ตอนที่ 5 ซื่อจื่อ (1)
เมื่อได้เห็นเด็กทารกที่อายุยังไม่ครบเดือนคนนั้นในผ้าอ้อม อันที่จริงภายในใจของซ่งจื่อเฉินค่อนข้างสับสน เกิดในครอบครัวเชื้อพระวงศ์ เขาไม่เคยมีโอกาสได้ัักับความใกล้ชิดของพ่อลูก และก็ไม่รู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับเด็กที่มาในเวลาไม่เหมาะสมคนนี้อย่างไร หลังจากนั้นเขายังอภิเษกพระชายาองค์ใหม่เพื่อช่วยซ่งจื่อเซวียนผูกสัมพันธ์กับกองทัพแต่ละฝ่ายและบรรดาขุนนางในราชสำนัก จึงยิ่งไม่มีเวลามาสนใจโอรสสายตรงที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจคนนี้
อาจเป็เพราะด้วยนิสัยที่เคยชินกับการเป็ห่วงดูแลผู้อื่น ใน่เวลาไม่กี่ปีนั้นที่เขาไม่ไยดีเด็กคนนี้ ก็เป็มู่ชิวที่คอยดูแลเสมอมา เด็กจึงใกล้ชิดสนิทสนมกับมู่ชิวมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ติดอยู่ตรงที่เมืุ่์มีความเคลือบแคลงใจ มองอะไรก็ผิดไปเสียหมด ยามตัวเขาในชาติก่อนมองเห็นภาพเหล่านี้เลยรู้สึกขัดหูขัดตา จึงปฏิบัติต่อคนผู้นี้อย่างไม่ไว้หน้าทั้งทางตรงและทางอ้อมเพียงเพราะเื่นี้อยู่บ่อยครั้ง
“ยังไม่ได้ตั้งพระนามให้ซื่อจื่อเลยพ่ะย่ะค่ะ หากท่านอ๋องมีพระประสงค์ มิสู้ตั้งพระนามแรกเกิดให้ซื่อจื่อ ทุกคนในจวนจะได้เรียกสะดวกพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวแนะนำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่ด้านข้าง อุ้มเด็กทารกจากแม่นมมาให้ซ่งจื่อเฉินดู ่เวลาไม่กี่วันมานี้เด็กเริ่มโตขึ้นบ้างแล้ว ผิวขาวผ่องนวลเนียนชวนให้รู้สึกเอ็นดู ความใจอ่อนแผ่ซ่านภายในหัวใจของซ่งจื่อเฉิน เขายกมือรับเด็กคนนั้นมา แต่กลับไม่รู้ว่าอุ้มตรงไหนผิดไป เด็กทารกในอ้อมอกถึงได้บิดตัวเบะปากคล้ายจะร้องไห้ ทำให้เขาเริ่มลนลาน
“ท่านอ๋อง กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวรับเด็กมากล่อมอย่างคล่องแคล่ว ตบตัวเบาๆ ไม่กี่ทีสีหน้าของเด็กในอ้อมกอดก็ผ่อนคลาย ยิ้มพลางยกมือจะจับปอยผมของเขาที่ห้อยลงมาประบ่า ซ่งจื่อเฉินอดตะลึงไม่ได้ กระเถิบเข้าไปหามู่ชิวด้วยความอยากรู้ “เหตุใดเ้าจึงทำเป็ไปเสียหมดทุกอย่าง...ข้าไม่รู้เลยว่าเ้ากล่อมเด็กเป็ด้วย”
“ตอนเด็กๆ กระหม่อมตามบิดาไปอยู่ที่กรมทหารองครักษ์ กระหม่อมเป็คนเลี้ยงดูน้องๆ ลูกของพวกลุงๆ อาๆ ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวฉีกยิ้มขานรับ พอเห็นดวงตาของคนข้างกายอ่อนโยนมีความสุข เขาก็แอบรู้สึกโล่งอกอยู่ในใจ ่หลายวันมานี้ซ่งจื่อเฉินไม่ยอมมาดูลูก จึงอดเป็ห่วงไม่ได้ว่าหากซื่อจื่อไม่ได้รับความรักความเอ็นดูก็จะอยู่ในจวนลำบาก บัดนี้ดูท่าเป็เพียงเพราะยังไม่ได้เจอกัน สายใยของพ่อลูก เมื่อได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว มีหรือที่จะไม่เก็บเอาไปใส่ใจ “พระนามแรกเกิดของซื่อจื่อ ท่านอ๋องคิดแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ”
“ชื่ออี้เอ๋อร์แล้วกัน ไม่หวังให้เขามีอนาคตที่ก้าวหน้าอะไร ขอแค่มีชีวิตที่สงบสุขไปตลอดก็พอแล้ว”
ซ่งจื่อเฉินไม่ได้คิดอะไรมากนัก พูดชื่อที่อยู่ในความทรงจำออกมา มู่ชิวได้ฟังก็ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วพยักหน้า ยิ้มตอบ “พระนามนี้ดี อักษรอี้ก็มีความหมายว่ายอดเยี่ยม ล้ำเลิศเหนือบุคคลเช่นกัน โอรสของท่านอ๋อง อนาคตไม่มีทางแย่อย่างแน่นอน”
“ก็มีแค่เ้าที่เชื่อในตัวข้าอยู่เสมอ”
ซ่งจื่อเฉินใจสั่นเล็กน้อย มองใบหน้าอมยิ้มของคนตรงหน้า อดแอบถอนหายใจไม่ได้ สมัยเด็กก็เป็เช่นนี้ เขาเริ่มเรียนหนังสือค่อนข้างช้า อ่านตำราเรียนรู้อักษรก็ทำได้ธรรมดา มักถูกท่านอาจารย์หรือเสด็จพ่อตำหนิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็มักจะถูกบรรดาพี่น้องหัวเราะเยาะ มีเพียงมู่ชิวที่เชื่อมั่นว่าเขาจะต้องมีอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน ทุกครั้งจะช่วยเขาทบทวนบทเรียนที่ท่านอาจารย์สั่งสอนให้หลายครั้งอย่างอดทน ต่อมายังสอนเขาล่วงหน้าก่อนหนึ่งรอบ คนในวังหลวงต่างพูดกันว่าแม้องค์ชายเจ็ดจะช้ากว่าคนอื่นแต่ก็ประสบความสำเร็จ แต่กลับหารู้ไม่ว่าเป็เพราะได้รับการช่วยเหลืออย่างไม่ทอดทิ้งจากคนผู้นี้ตั้งเท่าไร
“เดิมทีท่านอ๋องก็ควรค่าให้พึ่งพาอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” มู่ชิวยิ้มพลางตอบอย่างนุ่มนวล ขณะที่กำลังอยากพูดอะไรต่อกลับเห็นบ่าวรับใช้เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน คุกเข่าลงที่ด้านนอกประตู “ท่านอ๋อง ทางวังหลวงส่งข่าวมาว่าฝ่าาเรียกเข้าเฝ้าเร่งด่วน ให้ท่านอ๋องรีบเข้าวังพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
ซ่งจื่อเฉินขานรับ เขารู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ซยงหนูยกทัพมารุกรานชายแดน เขาได้รับคำสั่งให้ออกศึกปราบศัตรู ล้มลุกคลุกคลานหนีรอดจากความตายกลับมาพร้อมชัยชนะและาแเต็มตัว เสด็จพ่อพอพระทัยเป็อย่างมาก เลื่อนขั้นเขาเป็ชินอ๋อง ตั้งพระนามเป็เฉิงอ๋อง จากนั้นก็อภิเษกชายาเอกคนใหม่ให้เขาอย่างสมเกียรติ
่เวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกราชสำนักนั้น บางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีมันอาจเริ่มขึ้นั้แ่ตอนนี้ ในที่สุดพี่ใหญ่ก็มองเขาเป็หนามยอกอกอย่างแท้จริง ต้องกำจัดเขาให้พ้นหน้าถึงจะสบายใจ
“ท่านอ๋อง...”
มู่ชิวส่งเด็กที่อุ้มอยู่คืนแม่นม ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองซ่งจื่อเฉินเหมือนอยากพูดอะไร ซ่งจื่อเฉินพยักหน้าให้เขาก่อนเดินออกไปทางห้องนอนพร้อมกัน “ไม่ต้องเป็ห่วง น่าจะเป็เื่ทางเหนือ คงกำหนดไว้แล้วว่าให้ข้าเป็ผู้นำทัพออกไป”
เดิมทีซ่งจื่อเฉินเป็องค์ชายที่ชอบไปขลุกตัวฝึกฝนอยู่ในค่ายทหาร กระทั่งตำแหน่งจวิ้นอ๋องนี้ก็ฝ่าฟันได้มาจากที่แห่งนั้น ออกไปทำศึกก็ไม่ถือว่าเป็เื่ใหญ่อันใด ก็แค่ครั้งนี้สายตาของมู่ชิวกลับไม่ดูใจเย็นเหมือนเมื่อก่อน มองด้วยสายตาหนักใจเป็กังวลเสียด้วยซ้ำ “หากเป็เช่นนี้ ท่านอ๋องพากระหม่อมไปด้วยได้หรือไม่”
ทันใดนั้นซ่งจื่อเฉินก็หยุดฝีเท้า มองคนตรงหน้าที่ใบหน้าเป็กังวลอย่างจริงจัง ผ่านไปสักพักถึงเอ่ยขึ้น “เหตุใด ไม่วางใจหรือ”