“ข้าแซ่มู่เ้าค่ะ คุณชายมีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่มีหรอก ข้าเพียงแต่ได้ยินท่านนักพรตเซี่ยกล่าวถึงเ้าอยู่หลายหน เลยอยากมาทำความรู้จักก็เท่านั้น”
“ท่านพักอยู่ที่อารามขาวเช่นนั้นหรือเ้าคะ” หญิงสาวย้อนถาม เช้านี้ฝนตกเบาๆ ั้แ่เช้า และนางยังไม่เห็นว่ามีชาวบ้านคนไหนเดินทางมาที่วัด พอได้ยินเขากล่าวถึงนักพรตเซี่ยจึงคิดได้ว่าบุรุษผู้นี้อาจจะมานอนพักที่อารามขาวั้แ่เมื่อวาน
"อืม ข้าพักที่นั่นเมื่อคืน แล้วที่เ้าถืออยู่นั่นคือสิ่งใดหรือ? เสิ่นอู๋จี้ชี้ไปที่ม้วนกระดาษใบไผ่หลายแผ่นที่วางอยู่บนโต๊ะหินในศาลาพักร้อน
“นี่คือกระดาษที่ทำจากเนื้อและใบไผ่เ้าค่ะ ข้ากับเด็กๆ ในอารามดับทุกข์ช่วยกันทำมันขึ้นมา” มู่หรั่่นชิวหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้ชายหนุ่มดู
เสิ่นอู๋จี้ััเนื้อกระดาษที่หนาและหยาบพลิกไปพลิกมา ถึงแม้ว่ากระดาษนี้จะไม่เหมาะสมสำหรับการใช้เขียนอักษรหรือวาดภาพ แต่ก็นับว่าเป็กระดาษที่หนาและทนทานใช้ได้ดีเลยทีเดียว ไม่ผิดแล้วที่เหล่านักพรตและนักบวชจะชมเชยว่านางเก่งยิ่งนัก
“ได้ยินว่าเด็กๆ ในอารามดับทุกข์จะทำสินค้าออกมาขาย หรือว่าเป็กระดาษใบไผ่นี้” เสิ่นอวี้ตั้งคำถาม เขาอยากรู้นักว่าหญิงสาวจะเสนอให้ใช้กระดาษหนาเช่นนี้ทำสิ่งใด
“ไม่ใช่เ้าค่ะ กระดาษนี้ข้าเตรียมไว้ห่อสินค้าของพวกเรา ที่นำขึ้นมาที่วัดวันนี้ก็เตรียมจะเขียนตราสินค้าของช้า” มู่หรั่นชิวคิดจะตั้งชื่อยี่ห้อของธูปนั่นเอง
“เช่นนั้นเ้าก็ทำเื่ของเ้าต่อไปเถิด ข้าจะขอนั่งดูอยู่เฉยๆ ตรงนี้ได้หรือไม่” กล่าวจบเสิ่นอู๋จี้ก็ไม่รอให้หญิงสาวตอบ นั่งลงที่เก้าอี้หินฝั่งตรงข้ามนางทันที อีกอย่างเขาอยากจะเห็นตัวอักษรของหญิงสาวผู้นี้ให้ชัดเจนอีกสักครั้ง
มู่หรั่นชิวกางกระดาษใบไผ่ออกมา ใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึก จากนั้นก็ค่อยๆ ลากเส้นอักษรขนาดกำลังดีไปตรงกลางแผ่นกระดาษ
“เสี่ยวมู่” เสิ่นอู๋จี้อ่านออกเสียงคำที่นางเขียนลงบนกระดาษครั้งหนึ่ง
“นี่เ้าทำสินค้าอันใดออกมาขายกันแน่ ชื่อเสี่ยวมู่นี่มันดูประหลาดนัก” เสิ่นอู๋จี้อมยิ้มขบขัน
มู่หรั่นชิวหน้าขึ้นสีแดงจัดขึ้นมาทันที เดิมทีนางก็เป็หญิงสาวอายุ 18 เรียนหนังสือก็อยู่ในระดับปานกลาง ความพิถีพิถันในการตั้งชื่อสินค้านั้นเป็ศูนย์อยู่แล้ว คิดเพียงแค่ว่าตนเองและเด็กเสี่ยวทั้ง 12 เป็ผู้ผลิตธูปขึ้นมา ก็ตั้งชื่อสินค้าเป็เสี่ยวมู่ง่ายๆ
พอได้เห็นท่าทางที่พยายามกลั้นหัวเราะของชายหนุ่มตรงหน้า ก็อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า ยามนี้มีสองปู่หลานแซ่หลี่มาช่วยงานอีกแรง นางไม่ต้องตั้งชื่อสินค้าเป็ เสี่ยวมู่หลี่ หรือหากมีคนมาช่วยงานเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ ชื่อสินค้าของนางคงต้องยาวเป็หางว่าวแน่แล้ว หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งที่ม้าหินอย่างหมดอาลัย ยกมือขึ้นมาวางบนโต๊ะค้ำศีรษะเอาไว้ข้างหนึ่งอย่างจนใจ
“ข้าผลิตสินค้าประเภทเครื่องหอม ท่านว่าสมควรจะมีชื่ออย่างไรเล่าเ้าคะ"
เสิ่นอู๋จี้เลิกคิ้วขึ้นมาอย่างสนใจ นางเต็มใจให้เขาตั้งชื่อสินค้าให้กับนางอย่างนั้นหรือ?
“เซียงเซียนเป็อย่างไร” เสิ่นอู๋จี้กล่าวขึ้นมาเล่นๆ ชื่อหนึ่ง
“เซียงเซียนหรือ? ดีมากเลยเ้าค่ะ ขอบคุณมากคุณชาย..”
“ข้าแซ่เสิ่น เ้าเรียกคุณชายเสิ่นก็ได้”
“เช่นนั้นข้าขอใช้ชื่อนี้เลยนะเ้าคะ” มู่หรั่นชิว เขียนอักษร เซียงเซียนลงบนกระดาษใบไผ่ ยืนมองแล้วมองอีกก็ยิ่งชอบใจ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่านางหลงลืมว่ายังมีอีกคนยืนอยู่ใกล้
“คุณชายเสิ่น ท่านอายุเท่าใดหรือเ้าคะ?” มู่หรั่นชิวโพล่งถามออกมา
เสิ่นอู๋จี้ประหลาดใจไปอีกครั้งที่อยู่ดีๆ หญิงสาวก็ถามอายุเขาออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ข้าอายุ 20 ปี เ้าเล่า?”
“ข้าครบ 14 ปีวันนี้พอดีเลยเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านเถิด อายุยังน้อยอยู่เลยเหตุใดจึงเอาชีวิตที่เหลือมาทิ้งไว้ที่อารามขาวเสียแล้วเล่า?” หญิงสาวเอียงคอมองบุรุษชุดสีขาวบริสุทธิ์อย่างเสียดาย คุณชายเสิ่นผู้นี้หน้าตาก็ออกจะหล่อเหลา ความรู้ก็มี กิริยาสง่างามพูดจาก็ไพเราะ ไม่น่ามาเป็นักพรตเลย
เสิ่นอู๋จี้แหงนหน้าขึ้นหัวเราะร่าอย่างชอบอกชอบใจ พอนึกว่าตนเองบอกว่าพักอยู่ที่อารามขาว รวมทั้งเครื่องแต่งกายที่เป็สีขาวคล้ายคลึงกับนักพรตก็พอจะเข้าใจสิ่งที่มู่หรั่นชิวคิด
"อืม ข้าเลื่อมใสในตัวนักพรตเซี่ยมาก ั้แ่เล็กก็วิ่งเข้าวิ่งออกที่อารามขาวแห่งนี้มาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ติดตรงที่ข้ายังมีครอบครัว มีกิจการในสกุลที่ต้องดูแล ผู้คนที่วัดหนานผูนี่น่าสนใจไม่น้อยเลย หากเป็ไปได้ข้าก็ชักอยากจะอยู่ที่นี่ทุกวันเสียแล้วสิ
มู่หรั่นชิวคิดว่าตนเองฟุ้งซ่านเกินไปกับคำพูดกำกวมและสายตาที่ไม่แน่ชัดของบุรุษหนุ่มตรงหน้า เมื่อคิดว่าตนเองยังเป็เด็กตัวกะเปี๊ยกวัย 14 ปี ก็ตัดความคิดเพ้อเจ้อทิ้งไปเสียเอ่ยคำลากับเสิ่นอู๋จี้
“ข้าเสร็จธุระของข้าแล้ว ขอบคุณคุณชายสำหรับชื่อสินค้านะเ้าคะ ข้าต้องกลับไปที่อารามดับทุกข์แล้วล่ะ”
“กระดาษแผ่นนั้นเ้าไม่ได้ใช้แล้วกระมัง ข้าขอเก็บไว้ได้หรือไม่” เสิ่นอู๋จี้ชี้ไปที่กระดาษแผ่นแรกที่มู่หรั่นชิวเขียนอักษรเสี่ยวมู่เอาไว้ เขาอยากจะลองเขียนอักษรกลมๆ นั้นตามแบบลายพู่กันของหญิงสาว จึงคิดเก็บกระดาษเอาไปเป็ตัวอย่าง
“ได้เ้าค่ะ” มู่หรั่นชิวจัดการพับกระดาษส่งให้ชายหนุ่มเสร็จสรรพ
“ดูเหมือนเ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยนี่ว่าสินค้าของเ้าเป็สิ่งใดกันแน่” เสิ่นอู๋จี้อยากคุยกับหญิงสาวที่น่าสนใจผู้นี้อีกสักเล็กน้อย เมื่อครู่นางบอกว่าเป็สินค้าเกี่ยวกับเครื่องหอมแต่เขายังนึกไม่ออกว่านางจะขายอะไร
“ยังทำไม่เสร็จดีเ้าค่ะ ข้าจะเอาออกมาขายต้นฤดูใบไม้ผลิ ท่านรอชมเอาเองก็แล้วกันนะเ้าคะ” มู่หรั่นชิวตั้งใจจะปิดเื่ธูปเอาไว้ก่อน อีกอย่างหากต้องอธิบายคงต้องคุยกันอีกนานเป็แน่ เวลานี้เด็กๆ ก็เรียนกันเสร็จแล้วด้วย
“เช่นนั้นข้าจะรอชม เ้ากลับไปเถิด เดินดีๆ” เสิ่นอู๋จี้กล่าวคำลาอย่างจำยอม
เวลาเดียวกันเด็กๆ ที่ออกจากอารามขาวมา มองเห็นพี่สาวกำลังเดินมาทางพวกเขา ก็พากันวิ่งไปหา มู่หรั่นชิวก็กางกระดาษใบไผ่ที่เขียนอักษร เซียงเซียน ให้พวกเขาดูด้วยความตื่นเต้น เสียงหัวเราะสดใสและรอยยิ้มของทุกคนดังก้องอยู่บนกลางลานวัดอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งนักพรตหลิ่วออกมาเคาะไม้เท้ารัวๆ หลายทีลงบนพื้น กลุ่มลูกลิงทั้งฝูงจึงได้พากันวิ่งหนีลงบันไดกันไปอย่างสนุกสนาน
หลังจากที่เสิ่นอู๋จี้กลับเข้าไปในเมืองจี๋เสียงแล้ว เขาก็สั่งบ่าวในจวนให้ส่งข้าวสารอาหารแห้งไปที่วัด แทนคำขอโทษและขอบคุณที่ต้องนำคนมาฝากเอาไว้ พอนึกถึงใบหน้างามของหญิงสาวตัวน้อย นางมีดวงตากลมโตสดใส แก้มข้างซ้ายมีรอยบุ๋มเวลาแย้มยิ้มยิ่งทำให้ใบหน้างามยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู ผิวพรรณก็ขาวสะอาดนวลเนียน ยิ่งนึกก็ยิ่งยิ้มจนต้องลอบตำหนิตัวเองที่ทำตัวเหลวไหลไปนิยมชมชอบเด็กน้อยที่อายุยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ทั้งที่ตนเองแก่กว่านางถึง 6 ปี
เสิ่นอู๋จี้ถอนหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง พร้อมกับสะบัดหัวไล่ความคิดที่วนเวียนอยู่ให้ออกไป
“จริงสินางบอกว่าเป็วันเกิดครบ 14 ปีของนางนี่นา” ไม่ทันไรเสิ่นอู๋จี้ก็วนเวียนกลับมาที่เื่ของมู่หรั่นชิวอีกแล้ว
เขาคิดแล้วคิดอีก คิดซ้ำวนเวียนไปมาอยู่หลายรอบ ว่าจะส่งสิ่งใดเป็ของขวัญให้กับหญิงสาว แต่เมื่อพิจารณาจนถี่ถ้วนดี อย่างไรตนก็เป็บุรุษ ซ้ำยังเป็บุรุษที่อายุไม่น้อยแล้วด้วย จะส่งอะไรไปให้เด็กสาวก็ไม่ใช่หญิงสาวก็ไม่เชิงน่าจะเป็เื่ไม่เหมาะสม จึงได้แต่ข่มใจตัดความคิดทั้งหมดออกไปเสีย
“ส่งผ้าไปที่อารามดับทุกข์ให้มากเป็พิเศษหน่อย ข้า้าให้พวกเขามีเสื้อผ้าเพียงพอสำหรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง” เสิ่นอู๋จี้สั่งคำสั่งสุดท้ายกับบ่าวของตน นั่นเป็สิ่งที่เขาจะทำเพื่อเด็กๆ ทุกคนได้