Age of war

    ตอนที่ 43 เมืองของจอมมาร

    ยามราตรีของวันที่ 41 เกมส์แห่งสงคราม

    ***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

    “ฮัดชิ่ว! อากาศบ้าอะไรกันเนี่ย!? ”

    ผมใช้เส้นทางใต้ดินลอบเข้ามาเมืองหลวงของพวกปีศาจน้อยอยู่

    เมืองของพวกปีศาจน้อยถูกสร้างด้วยหินและไม้เป็นวัสดุหลัก

    ถึงจะมีบางหลังใช้โลหะสร้าง แต่นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น

    เมืองของพวกปีศาจน้อยนั้นสร้างอยู่ในชัยภูมิที่ไร้ซึ่งเส้นทางหนี

    พวกมันเลือกที่จะสร้างเมืองหันหลังให้ภูเขา แล้วสร้างกำแพงล้อมตัวเมืองเอาไว้ทั้งหมดสองชั้นที่ด้านหน้า

    ที่ชั้นแรกจะทิ้งระยะห่างออกมาจากตัวเมืองหลวงราวหลายกิโลเมตร ใช้ระยะเวลาวิ่งไปกลับราวครึ่งหรือหนึ่งวันได้

    กำแพงชั้นที่สองจะล้อมตัวเมืองหลวงที่มีขนาดใหญ่โต โดยเชื่อมติดกับริมผาของแนวเทือกเขาที่อยู่ด้านหลัง

    ทรัพยากรอบเมืองมีความอุดมสมบูรณ์สูง ถึงจะมีร่องรอยของสงครามและถูกไฟแผดเผา แต่ทุกอย่างก็ถือว่าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต

    กำแพงทั้งหมดล้วนถูกสร้างจากหินที่ก่อตัวสูงราวสิบเมตร

    อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่จะสร้างด้วยไม้ หรือไม่ก็ก้อนหินสีแดงที่เรียงตัวสูง

    ผิดกับของเผ่าพวกเราที่เน้นใช้ดินในการก่อสร้าง

    การป้องกันส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ภาคพื้นอากาศและภาคพื้นดิน

    ผมเห็นอาวุธโลหะทรงกระบอกยาวจำนวนมากติดเรียงรายอยู่เหนือกำแพงที่ล้อมเมืองเอาไว้

    ทหารยามของปีศาจน้อยเดินเวรยามค่ำคืนด้วยแสงไฟประหลาดที่ไม่ใช่มาจากคบเพลิง

    วัตถุแก้วใสขนาดเท่าไข่จำนวนมาก ที่ติดเรียงรายอยู่บนเสากำลังส่องแสงเป็นประกายให้กับเมืองของพวกปีศาจ

    ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เวลากลางคืน

    ผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตยามราตรีราวกับช่วงเวลารุ่งสาง

    และเป็นโชคร้ายของพวกเรา ที่เมืองของพวกมันตั้งอยู่บนชั้นหินแกรนิตที่แข็งแกร่ง จึงทำให้พวกเราเจาะเส้นทางใต้ดินมาได้แค่ครึ่งเส้นทางจากเป้าหมายเท่านั้น

    แถม---

    “ฮัดชิ่ว! โอ้ย... ที่นี่อากาศเลวที่สุด! ”

    แถมอากาศภายในเมืองปีศาจน้อยยังเลวร้ายมาก

    ควันไฟสีดำที่พวยพุ่งออกมาจากสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์ตรงหน้า ทำให้พวกผมที่มุดดินลอบเข้ามาถึงกับน้ำมูก น้ำตาไหลเป็นสายน้ำ

    โลหะสีเงินที่ดัดเป็นลอนได้ทอดเรียงตัวยาวปกปิดพื้นที่ข้างในเอาไว้ ราวกับไม่อยากเปิดเผยให้ใครเห็นในสิ่งที่อยู่ข้างใน

    เสียงโลหะกระทบดังกังวาลต่อเนื่องออกมาจากข้างในอย่างไม่ขาดสาย

    นี่มันอาคารบ้าบออะไรกัน?

    “เส้นทางที่จะไปฐานใหญ่ของพวกปีศาจ ยังไงก็ต้องผ่านอาคารนี้ไปอยู่ดี ถ้าเก็บข้อมูลอะไรได้ ก็ให้เก็บกลับมาด้วยนะทุกคน”

    ผมมองไปยังอาคารสีเทาขนาดใหญ่ตรงหน้า

    ที่ใจกลางของเมืองนี้มีอาคารสีเทาขนาดใหญ่ปรากฏอยู่

    สิ่งนั้นเป็นอาคารทรงแปดแหลี่ยมด้านเท่า สูงเกือบสี่สิบเมตร และมีอาวุธน่ากลัวที่ผมไม่รู้จักติดเรียงรายอยู่รอบอาคาร

    ไม่มีช่องเปิดปรากฏให้เห็นบนผิวอาคาร บางทีอาจจะมีทางเข้าอยู่ที่ข้างบน หรือไม่ก็ที่พื้นข้างล่างนั่นละ

    อาคารที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษนั้น มีกำแพงสีเทาสูงห้าเมตรปิดกั้นพื้นที่อยู่รอบนอกอีกชั้นหนึ่ง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคงมีอะไรบางอย่างที่สำคัญเก็บอยู่ข้างในนั้น

    หอคอยสูงที่สาดลำแสงเป็นลำทั้งแปดมุมอาคาร กำลังสอดส่องป้องกันอยู่รอบอาคารที่กินเป็นพื้นที่กว้าง

    “ (มาเริ่มภารกิจกันเลย หน่วยล่อเก้าร้อยห้าสิบนายเริ่มลงมีโจมตีได้!) ”

    “ (รับทราบ!) ”

    หลังสิ้นเสียงออกคำสั่ง เสียงกรีดร้องของพวกปีศาจน้อยก็ได้ดังลั่นขึ้นมาจากอีกมุมหนึ่งของเมือง

    “ระหว่างที่พวกเขาดึงความสนใจ พวกเรารีบ---”

    เกิดเสียงหวีดร้องดังกังวาลจนกลบเสียงของกระผม

    เสียงบ้าอะไรกันเนี่ย!?

    ผมไม่เคยได้ยินเสียงอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกก่อนที่จะตายลง

    เสียงหวีดร้องที่ดังไปทั่วเมืองได้ปลุกพวกปีศาจน้อยทุกคนจากการหลับไหล

    แสงไฟได้ส่องสว่างจากอาคารพักอาศัยจนแสบตา

    เมืองที่สว่างราวรุ่งสางได้กลายเป็นเมืองที่สว่างไสว่ยิ่งกว่าช่วงเวลาตะวันขึ้นสูง

    “ทุกคนรีบปีนไปบนอาคารเดียวนี้! ”

    หากนับรวมตัวเอง หน่วยลอบโจมตีจะมีทั้งหมดห้าสิบนาย

    มดทหารเลวในชุดเกราะสีดำที่ควรจะมองได้ยาก กลายเป็นจุดเด่นท่ามกลางแสงที่สว่างไสวของเมือง

    เพื่อหลบเลี่ยงสายตาของพวกปีศาจที่กำลังส่งเสียงไปทั่วเมือง จึงให้ทุกคนปีนขึ้นที่สูงเสีย

    *เปรี๊ยง! *

    เสียงคำรามอันคุ้นหูได้ดังลั่นไปทั่วและต่อเนื่อง

    มีควันไฟพวยพุ่งออกมาจากทิศทั้งแปดของเมือง

    “อย่าให้การเสียสละของพวกเขาต้องเสียเปล่า ทุกคนเดินหน้า! ”

    พวกเราเดินไปตามแผ่นหลังคาของอาคาร

    แผ่นหลังคานี้สร้างมาจากเหล็กที่ตีเป็นลอนแผ่ออกกว้าง

    บางส่วนซึ่งเป็นวัสดุโปร่งแสงได้ช่วยทำให้ผมมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในอาคารนี้

    “บ้า... บ้าไปแล้ว ใครจะไปเอาชนะของแบบนั้นได้กัน!? ”

    และสิ่งที่ผมเห็นข้างในนั้นก็คือปีศาจร้าย

    ข้างในนั้นกำลังผลิตอาวุธของปีศาจอยู่

    ปีศาจน้อยจำนวนมากที่อยู่ข้างใน ยังคงลงมือทำงานโดยไม่สนใจความวุ่นวายภายนอก

    ผมเห็นวัตถุโลหะทรงกระบอกขนาดใหญ่ที่กำลังลั่นแสงไฟเจิดจ้าออกมา

    สิ่งนั้นยิงวัตถุบางอย่างเข้าไปทำลายเป้าหมายที่เป็นแผ่นไม้จนพินาจสิ้น

    และที่สำคัญคือมันสามารถยิงได้รวดเร็วมาก

    มันยิงต่อเนื่องชนิดที่หากนำกองทัพนับพันมายืนต่อหน้า คงไม่อาจมีใครที่รอดชีวิตเหลือ

    ปีศาจน้อยที่ทำการทดลองใช้งานอาวุธนั้น ต่างพยักหน้าพึงพอใจในความสามารถของมันกัน

    “เหวอ!? ”

    ตัวอาคารได้สั่นไหวอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา

    ระเบิดสีแดงลูกยักษ์ได้ลอยขึ้นฟ้าตรงพื้นที่ด้านข้างของอาคาร

    ผมรีบนำทีมไปตรวจสอบสิ่งนั้นกัน

    ที่ตรงนั้นเป็นลานโล่งขนาดใหญ่

    “@! #%!! ”

    ปีศาจน้อยในชุดผ้าลายพรางสีเขียว ได้พูดอะไรบางอย่างออกมาพร้อมกับสับสัญญาณมือลง

    วัตถุโลหะขนาดใหญ่ซึ่งติดล้อจำนวนหนึ่งอันได้ลั่นแสงไฟจากท่อยาวที่ติดอยู่ตรงกลางซึ่งหันขึ้นท้องฟ้า

    เป้าหมายที่เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ราวห้าเมตรได้ถูกวัตถุบางอย่างกระทบอย่างรุนแรง

    เปลวไฟขนาดยักษ์ได้พวยพุ่งพร้อมแรงสั่นสะเทือน

    หลังจากที่ม่านควันได้จางหายไป หินขนาดใหญ่ก็ได้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไป

    “ท่านสเลบดูตรงนั้นสิครับ! ”

    “พวกมันใช้ศพทดลองประสิทธิภาพอาวุธกันอย่างั้นหรือ…”

    ที่อีกมุมหนึ่งของสนามนั้น มีศพของหลากเผ่าพันธุ์กำลังถูกจับมัดอยู่

    ร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นมีนับร้อย มีทั้งจากเผ่าของพวกเรา เผ่าปีศาจปีก และเผ่าปีศาจยักษ์

    มีเพียงแค่เผ่าปีศาจแสงที่ไม่มีรวมอยู่ในนั้น

    จากสภาพของศพแล้ว ผมพอจะเดาได้ว่าพวกมันคงเก็บมาจากสนามรบกัน

    ศพเหล่านั้นได้ถูกนำมาเป็นเป้าทดลองอาวุธที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

    ลูกโลหะทรงกลมที่สามารถส่งเสียงคำรามพร้อมเปลวไฟปะทุ

    แท่งทรงกระบอกที่สามารถส่องแสงสว่างเจิดจ้าจนดวงแทบตามืดบอด

    ท่อที่สามารถพ่นเปลวไฟแห่งนรกเป็นวงกว้าง

    โลหะขนาดเล็กซึ่งสามารถเป่าร่างของปีศาจยักษ์อันทรงพลังจนกลายเป็นชิ้นเนื้อได้ในเสี้ยวนาที

    ตะบองเหล็กที่สามารถย่างสดร่างของเหยื่อเพียงแตะโดยไม่ต้องใช้เปลวไฟ

    นี่มันบ้าอะไร? อาวุธอันร้ายกาจแบบนั้นผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย

    “##$! ”

    พวกปีศาจน้อยตะโกนบางอย่างออกมา

    ผมเห็นวัตถุสีส้มถูกยิงขึ้นท้องฟ้า

    สิ่งนั้นบินด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ และไต่ระดับบินจนทะลุเหนือเมฆ

    ก่อนที่จะแผ่ขยายออกเป็นเปลวไฟพร้อมเสียงดังสนั่นราวกกับท้องฟ้าจะถล่มลงมา

    ก้อนเพลิงนรกได้แผ่กระจายเป็นวงกว้างอยู่บนฟ้า ก่อนจะลอยพวยพุ่งจางหายไปเป็นรูปคล้ายดอกเห็นที่บิดเบี้ยว

    “#$$*!! ”

    พวกปีศาจน้อยที่ยืนดูผลงานต่างแสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น

    จะบอกว่านี่ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอีกเรอะ!?

    พวกนี้ไม่ใช่ปีศาจหรอก แต่เป็น [จอมมาร] ในตำนานมากกว่า

    ผมเริ่มรู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริงของพวกเผ่าปีศาจน้อย

    พอเห็นแบบนี้แล้ว ภัยร้ายจากกองกำลังที่บุกเมื่อวันก่อนกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย

    *เปรี๊ยง! *

    เสียงคำรามที่ดังสะท้อนไปทั่วเมืองทำให้ผมกลับมามีสติอีกครั้งหนึ่ง

    นี่ไม่ใช่เวลามามัวตรวจสอบฐานทัพศัตรูแล้ว

    “รีบบุกไปที่อาคารสีเทาเดียวนี้! ”

    ผมรีบวิ่งนำพวกเขา

    วิ่งไปตามหลังคาอาคารอย่างเบาเสียงที่สุด

    หลบเลี่ยงสายตาซึ่งสอดส่องจากหอคอยสูง แล้วปีนข้ามกำแพงเข้าไปสู่ข้างในอย่างรวดเร็ว

    แต่แล้วผมก็ถึงกับต้องหยุดชะงักในตอนที่เข้ามาหลังกำแพงแล้ว

    พื้นที่โล่งกว้างจากกำแพงถึงผนังอาคารสีเทานั้นมีระยะประมาณสิบเมตร

    พื้นดินเต็มไปด้วยหญ้ารกชันที่หนาทึบราวกับจงใจให้มันขึ้นเพื่อซ่อนบางอย่างเอาไว้

    “เดินอ้อมดีกว่า ตามมา”

    ผมตัดสินใจพาทุกคนเดินลัดเลาะกำแพงมา

    ระหว่างทางผมเห็นมีซากสัตว์ที่ถูกย่างเกรียมนอนตายในพุ่มหญ้าด้วย

    สัตว์บางตัวเองก็มีสภาพเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับว่าถูกอะไรบางอย่างฉีกออก

    หลังจากเดินมาได้สักพัก พวกเราก็พบกับพื้นที่เปิดโล่ง

    มันเป็นพื้นที่ปูด้วยวัสดุสีเทาอ่อน

    ผิวของมันหยาบและแข็งเหมือนหิน

    เส้นทางราบเรียบนี้ทอดตัวยาวสู่อาคารสีเทา

    ที่ตรงนั้นมีบานคล้ายประตูสำหรับใช้เข้าออกอาคาร

    แต่น่าแปลกที่ประตูเหล่านั้นทำจากวัสดุอื่นซึ่งไม่ใช่ไม้

    ของที่ดูหนักเช่นนั้นจะเปิดปิดได้อย่างไรกัน?

    แล้วผมก็ได้คำตอบ

    ในตอนนั้นเองที่มีพวกปีศาจน้อยในชุดลายพรางสีเทาวิ่งออกมาสี่คน

    อาวุธของพวกเขาไร้ซึ่งคมดาบ แต่ผมทราบถึงอำนาจทำลายล้างของท่อนโลหะเหล่านั้นเป็นอย่างดี

    ที่สำคัญคือสิ่งนั้นมีรูปลักษณ์ต่างออกไปจากที่ผมเคยเห็นอีกต่างหาก

    สิ่งที่ดูคล้ายประตูได้เลื่อนเปิดหายเข้าไปในกำแพง

    ประตูหายเข้าไปในกำแพงได้!? ... ไม่สิ มันแค่สไลด์ออกด้านข้างไปซ่อนอยู่หลังกำแพงต่างหาก

    เข้าใจละ หากติดล้อเลื่อน ก็ขะสามารถเปิดปิดบานประตูที่ดูหนักอึ้งได้แล้ว

    ในเผ่าของผมไม่เคยมีใครคิดถึงวิธีแบบนี้มาก่อนเลยแม้แต่คนเดียว

    ผมรอให้นักรบเหล่านั้นวิ่งหายลับตาไป ก่อนที่จะเริ่มบุก

    “มียามเฝ้าสองคน จัดการฆ่าเสีย”

    “ครับ! ”

    มีดเขี้ยวสัตว์สองเล่มได้ถูกปาเข้าใส่ที่ศรีษะของยามทั้งสองคน

    พวกเขาสิ้นชีพลงในทันที

    “วิ่งเข้าไป แล้วเก็บอาวุธนั้นมาด้วย”

    “ครับ! ”

    อาวุธท่อนเหล็กยาวในมือของปีศาจได้ถูกพวกเรายึดมาสองกระบอก

    ว่าแต่ใช้ยังหว่า?

    ผมลองเอามาถือกระบอกหนึ่ง

    มีรูและไกแปลก ๆ ที่สามารถเอานิ้วลงไปแหย่ได้

    มันดันได้ด้วย แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    ไม่สิ ความรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างมารั้งเอาไว้ จนไม่สามารถดันไกลงไปได้สุดมากกว่า

    “ท่านครับ”

    “ว่ายังไง เปิดได้หรือยัง? ”

    “ประตูมันเปิดเองครับ”

    “ว่ายังไงนะ!? ”

    ผมหันไปทางประตู

    บานประตูนั้นเลื่อนเปิดเองโดยที่ไม่มีใครไปทำอะไร

    พอมีคนเดินเข้าไปใกล้ สิ่งนั้นก็จะเลื่อนเปิดเองในทันที

    เจอแต่ของเหนือสามัญสำนึกทั้งนั้นเลยวุ้ย

    “บุกเข้าไป และระวังเจอศัตรูพบตัวด้วย ส่วนศพตรงนี้โยนเข้าพุ่มหญ้าไปเลย”

    พวกเราจัดการซ่อนศพ แล้วเข้าไปในอาคารตรงหน้า

    “สว่าง!? ”

    ข้างในอาคารนั้นน่าตกใจมาก

    เพดานที่เรียบและสร้างจากวัสดุแปลกตา

    แสงสว่างสีขาวนวลที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนที่ส่องจากเพดาน

    อากาศที่เย็นสบายผิดกับข้างนอกที่ร้อนระอุ

    พวกเขาไม่ได้ใช้แสงจากคบเพลิง แล้วแสงสว่างพวกนี้มันมาจากไหนกัน?

    “เรื่องน่าสงสัยเยอะเกินไปแล้ว…”

    เพราะอยู่ท่ามกลางสิ่งแปลกตาจนเกินไป ผมเลยเริ่มรู้สึกเป็นกังวล

    ผมกับพรรคพวกเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ และระวังรอบข้าง

    เส้นทางข้างในนั้นคับแคบ และเส้นทางขนาดเล็กเหล่านี้จะเชื่อมไปสู่ห้องต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่กว่า

    หนวดสัมผัสบนหัวทำให้ผมทราบว่าศัตรูกระจายตัวอยู่จุดไหนของเส้นทางที่คล้ายกับเขาวงกตแห่งนี้

    “... เดียว ทำไมพวกเราถึงถูกล้อมได้? ”

    พวกเราพึ่งจะลอบเข้ามาได้เพียงแค่สามนาทีเท่านั้น แต่นี่กลับถูกศัตรูล้อมหน้าหลังเอาไว้แล้ว

    ทุกคนเองก็เริ่มรู้ตัวจากหนวดสัมผัสเช่นกัน

    พวกศัตรูยังไม่ปรากฏตัวให้เห็น แต่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมโค้งในเส้นทางเดินนี้

    พอพวกเราทดลองเดินหน้าต่อ พวกมันก็เดินถอยออกห่างราวกับทิ้งระยะเพื่อรอเวลาสังหาร

    “หรือว่าพวกมันมีอวัยวะหนวดสัมผัสเหมือนพวกเรา? ไม่น่าจะใช่หรอกนะ”

    หากพวกปีศาจน้อยมีอวัยวะหนวดสัมผัสเหมือนพวกเรา อย่างน้อยพวกมันก็ไม่น่าจะถูกพวกเราลอบโจมตีด้วยการมุดดินได้

    ให้คิดเสียว่าพวกมันใช้วิธีอื่นเพื่อทราบตำแหน่งของพวกเรา

    หากเล่นตามเกมส์พวกมัน อีกเดียวคงได้มีจำนวนศัตรูเพิ่มมากขึ้น

    “เปลี่ยนแผน ทุกคนโจมตี! ”

    พวกเราแบ่งออกเป็นสองส่วน

    หน้ายี่สิบห้าคน และหลังยี่สิบห้าคน

    ศัตรูมีเพียงแค่สิบคนเท่านั้น โดยแบ่งเป็นข้างหน้าห้า และข้างหลังห้าคน

    พอพวกเราเปลี่ยนการเคลื่อนไหว กลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้าก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน

    พวกมันรู้การเคลื่อนไหวของทางนี้จริง ๆ ด้วยสิ

    “อะไรอีกละนั่น!? ”

    ศัตรูที่ปรากฏตัวนั้นสวมชุดอีกรูปแบบหนึ่ง

    ใบหน้าถูกปิดมิดด้วยหมวกบางอย่าง

    มันไม่ใช่หมวกเกราะเหล็ก แต่เป็นอะไรบางอย่างที่มีสีดำ และติดแผ่นโปร่งแสงขนาดใหญ่เอาไว้

    อาวุธที่พวกมันถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เคยเห็นอีกแล้ว

    “1@#%”

    มันพูดแล้วยิงบางอย่างออกมา

    กระสุนนั้นเป็นวัถุบางอย่างขนาดเท่าก้อนหินเล็ก ๆ

    สิ่งนั้นลอยมาตรงหน้าพวกเราราวกับภาพช้า

    ผมรีบเบียงตัวหลบ

    แต่ทว่ามันช่างไร้ประโยชน์ที่จะไปหลบมัน เพราะว่ามันปริแตกออกกลางอากาศเสียก่อน

    แสงสว่างได้เจิดจ้าขึ้นจนดวงตามืดบอด

    วิสัยทัศน์ของพวกเราได้ถูกขโมยไป

    *เปรี๊ยง! *

    เสียงคำรามอันน่ากลัวได้ดังอย่างต่อเนื่อง

    โชคดีที่ยังมีหนวดสัมผัสคอยรับรู้สภาพแวดล้อมแทนดวงตา ผมเลยรีบปีนไต่เพดาน แล้วมุดลงไปในอุโมงค์ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ข้างบนเพดานนี้

    “@! #%! ”

    เสียงคำรามอันน่ากลัวยังคงดังต่อเนื่อง

    มีวัตถุขนาดเล็กพุ่งทะลุผนังอุโมงค์เหล็กเข้ามาโดนที่ช่องท้องของผม

    ผมรู้สึกได้ว่าขาข้างซ้ายได้ขาดออกไปจากร่างพร้อมชุดเกราะสีดำ

    “ (ท่านสเลบ ท่านล่วงหน้าไปก่อน พวกนี้เราจะถ่วงเวลาให้เอง!) ”

    “ (...ขอโทษด้วยนะ) ”

    บรรดาลูกน้องที่ติดสอยห้อยตามมาได้ทำการรบแบบพลีชีพเข้าหาศัตรู

    สัญญาณสมองจากลูกน้องได้หายไปอย่างรวดเร็วทีละคนสองคน

    เพียงแค่ห้านาทีต่อมา ลูกน้องทั้งสี่สิบเก้าชีวิตก็ไม่มีใครเหลือรอดแล้ว

    ผิดกับพวกศัตรูที่ตายไปเพียงแค่สามคนเท่านั้น

    “...จะให้การเสียสละของทุกคนเสียเปล่าไม่ได้”

    หากผมทำลายคริสตัลของศัตรูลงในวันนี้ไม่ได้ คงไม่มีวันหน้าสำหรับผมอีก

    ผมปีนป่ายไปตามอุโมงค์โลหะขนาดเล็กด้วยความรู้สึกเช่นนั้น

    อุโมงค์โลหะนี้มีขนาดที่เดียวเล็ก เดียวใหญ่

    ผมมีความรู้สึกว่าถ้าตามไปเส้นทางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น น่าจะนำไปสู่บางพื้นที่ซึ่งมีความสำคัญสูง

    แล้วผมก็คาดการถูก

    ที่ปลายเส้นทางของอุงโมงค์คือห้องเก็บคริสตัลแห่งชีวิตของพวกปีศาจน้อย

    รูที่ติดโลหะบางเป็นซี่เหล็กจำนวนมาก ทำให้ผมเห็นช่องว่างที่พอจะลอบเข้าไปในห้องนั้นได้

    ผมชักดาบเขี้ยวของตนเองออกมาแล้วเริ่มทำการตัดแผ่นโลหะตรงหน้า

    เนื่องจากมันบางกว่าที่คาด ดาบเขี้ยวของผมจึงไม่สึกไปเสียก่อน

    “เข้ามาได้แล้ว…”

    เป้าหมายในการเอาชนะอยู่ตรงหน้าผมแล้ว

    ขอเพียงแค่ทำลายสิ่งนี้ได้---

    “เอ๊ะ!? ”

    ในตอนนั้นเองที่โลกทั้งใบของผมได้ตีลังกากลับหลังพร้อมกับเสียงดังกังวาล

    เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของผม ทำไมร่างของผมถึงได้ถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ได้?

    และเมื่อหรี่ตามองให้ดี ผมก็พบว่ามีเส้นแสงสีแดงขนาดเล็กจำนวนมากส่องสว่างตรงมาทางผม

    ที่ปลายทางของเส้นแสงสีแดง คืออาวุธโลหะทรงกระบอกที่กำลังส่งกลิ่นเหม็นฉุนลอยโฉยออกมา

    พวกปีศาจน้อยจำนวนสามสิบคนได้ปรากฏตัวขึ้นจากมุมอับของห้อง

    ให้ตายสิ มาพลาดท่าในตอนจบเสียได้

    ผมประมาทไป เพราะไม่ยอมตรวจสอบด้วยหนวดสัมผัสให้ดีก่อน ถึงได้ถูกลอบโจมตีแบบนี้

    แต่ที่สำคัญเลยคือพวกมันรู้ตำแหน่งของผมได้อย่างไรกัน?

    ตลอดเส้นทางที่เดินมาในอุโมงค์โลหะนั้น ผมเดินด้วยฝีเท้าที่เงียบ อีกทั้งยังไม่พบเห็นศัตรูดักรออยู่ข้างในนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

    ศัตรูมันรับรู้ที่อยู่ของผมได้ราวกับว่าสามารถมองทะลุกำแพงได้เช่นนั้น

    “! @#”

    พวกมันพูดอะไรบางอย่างออกมาก่อนจะเก็บอาวุธ แล้วเดินตรงมาทางนี้พร้อมกับของบางอย่างที่คล้ายเชือก

    คิดจะจับตัวผมไปเช่นนั้นหรือ? ใครจะยอมให้ทำกันละ

    ผมกางเขี้ยวของตัวเองออก แล้วทำการแทงลงไปบนหน้าอกของตัวเองเพื่อดับชีวิตลง

    แล้วสติของผมก็ดับวูบลงไปในท้ายที่สุด

    ท่านราชินีแฟต ผมกำลังจะกลับไปหาท่านแล้วครับ