ไม่น่าจะใช่หรอกนะ”
หากพวกปีศาจน้อยมีอวัยวะหนวดสัมผัสเหมือนพวกเรา อย่างน้อยพวกมันก็ไม่น่าจะถูกพวกเราลอบโจมตีด้วยการมุดดินได้
ให้คิดเสียว่าพวกมันใช้วิธีอื่นเพื่อทราบตำแหน่งของพวกเรา
หากเล่นตามเกมส์พวกมัน อีกเดียวคงได้มีจำนวนศัตรูเพิ่มมากขึ้น
“เปลี่ยนแผน ทุกคนโจมตี! ”
พวกเราแบ่งออกเป็นสองส่วน
หน้ายี่สิบห้าคน และหลังยี่สิบห้าคน
ศัตรูมีเพียงแค่สิบคนเท่านั้น โดยแบ่งเป็นข้างหน้าห้า และข้างหลังห้าคน
พอพวกเราเปลี่ยนการเคลื่อนไหว กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน
พวกมันรู้การเคลื่อนไหวของทางนี้จริง ๆ ด้วยสิ
“อะไรอีกละนั่น!? ”
ศัตรูที่ปรากฏตัวนั้นสวมชุดอีกรูปแบบหนึ่ง
ใบหน้าถูกปิดมิดด้วยหมวกบางอย่าง
มันไม่ใช่หมวกเกราะเหล็ก แต่เป็นอะไรบางอย่างที่มีสีดำ และติดแผ่นโปร่งแสงขนาดใหญ่เอาไว้
อาวุธที่พวกมันถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เคยเห็นอีกแล้ว
“1@#%”
มันพูดแล้วยิงบางอย่างออกมา
กระสุนนั้นเป็นวัถุบางอย่างขนาดเท่าก้อนหินเล็ก ๆ
สิ่งนั้นลอยมาตรงหน้าพวกเราราวกับภาพช้า
ผมรีบเบียงตัวหลบ
แต่ทว่ามันช่างไร้ประโยชน์ที่จะไปหลบมัน เพราะว่ามันปริแตกออกกลางอากาศเสียก่อน
แสงสว่างได้เจิดจ้าขึ้นจนดวงตามืดบอด
วิสัยทัศน์ของพวกเราได้ถูกขโมยไป
*เปรี๊ยง! *
เสียงคำรามอันน่ากลัวได้ดังอย่างต่อเนื่อง
โชคดีที่ยังมีหนวดสัมผัสคอยรับรู้สภาพแวดล้อมแทนดวงตา ผมเลยรีบปีนไต่เพดาน แล้วมุดลงไปในอุโมงค์ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ข้างบนเพดานนี้
“@! #%! ”
เสียงคำรามอันน่ากลัวยังคงดังต่อเนื่อง
มีวัตถุขนาดเล็กพุ่งทะลุผนังอุโมงค์เหล็กเข้ามาโดนที่ช่องท้องของผม
ผมรู้สึกได้ว่าขาข้างซ้ายได้ขาดออกไปจากร่างพร้อมชุดเกราะสีดำ
“ (ท่านสเลบ ท่านล่วงหน้าไปก่อน พวกนี้เราจะถ่วงเวลาให้เอง!) ”
“ (...ขอโทษด้วยนะ) ”
บรรดาลูกน้องที่ติดสอยห้อยตามมาได้ทำการรบแบบพลีชีพเข้าหาศัตรู
สัญญาณสมองจากลูกน้องได้หายไปอย่างรวดเร็วทีละคนสองคน
เพียงแค่ห้านาทีต่อมา ลูกน้องทั้งสี่สิบเก้าชีวิตก็ไม่มีใครเหลือรอดแล้ว
ผิดกับพวกศัตรูที่ตายไปเพียงแค่สามคนเท่านั้น
“...จะให้การเสียสละของทุกคนเสียเปล่าไม่ได้”
หากผมทำลายคริสตัลของศัตรูลงในวันนี้ไม่ได้ คงไม่มีวันหน้าสำหรับผมอีก
ผมปีนป่ายไปตามอุโมงค์โลหะขนาดเล็กด้วยความรู้สึกเช่นนั้น
อุโมงค์โลหะนี้มีขนาดที่เดียวเล็ก เดียวใหญ่
ผมมีความรู้สึกว่าถ้าตามไปเส้นทางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น น่าจะนำไปสู่บางพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญสูง
แล้วผมก็คาดการถูก
ที่ปลายเส้นทางของอุงโมงค์คือห้องเก็บคริสตัลแห่งชีวิตของพวกปีศาจน้อย
รูที่ติดโลหะบางเป็นซี่เหล็กจำนวนมาก ทำให้ผมเห็นช่องว่างที่พอจะลอบเข้าไปในห้องนั้นได้
ผมชักดาบเขี้ยวของตนเองออกมาแล้วเริ่มทำการตัดแผ่นโลหะตรงหน้า
เนื่องจากมันบางกว่าที่คาด ดาบเขี้ยวของผมจึงไม่สึกไปเสียก่อน
“เข้ามาได้แล้ว…”
เป้าหมายในการเอาชนะอยู่ตรงหน้าผมแล้ว
ขอเพียงแค่ทำลายสิ่งนี้ได้---
“เอ๊ะ!? ”
ในตอนนั้นเองที่โลกทั้งใบของผมได้ตีลังกากลับหลังพร้อมกับเสียงดังกังวาล
เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของผม ทำไมร่างของผมถึงได้ถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ได้?
และเมื่อหรี่ตามองให้ดี ผมก็พบว่ามีเส้นแสงสีแดงขนาดเล็กจำนวนมากส่องสว่างตรงมาทางผม
ที่ปลายทางของเส้นแสงสีแดง คืออาวุธโลหะทรงกระบอกที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นฉุนลอยโฉยออกมา
พวกปีศาจน้อยจำนวนสามสิบคนได้ปรากฏตัวขึ้นจากมุมอับของห้อง
ให้ตายสิ มาพลาดท่าในตอนจบเสียได้
ผมประมาทไป เพราะไม่ยอมตรวจสอบด้วยหนวดสัมผัสให้ดีก่อน ถึงได้ถูกลอบโจมตีแบบนี้
แต่ที่สำคัญเลยคือพวกมันรู้ตำแหน่งของผมได้อย่างไรกัน?
ตลอดเส้นทางที่เดินมาในอุโมงค์โลหะนั้น ผมเดินด้วยฝีเท้าที่เงียบ อีกทั้งยังไม่พบเห็นศัตรูดักรออยู่ข้างในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ศัตรูมันรับรู้ที่อยู่ของผมได้ราวกับว่าสามารถมองทะลุกำแพงได้เช่นนั้น
“! @#”
พวกมันพูดอะไรบางอย่างออกมาก่อนจะเก็บอาวุธ แล้วเดินตรงมาทางนี้พร้อมกับของบางอย่างที่คล้ายเชือก
คิดจะจับตัวผมไปเช่นนั้นหรือ? ใครจะยอมให้ทำกันละ
ผมกางเขี้ยวของตัวเองออก แล้วทำการแทงลงไปบนหน้าอกของตัวเองเพื่อดับชีวิตลง
แล้วสติของผมก็ดับวูบลงไปในท้ายที่สุด
ท่านราชินีแฟต ผมกำลังจะกลับไปหาท่านแล้วครับ