มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 42 กลับถึงหมู่บ้านท่าเสด็จ

    ตอนที่ 42 กลับถึงหมู่บ้านท่าเสด็จ

     

    อีกแปดชั่วโมงผ่านไป......

     

    หลังจากที่ขบวนอพยพจากค่ายที่หุบเขาออกเดินทางกันมา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านท่าเสด็จโดยใช้เวลาถึงสิบชั่วโมงด้วยกัน ซึ่งจริงๆ แล้วการเดินมาจากหุบเขาที่ว่ามายังหมู่บ้านท่าเสด็จนี้ใช้เวลาแค่สี่ถึงห้าชั่วโมงเท่านั้นถ้าเป็นการเดินทางด้วยม้า แต่เพราะมันเป็นขบวนเดินทางที่ใหญ่และมีเกวียนขนของมาด้วย การเดินทางจึงได้ล่าช้าไปอีก.......

     

    “ท่านพระฤๅษีคงขอรับ!”

     

    ซึ่งในตอนที่ขบวนมาถึง ผู้ใหญ่สุขและคนในหมู่บ้านก็ได้ออกมารอต้อนรับอยู่แล้ว เพราะพระฤๅษีคงได้ส่งนกพิราบสื่อสารมนต์มาบอกข่าวล่วงหน้า ว่าเขาจะนำพากลุ่มต่อต้านพวกยักษ์มาหลบอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้ รวมถึงบอกให้รู้ถึงกองทัพของยักษ์อังเดรด้วย......

     

    ดังนั้นเมื่อพระฤๅษีคงและกลุ่มต่อต้านมาถึง ผู้ใหญ่จึงได้รีบวิ่งเข้าไปหาและกล่าวทักทายพระฤๅษีคงอย่างเคารพและนอบน้อมทันที......

     

    “ผู้ใหญ่สุข! ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จัก นี่คือ...........”

     

    “ไอ้สุข! เป็นเอ็งเองรึเนี่ย!”

     

    ไอ้เรือง!?

     

    ทว่าก่อนที่พระฤๅษีคงจะได้กล่าวแนะนำหมื่นเรืองให้ผู้ใหญ่สุขได้รู้จัก หมื่นเรืองก็ได้เดินหน้าออกมาพร้อมกับยิ้มกว้างอย่างดีใจเมื่อได้เห็นผู้ใหญ่สุข ก่อนที่จะตะโกนเรียกอย่างสนิทสนมและเป็นกันเอง ซึ่งผู้ใหญ่สุขเองก็ดูจะตกใจในตอนแรก แต่เมื่อเห็นใบหน้าของหมื่นเรืองแล้ว รอยยิ้มของเขาก็ปรากฏออกมาให้เห็นเช่นกัน......

     

    “พวกเอ็งรู้จักกันแล้วงั้นรึ?” พระฤๅษีคงหันไปถามหมื่นเรืองสลับกับผู้ใหญ่สุขอย่างสงสัย เพราะเขาไม่เห็นว่าหมื่นเรืองและผู้ใหญ่สุขจะพูดถึงกันและกัน.......

     

    “พวกเราเคยเป็นทหารใหม่ด้วยกันและรบกับศัตรูมาหลายศึก จนกระทั่งพวกเราทั้งคู่ได้ยศหัวหมู่และต้องแยกจากกันไปสู้ศึกคนละทิศ พวกเราจึงมิได้พบเจอกันอีกเลยขอรับ ซึ่งข้าเองก็ได้ส่งคนออกไปสืบหาข่าวคราวของเพื่อนสุขหลายครา แต่ก็มิวายได้อะไรกลับมาเลย จนข้าคิดว่าเขาได้ตายไปแล้วเพราะศึกที่เขาไปรบนั้นฝ่ายเราแพ้!” หมื่นเรืองอธิบายให้พระฤๅษีคงได้รู้ถึงความเป็นมาที่พวกเขาทั้งสองได้รู้จักกัน ซึ่งเขาดูจะเศร้าใจมากเมื่อเล่าเรื่องนี้......

     

    “อันที่จริงแล้วข้าเองก็คิดว่าข้าได้ตายแล้วจากศึกครานั้น แต่เป็นเพราะท่านพระครูเสาร์ที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าจึงยังได้รอดมาถึงทุกวันนี้ แต่ถึงข้าจะหายดีแล้วข้าก็ไม่คิดที่จะกลับไปสู้อีก เพราะคนในหมู่บ้านนี้ดูแลข้าอย่างดี ข้าจึงต้องอยู่ปกป้องพวกเขา จนถึงทุกวันนี้แหละ!” ผู้ใหญ่สุขเองก็ดูจะเศร้าเช่นกัน แต่เขาก็ดีใจที่ได้เห็นสหายรักที่ร่วมรบกันมายังมีชีวิตอยู่......

     

    “เอาเถอะ! เรื่องของพวกเอ็งคอยเอาไว้พูดกันวันหลัง ตอนนี้ให้ทุกคนเข้าไปข้างในก่อน จะได้จัดหาที่อยู่ที่กินและข้าวปลาน้ำท่าให้เรียบร้อย เพราะกว่าจะเดินทางกันมาถึงที่นี่ก็ใช้เวลาไปตั้งมากโขเลยทีเดียว เพราะกลัวว่าไอ้พวกยักษ์มันจะรู้ ข้าจึงต้องพาทุกคนเดินทางอย่างระมัดระวัง!” พระฤๅษีคงเห็นว่านี่มันก็มืดแล้ว เขาจึงอยากให้ทุกคนเข้าไปในหมู่บ้านก่อน ส่วนเรื่องความหลังของทั้งสองคนนี้ค่อยมาพูดกันทีหลัง......

     

    ขอรับท่านพระฤๅษีคง!

     

    ทั้งผู้ใหญ่สุขและหมื่นเรืองต่างก็พยักหน้าและส่งเสียงตอบรับออกมาพร้อมๆ กัน พวกเขาทั้งสองคนรีบช่วยกันจัดการเหล่าผู้อพยพทั้งหมดเข้าไปในหมู่บ้านทันที ซึ่งผู้ใหญ่สุขได้ให้คนไปเตรียมพื้นที่กว้างเอาไว้แล้ว เนื่องจากไม่สามารถหาบ้านพักหรือทำกระท่อมจำนวนมากเอาไว้ได้ทัน ส่วนพวกข้าวสารและอาหารนั้นผู้อพยพจากค่ายต่อต้านได้เอามาด้วย จึงไม่เป็นปัญหาใดๆ .......

     

    “ท่านตาขอรับ! ข้าขอตัวไปกราบพระท่านพ่อก่อนนะขอรับ” ส่วนกล้วยเองก็คิดว่าจะกลับไปหาพ่อของเขาที่วัด เพราะเขาคิดว่าพันผาน่าจะรู้ข่าวว่าเขาได้กลับมาแล้ว......

     

    “ไปเถอะ! ยังไงตรงนี้ก็ไม่มีอะไรให้หลานทำอยู่แล้ว กลับไปอยู่กับพระผาก่อน เอาไว้ตาจัดการธุระตรงนี้เสร็จเมื่อใด ตาจะตามหลานไปที่วัดละกัน!” พระฤๅษีคงพยักหน้าให้กับกล้วยเบาๆ เพื่ออนุญาตให้กล้วยไปตามที่เขาต้องการ เพราะอย่างไรที่นี่ก็ไม่มีอะไรที่กล้วยสามารถทำได้ อีกอย่างหมู่บ้านนี้ก็เป็นหมู่บ้านที่กล้วยอยู่ มันจึงไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง.....

     

    “ขอบคุณขอรับท่านตา!”

     

    กล้วย!

     

    หือ?

     

    อุษา?

     

    ในขณะที่กล้วยกำลังจะเดินจากไปนั้น เสียงหวานใสของอุษาก็ดังขึ้นจากมุมๆหนึ่ง ซึ่งเธอดูจะเขินอายและเป็นกังวลในขณะที่มองมาที่กล้วย.......

     

    “ทำไมเจ้าไม่นอนอีก ออกมาทำอะไร?” กล้วยไม่คิดว่าอุษาจะออกมาจากบ้าน เพราะในเวลานี้เด็กๆ ส่วนใหญ่จะเข้าบ้านนอนหมดแล้ว.......

     

    “ข้าเห็นพ่อรีบออกมาบ้านและบอกว่าเจ้ากับท่านพระฤๅษีคงได้ย้อนกลับมา ดังนั้นข้าเลยรีบตามออกมาเพื่อดูว่า.........มันเกิดอะไรขึ้น” อุษาไม่กล้าที่จะพูดบอกว่าเธอนั้นออกมาก็เพราะกล้วย ถ้าเธอพูดออกไปมันจะดูไม่ดี ดังนั้นเธอจึงไม่พูดและใช้ข้ออ้างอื่นแทน......

     

    “เพราะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ข้ากับท่านตาเลยต้องย้อนกลับมา และตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว ข้าจึงคิดที่จะกลับไปที่วัดเพื่อหาพระท่านพ่อก่อน เจ้าเองก็ควรที่จะนอนได้แล้วนะ” กล้วยพยักหน้าให้กับอุษาเบาๆ อย่างใสซื่อ ซึ่งเขาไม่ได้คิดอะไรมากนักเกี่ยวกับท่าทางเขินอายของอุษา เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เขาไม่มีอารมณ์ที่จะคิดเรื่องใด......

     

    “ขะ.....ข้า ข้ารู้แล้ว ข้าจะกลับบ้านเดี๋ยวนี้แหละ!” อุษารู้สึกไม่พอใจและหงุดหงิดเล็กน้อยที่กล้วยดูไม่ดีใจเลยที่พบเธอ แถมยังแสดงท่าทีเหินห่างอีก ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจกล้วยและรีบกลับบ้าน......

     

    อ้า!

     

    “เป็นอะไรของเธอนะ จู่ๆ ก็มา จู่ๆ ก็ไป พิกลยิ่งนัก!” กล้วยขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาเกาหัวตัวเองและพูดพร้อมกับส่ายหน้า แต่ไม่นานเขาก็สลัดเรื่องนี้ทิ้งไปและรีบเดินกลับไปที่วัดท่าเสด็จในทันที.......

     

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไป......

     

    ภายในกุฏิของพระผา......

     

    “ถ้ามันเป็นอย่างที่ลูกบอกจริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว” พระผาขมวดคิ้วเข้าหากันในทันทีหลังจากที่ได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นจากกล้วย เพราะสถานที่เกิดเหตุนั้นอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลมากนัก.....

     

    “แต่พระท่านพ่อไม่ต้องกังวลดอก เพราะท่านตาคงได้เตรียมแผนการรับมือไอ้พวกยักษ์ไว้แล้ว อีกอย่างพวกเราก็พาคนมาเพิ่มด้วย มันน่าจะช่วยเพิ่มขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านได้บ้าง” สำหรับกล้วยแล้วเขาคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวของพระฤๅษีคงว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบมาถึงหมู่บ้านนี้......

     

    เฮ้อ!

     

    “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จักคงดี!” พระผาถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนที่จะยิ้มและมองไปที่ลูกชายของตนอย่างภูมิใจและพูดต่ออีกว่า “ดูเหมือนลูกพ่อจักโตขึ้นมากเลยนะ เจ้าอายุยังน้อยแต่ก็สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ พ่อรู้สึกภูมิใจในตัวเจ้านัก ว่าแต่คนเหล่านั้นเป็นใครละ ทำไมถึงไม่แนะนำให้พ่อรู้จัก?” พระผาไม่คิดว่ากล้วยจะโตขึ้นมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือท่าทางการกระทำ มันดูเหมือนกับคนที่วัยหนุ่มแล้ว แต่ที่เขาสนใจคือกลุ่มคนที่ตามกล้วยมาด้วยและนั่งรออยู่ข้างนอกโดยไม่พูดอะไร.....

     

    หือ?

     

    ซึ่งกล้วยได้รีบหันกลับไปมองที่ด้านหลังในทันทีเมื่อได้ยินคำถามของพระผา เพราะเขาคิดว่าเขามาที่นี่คนเดียวและไม่ได้พาใครมาด้วย แต่เมื่อเขาหันกลับไปแล้วพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งอยู่จริงๆ คิ้วของเขาก็ย่นเข้าหากันอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเขารู้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นใคร......

     

    “พวกเขาคือชาวหุบเขาขอรับท่านพ่อ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นข้าเองก็ไม่รู้ ที่รู้คือพวกเขาอยากให้ข้าเป็นเจ้านายของพวกเขา ซึ่งข้าเองก็ได้ปฏิเสธไปแล้วแต่พวกเขาไม่ยอม ดังนั้นข้าจึงต้องปล่อยไปเลยตามเลย แต่ก่อนหน้านี้ข้าได้ขอให้พวกเขาไปช่วยท่านตาคงสู้กับพวกอสุรกาย แต่พอท่านตากลับมาแล้วพวกเขาก็ไม่ได้กลับมาด้วย ข้าจึงคิดว่าพวกเขาจากไปแล้ว”

     

    กล้วยรีบอธิบายให้พระผาฟังทันทีว่าคนกลุ่มนี้เป็นใคร ซึ่งเขาเองก็ลืมไปแล้วว่าเคยพบเจอเพราะพวกเขาได้หายตัวไปตั้งแต่พระฤๅษีคงสู้เสร็จ.......

     

    ตุบ! ตุบ! ตุบ!

     

    ซึ่งในเวลานั้น กลุ่มคนที่อยู่ข้างนอกกุฏิทั้งสิบห้าคนนี้ก็ได้กราบพระพาพร้อมๆ กัน ก่อนที่หญิงสาวที่เคยพูดกับพระฤๅษีคงจะเปิดที่คลุมหัวออกแล้วเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามและขมเข้มของเธอ จากนั้นเธอก็พูดขึ้นมาว่า......

     

    “พวกเราเป็นชาวหุบเขาที่อยู่ไม่ห่างจากที่นี่นัก พวกเราอาศัยอยู่ที่นั่นมาหลายสิบปีแล้วเพื่อรอพบกับผู้ที่เหมาะสมและผู้บารมีสูง เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ของเราได้ทำนายไว้ว่าจะเด็กหนุ่มมาที่หุบเขาของพวกเราพร้อมกับพระฤๅษีและกองทัพยักษ์ ซึ่งนายท่านกล้วยก็ตรงกับคำทำนายที่ว่านั้น ดังนั้นพวกเราจึงต้องทำตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ได้บอกเอาไว้ ซึ่งนอกจากพวกเราทั้งสิบห้าคนแล้ว ยังมีชาวบ้านในหุบเขาอีกกว่าร้อยคนแอบตามมาลับๆ และตอนนี้ก็น่าที่จะอยู่ข้างหน้าหมู่บ้านนี้เพื่อรอให้นายท่านตัดสินใจว่าจะให้พวกเราอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่!”

     

    หญิงสาวได้พูดอธิบายให้กล้วยและพระผาฟังถึงเหตุผลที่เธอและคนอื่นขอติดตามกล้วย ซึ่งมันเป็นผลมาจากคำทำนายของผู้เฒ่าในหมู่บ้านของพวกเธอ ซึ่งพวกเธอมีหน้าที่ที่ต้องทำตาม และไม่ใช่แค่พวกเธอทั้งสิบหน้า แต่รวมไปถึงชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านด้วย......

     

    แต่เพราะพวกเธอยังไม่ได้รับการยอมรับจากกล้วยอย่างเป็นทางการ ทุกคนในหมู่บ้านจึงยังไม่ได้เข้ามาและรอคำตอบอยู่ข้างนอก......

     

    อ๊ะ!

     

    ทั้งกล้วยและก็พระผาต่างก็แสดงสีหน้าที่ดูตกใจออกมา โดยเฉพาะพระผาที่เข้าใจโลกและผ่านประสบการณ์มามาก เขารู้ว่ามีหลายตระกูลหรือหลายกลุ่มคนที่มีธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้ ซึ่งเขาไม่คิดว่ากล้วยลูกชายของเขาจะโชคดีถึงขนาดนี้ได้ที่ไปตรงกับคำทำนายของพวกเขา......

     

    “กล้วยเอ๋ย! ลูกก็ตอบรับพวกเขาไปเถิด ในเมื่อพวกเขาหวังดีและเห็นเจ้าเป็นนายแล้ว เจ้าก็ต้องดูแลพวกเขาให้ดี” พระผาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะให้กล้วยยอมรับคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาทุกคนล้วนแต่เป็นคนที่มีความสามารถ โดยเฉพาะหญิงสาวคนที่พูดและหญิงสาวอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ กันที่ดูแล้วน่าจะมีพลังระดับนายพันและแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าเขา......

     

    “ขอรับพระท่านพ่อ! ลูกจะทำให้ดีที่สุด” กล้วยยังเด็ก เขาจึงไม่รู้เรื่องการเป็นเจ้าคนนายคน แต่เมื่อพ่อของเขาบอกให้เขายอมรับ เขาก็จะยอมรับและดูแลคนเหล่านี้ให้ดีเท่าที่สามารถทำได้......

     

    “ถ้างั้นพวกพี่สาวก็กลับไปบอกให้คนอื่นๆ เข้ามาในหมู่บ้านเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปบอกท่านผู้ใหญ่บ้านเองเกี่ยวกับการมาของพวกพี่สาว ว่าแต่พี่สาวชื่ออะไรจ๊ะ?” เมื่อกล้วยยอมรับแล้ว เขาก็นึกถึงเรื่องที่หญิงสาวบอกก่อนหน้านี้ที่ว่าคนอื่นๆ ยังรออยู่ข้างนอก เขาจึงให้หญิงสาวไปบอกให้คนเหล่านั้นเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนตัวเขาจะไปรายงานให้ผู้ใหญ่สุขได้รู้ แต่ก่อนหน้านั้นเขายังไม่รู้จักชื่อของหญิงสาวผู้งดงามคนนี้เลย เขาจึงได้ถามออกไป......

     

    “ข้าชื่อขมิ้นเจ้าค่ะนายท่าน! ปีนี้ข้าพึ่งอายุยี่สิบ ส่วนสองคนข้างๆ นี้คือพี่สาวสีดากับพี่สาวนารี พวกเธอทั้งสองคนเป็นคนสนิทของข้าเอง!” หญิงสาวกล่าวแนะนำตัวและหญิงสาวสองคนที่อยู่ข้างซ้ายกับขวาในทันที ซึ่งเธอดูมั่นใจและไม่เขินอายเลยในเวลาที่พูด แถมสายตาที่เธอมองมายังกล้วยยังเป็นสายตาที่ดูเคารพโดยไม่เสแสร้งด้วย.......

     

    “ข้าชื่อกล้วย นี่พ่อของข้าชื่อผา นับจากนี้ไปพวกพี่สาวก็เรียกข้ากว่าน้องกล้วยก็แล้วกัน เรียกข้านายท่านแล้วข้ารู้สึกจั๊กจี้อย่างไรไม่รู้ ส่วนข้าเองก็จะเรียกท่านว่าพี่สาวขมิ้นและเรียกป้าทั้งสองคนว่าป้าสีดาและป้านารีก็แล้วกัน เพราะพวกท่านนั้นอายุเยอะกว่าข้ามาก!” กล้วยพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับแนะนำตัวเองอีกครั้งอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็แนะนำพ่อของเขาและบอกให้หญิงสาวขมิ้นและหญิงสาวอีกสองคนเรียกเขาด้วยชื่อที่เป็นกันเอง..........

    คล้ายกับเรื่องมหาศาสตรากู้แผ่นดิน ที่คุณอ่าน