บทที่ 52: MSV
“ยูริ!!!”
ลัคนา อรุโณทัย ฮิบิคิ และอริสอุทานพร้อมกัน
“คิดบ้าอะไรถึงได้เอาตัวเข้าแลกอย่างนั้น?! วาซิลิซ่าจะดีใจเหรอ?!” อรุโณทัยได้ทีก็ใส่ยูริถอนหายใจ
“ขอโทษ ฉันโดนอุลริกสวดยกใหญ่เหมือนกัน แต่ตอนนั้นไม่มีทางเลือก ฉันว่าลัคนาเองถ้าอยู่ในสถานการณ์นั้นก็คงทำแบบเดียวกัน”
“ยูริ...” ลัคนาพูดไม่ออก เธอมีอะไรจะบอกเขาหลายอย่าง แต่พอได้โอกาสกลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหนบรรยากาศซึ้งๆ หายวับเมื่อหนุ่มลูกครึ่งพูดขึ้น
“คนครบแล้ว! ทุกคนเชิญนั่ง!” นาธานทำตัวเหมือนเจ้าบ้านเชื้อเชิญให้ทุกคนหาที่นั่ง
ยูริมาคนเดียว คาดว่าคนที่ช่วยเขาแหกคุกออกมาจะปล่อยเขาให้เดินมาที่นี่ด้วยตัวเองแล้วขับไปทางอื่นเพื่อหลอกล่อคนขององค์กรที่อาจตามมาเพราะหนุ่มชาวรัสเซียอยู่ในสภาพเหงื่อโชกจนต้องดื่มน้ำพัดวีเป็นการใหญ่ ตามตัวเขามีแผลเหมือนโดนซ้อมมา แต่สีหน้าและดวงตาสดใส ชวนให้นึกถึงยูริตอนอยู่หน่วยลาดตระเวน
“ไม่ได้เจอกันนานครับ” วศินทัก
“อืม ยินดีด้วยที่รอดมาแบบครบสามสิบสอง” ยูริดึงปกเสื้อระบายความร้อน “ขยะเอ๊ยเมืองไทยนี่ร้อนไม่เปลี่ยนจริงๆ”
ตอนนั้นยูริก็สบตาหมอคริส หมอหนุ่มชาวแคนาดาเป็นฝ่ายพูดก่อน
“ผมขอโทษด้วยที่ตอนนั้นหันปืนใส่คุณ... ยูริ อิลิช”
หนุ่มแดนม่านเหล็กถอนหายใจสั้นและส่ายหน้า
“ดีเสียอีกที่นายได้เป็นหนอนบ่อนไส้ให้เคท” จบประโยคเขายิ้มมุมปาก ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็น แต่คริสที่ตั้งใจมองหน้าเขาอยู่แล้วก็เห็นเข้าและยิ้มด้วย
“ไม่รู้จะเริ่มถามจากตรงไหนเลยแฮะ” อรุโณทัยกุมขมับ “เดี๋ยวสิ ถ้าเรามาอยู่ที่นี่ด้วยกันหมดไม่ใช่ว่าจะติดไวรัสกันเหรอ? พวกแก๊งนักวิจัยยังพอว่าแต่น้องๆ กับคุณลุงคุณป้าล่ะ?”
“ฮาราโช เริ่มจากตรงนี้เลยแล้วกัน” ยูริพูด “ทุกคนรู้แล้วใช่ไหมว่าบางคนที่อยู่ในห้องนี้ยืนยันว่ามีภูมิ? นาธาน ซาโตรุ เคท ไคล์ ฉัน...”
“ฉันด้วย” นารีแทรกหลังสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอถกสายสิญจน์ขึ้นจนเห็นรอยกรีดที่ข้อมือ“ถึงไม่ได้ยืนยัน แต่เล่นโดนคนป่วยกรีดแถมน้ำลายหยดใส่อย่างนี้แล้วรอดมาได้คงมีภูมิแหละ”
“นารี...”
“เอาน่า ฉันทำตัวไร้สาระจนทำร้ายไอชา ไม่ได้ช่วยอะไรตอนสงครามเวิลด์บอส...อย่างน้อยเรื่องแค่นี้ก็ต้องบอก”
ยูริเลิกคิ้วมองเด็กสาว “...น่าจับส่งตรวจชะมัดว่ามีภูมิจริงรึเปล่า”
ได้ยินอย่างนั้น ทั้งนารีทั้งฝันก็กอดกันด้วยความสยอง หนุ่มรัสเซียยักไหล่แล้วดึงปลอกแว่นจากกระเป๋ากางเกงหยิบแว่นสายตาแบบสำเร็จรูปขึ้นมาใส่ทั้งที่ก็ไม่ได้กำลังอ่านอะไรอยู่ พอเขาใส่แว่นแล้วดูแปลกตาสมเป็นนักเรียนแพทย์ขึ้นมาทันที
“ไวรัส... ขอเรียกมันว่าไวรัสไปก่อนเพื่อให้เข้าใจง่ายแล้วกัน มันอยู่ในร่างคนโดยไม่แสดงอาการได้ทั้งชีวิตทุกคนรู้ใช่ไหมว่าไวรัสคืออะไร?”
มีคนส่ายหน้าบ้าง พยักหน้าบ้าง ยูริหันไปสบตาหมอคริส คุณหมอก็ผายมือให้เขาเชิญอธิบายต่อยูริพึมพำว่าตัวเองเรียนแพทย์ได้สามปี ทำไมต้องมาอธิบายอะไรแบบนี้แทนคนที่เป็นหมอเต็มตัว
“ไวรัสเป็นปรสิตประเภทหนึ่ง อธิบายง่ายสุดเลยคือ มันเป็นยีนที่เข้ามาในตัวเราทำให้เซลล์ของเราผิดปกติและบังคับให้ผลิตไวรัสเพิ่ม ซึ่งจีโนม... หมายถึงยีนทั้งหมดที่ไวรัสมี...ก็ไม่ได้ใหญ่มากเพราะไวรัสมันเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับเซลล์ เวลามันจะมาติดเรา มันพกมาแค่จีโนมซึ่งมียีนบอกวิธีสร้างไวรัสกับโปรตีนไม่กี่ตัวเอาไว้ช่วยมันให้เข้ามาเพิ่มตัวเองในเซลล์”
“แล้ว...มันเกี่ยวกับพลาโมเดียอะไรนั่นยังไง?” อรุโณทัยขมวดคิ้ว
“ในระบบประสาทส่วนกลางและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เราพบสารเคมีที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อนและเซลล์เกลียที่มีการทำงานผิดปกติ”
“เซลล์...เกลีย?” หลายคนย่นหน้า
“เส้นประสาทของพวกเราไม่ได้มีแต่เซลล์ประสาทเพียวๆ แต่มีเซลล์ที่ช่วยบำรุงรักษาเซลล์ประสาทด้วยพวกเราเรียกหน่วยบำรุงรักษาพวกนั้นว่าเซลล์เกลีย แต่ขอกลับไปเรื่องสารเคมีก่อน
“สารเคมีที่พบมีไว้สั่งร่างกายให้ทำบางสิ่งบางอย่าง... แน่นอนว่าอะไรแบบนี้ยังไม่เคยพบในปรสิตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมาก่อนเราพบว่ามีสารเคมีสองประเภท ประเภทแรกควบคุมพฤติกรรม อีกประเภทเปลี่ยนร่างกายให้เป็นก้อนเนื้อ”ยูริทิ้งช่วงให้ทุกคนย่อยข้อมูล “ส่วนเซลล์เกลียที่ผิดปกติ แทนที่จะช่วยบำรุงเซลล์ประสาทกลับกลายเป็นศูนย์ประสานงานให้เส้นประสาททั้งร่างขยับโดยเจตจำนงเดียวกันซึ่งก็คือการไปรวมตัวกันเป็นก้อนเนื้อ...เรียกแบบดูฉลาดหน่อยก็ซินไซเตียล บอดี้ เป็นที่มาของชื่อทางการของไวรัสตัวนี้ ซึ่งก็คือเมเจอร์ ซินไซเตียล ไวรัส หรือ MSV”
“ระบบประสาทของคนที่ออกอาการของไวรัสโดนโจมตีสองด้าน...?” เคทขมวดคิ้วเป็นปม “คือโดนสารเคมีเข้าไปด้วย และโดนพวกหน่วยบำรุงหักหลังด้วย?”
“พูดอย่างนั้นก็ได้ ถ้าจะให้เห็นภาพหน่อยก็เหมือนเห็ดปรสิตหรือที่เรียกกันเล่นๆว่าเห็ดซอมบี้ มันจะแทรกตัวเข้าไปในกล้ามเนื้อของมดและทำหน้าที่แทนระบบประสาท บังคับให้มดปีนขึ้นไปเกาะยอดไม้”
“ขอโทษ แต่ฉันงง” อรุโณทัยเกาหัว “สรุปแล้วข้อยเป็นโรคอะไรฟะ...”
“งงก็ไม่แปลก อย่างที่พูดไป ไวรัสพกยีนมาไม่กี่ตัวแถมยังต้องยืมมือเซลล์ในร่างกายเราผลิตชิ้นส่วนและสารทุกอย่างที่มันต้องใช้” ยูริพูดต่อ
“แล้ว...?” นารียังตามไม่ทันวศินเลยพูดขึ้น
“ไวรัสสามารถใช้ระบบที่เซลล์มีอยู่แล้วสร้างสารเคมีซึ่งเซลล์ไม่รู้จักแถมยังทำให้พฤติกรรมของเซลล์ในร่างกายเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” เขากัดริมฝีปากล่างและดันแว่น“หมายความว่าจีโนมของซินไซเตียลไวรัสจะต้องใหญ่พอใส่วิธีทำสารเคมีเหล่านี้ให้เซลล์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ดีไม่ดีอาจต้องพกเครื่องมือหรือโปรตีนมาเป็นโขยงเพื่อช่วงสร้างสารเคมีคุมพฤติกรรม...”
“ใช่ เป็นไปได้ยากที่ไวรัสจะพกสัมภาระมากมายขนาดนั้น ถ้าไวรัสมันใหญ่อุ้ยอ้ายอย่างที่คิดกันถึงระบบคัดกรองห่วยบรมแค่ไหนก็เป็นไปไม่ได้ที่จะตรวจไม่เจอ” ยูริต่อ “เพราะฉะนั้นหลังวิเคราะห์มานานหลายปีเราจึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง... มันอาจจะไม่ใช่ปรสิต มันอาจไม่ใช่ไวรัสเสียทีเดียว”
“หา...? ถ้าอย่างนั้นฉันกับลัคนาเป็นโรคอะไร...?” อรุโณทัยขมวดคิ้วเป็นโบ
“แล้วเป็นอะไรได้อีกล่ะ?” ฮิบิคิถามบ้างหลังเงียบมานานอริสกับลัคนานั่งจับมือกันอยู่ข้างเขา ทั้งคู่ดูกลัว...
“ฉันจะอธิบายช้าๆ ตั้งแต่ต้น” ยูริดื่มน้ำอึกหนึ่ง “ทุกคนรู้สินะว่าร่างกายเราประกอบด้วยเซลล์? แต่ละเซลล์ก็มี DNA ที่เป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตมีวิธีสร้างโปรตีนกับอะไรต่างๆ นานา
“DNA นั้นยาวมาก ยาวขนาดว่าในเซลล์ที่จิ๋วจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามีDNA ยาวเกือบสองเมตรขดอยู่ ถามว่ามันจะยาวอะไรหนักหนา? เรื่องของเรื่องคือ...ไม่มีใครรู้”
“หา?!” หลายคนอุทาน ยูริส่งไม้ต่อให้คริส
“ครับ ถึงมันจะยาวมาก แต่ 99% ไม่ได้โค้ดวิธีสร้างโปรตีนหรืออะไรเลย นึกภาพว่าDNA เป็นหนังสือคู่มือเล่มหนึ่งอย่างที่ยูริ อิลิชบอก หนังสือเล่มนี้มี100 หน้า แต่หน้าที่เป็นเนื้อหามีแค่หน้าเดียว ที่เหลือเป็นหน้าปก สารบัญ ฟุตโน้ต หรือไม่ก็ภาษาต่างดาวที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”คริสพูดช้าๆ “ทำไมมันถึงยาวอย่างนี้? พวกเราคิดว่ามันเป็นกลไกป้องกันการกลายพันธุ์บ้างล่ะเป็นผลพวงจากวิวัฒนาการหลายล้านปีกว่าเราจะมาเป็นมนุษย์บ้างล่ะ ยีนบางตัวที่ตอนแรกอ่านรู้เรื่องเลยกลายเป็นอ่านไม่รู้เรื่องแถมบางทีพวกไวรัสดันมาขีดเขียนเล่นๆ ในหนังสือคู่มือของเรา ไปๆ มาๆ DNA ของเราเลยมีแต่ส่วนที่ไม่ได้ใช้ทำอะไรเป็นพิเศษ”
“อืม แต่พวกเราแน่ใจได้แค่ไหนว่า...ส่วนที่ไม่ได้ทำอะไรมันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ...?” ยูริถามแบบไม่หวังให้ใครตอบ “ถ้าหากส่วนที่เป็นภาษาต่างดาว ที่จริงสามารถถอดรหัสออกมาเป็นเนื้อหาได้หากมีการเพิ่มหรือสลับตัวอักษรอย่างถูกต้องล่ะ?”
“พวกคุณกำลังบอกว่า...ที่จริงยีนของไวรัสที่เรียกว่าพลาสโมเดีย เพลกหรือเมเจอร์ซินไซเตียล ไวรัสอยู่ใน DNA ของมนุษย์อยู่แล้วเพียงแต่ไม่มีอะไรไปกระตุ้นให้มันทำงาน?” วศินตาโตจนแทบถลน“หมายความว่ามันไม่ใช่ไวรัส เป็นอะไรที่มีอยู่ในตัวเราอยู่แล้วเพียงแต่เราไม่รู้?”
“เอาเข้าจริงคือ ไม่มีใครรู้แน่ว่าสิ่งที่กระตุ้นอาการรวมร่างเป็นไวรัสที่เข้าไปเกาะDNA ถูกจุดเป๊ะจนไอ้ยีนขยะนี่ทำงาน หรือว่าอยู่ดีๆมันนึกอยากจะทำงานก็ทำงานกันแน่” ยูริยักไหล่
“ครับ แต่หมายความว่ามนุษย์เกือบทุกคนบนโลกมีสิทธิ์จะออกอาการของเมเจอร์ซินไซเตียล ไวรัสและกลายเป็นไบโอคอมพิวเตอร์” หมอคริสกล่าว “ซึ่งมันก็ชวนคิดว่า...เป็นพระเจ้าหรือเปล่าที่ใส่ยีนล่องหนนี้เข้ามาในร่างมนุษย์หรือเป็นเจตจำนงของโลกกันแน่ ซึ่งเป้าหมายนั้นพวกเราในฐานะมนุษย์เดินดินธรรมดาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลย”
“Anima mundi…? เล่นใหญ่เลย...” ไคล์กลืนน้ำลายอึก
“สรุปคือ พวกเรามียีนที่จะทำให้กลายเป็นก้อนเนื้อยักษ์อยู่ในร่างอยู่แล้วแต่เป็นไวรัสหรืออะไรสักอย่างที่ไปเปิดการทำงานของมันเลยทำให้เกิดการระบาด?” นาธานสรุป “บ้าเช็ด”
“แสดงว่าฉันไม่มีไอ้ยีนนี้เหรอ ถึงได้ไม่ออกอาการ?” นารีหัวหมุน
“เป็นไปได้” ยูริตอบ “ยีนของเธออาจจะกลายพันธุ์เลยมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติฉันเคยเจองานวิจัยที่เปรียบเทียบ DNA ของคนมีภูมิ คนติดเชื้อ กับคนไม่มีภูมิ ถึงจะเปรียบเทียบโปรตีนโปรไฟล์จนรู้ว่าเซลล์กลายพันธุ์กับเซลล์ปกติต่างกันยังไงแต่พวกเขาเจาะจงไม่สำเร็จว่าส่วนไหนของ DNA ที่ทำให้เกิดอาการ หรือส่วนไหนของ DNA เป็นตัวกระตุ้นให้แสดงอาการ”
“เพราะอย่างนี้ถึงไม่มีวัคซีน ยาที่ให้ทุกคนเป็นตัวจับสารเคมีที่มีไว้เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นก้อนเนื้อทำให้ร่างกายไม่เกิดอาการเปลี่ยนแปลง” หมอคริสต่อ
“ใครๆ ก็สามารถแสดงอาการของไวรัส แค่มีตัวกระตุ้นอะไรบางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร...”เคทลูบแขน “เพราะอย่างนี้ถึงไม่มีใครใส่หน้ากากหรือชุดกันเชื้อ เพราะใส่ไปก็ไม่มีประโยชน์สินะ”
“แย่กว่านั้น... นี่หมายความว่าพวกเรารักษาให้หายขาดไม่ได้ และที่ผ่านมาทุกคนที่แสดงอาการ ถ้าไม่รวมร่างกลายเป็นไบโอคอมพิวเตอร์หรือตัวแตกตายในโรงพยาบาลก็จะอายุสั้น ต้องกินหรือฉีดยาระงับอาการไปชั่วชีวิต”
คำพูดของยูริเหมือนฟ้าผ่ากลางร่างลัคนากับอรุโณทัย
“พวกเจ้าไม่เคยมีสี่ขา เกิดมามีสองขาและจะไม่มีวันมีสามขา”
ความทรงจำนั้นลอยมา ตอนที่เธอ นิชพร ลอร์น่า และฮิบิคิตามหามินิบอสเสือสนธยาเมื่อนิชพรตอบคำถามของมันสำเร็จ มันพูดไว้อย่างนั้น
พวกเขาจะไม่มีสามขาเพราะไม่อยู่ยันแก่...
“ทำไมเรามีไอ้ยีนงี่เง่านี่อยู่ในตัวแต่แรก...? แต่ถึงถามไปก็ไม่มีใครรู้อยู่ดีสินะ” ฮิบิคิถอนหายใจยาว
“อะไรกัน..ใครก็ป่วยได้...” ฝันจับมือนารีแน่น ขอบตาเริ่มแดง
“มนุษย์ทุกคนมียีนที่ทำให้กลายเป็นไบโอคอมพิวเตอร์อยู่ในร่างแต่แรกแล้วนี่อย่างกับว่า...” เคทกลืนน้ำลายอึก “ขอโทษด้วยที่พูดอะไรอย่างนี้ แต่ เหมือนกับว่าการแปรสภาพเป็นไบโอคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์คือชะตากรรมของมนุษยชาติ...ที่ถูกกำหนดมาแต่แรกในยีนของเรา...อย่างไรอย่างนั้น”
“อย่ามาล้อเล่นนะ!” นารีตะโกนขึ้นจนฝันต้องดึงตัวเธอไว้ “บอกว่าจุดจบสุดท้ายของมนุษยชาติคือการกลายเป็นก้อนเนื้อซอมบี้เหรอ?! เป็นไปไม่ได้! ใครกำหนดเรื่องแบบนั้น? ไหนบอกวิวัฒนาการเป็นเรื่องของความน่าจะเป็นไง? ไม่มีใครมานั่งกำหนดสักหน่อยว่ามนุษย์ต้องมียีนนี้ๆ... ไม่มีทาง...”
“มาถึงจุดนี้ฉันไม่แปลกใจกับอะไรแล้วล่ะ” อรุโณทัยยักไหล่ “แล้วนายไปรู้เรื่องทั้งหมดนี่จากไหน?”
“ผมอยากรู้ด้วยว่ามันเป็นไปได้แค่ไหนว่าไวรัสจะเป็นตัวกระตุ้นให้ยีนทำงาน”วศินถือโอกาสถาม
“ตอบหัวหน้าก่อน ฉันโดนขังเดี่ยวในสำนักงานใหญ่ของพวกนั้น แต่พอดีผู้คุมเป็นพวกขี้โอ่แถมอยู่คนเดียวมานานเลยเหงาแบไต๋เรื่องงานวิจัยล่าสุดจากสาขาอื่นหมด ฉันอ่านกับฟังจากหมอนั่นมาอีกทอด” ยูริพูด“แว่นนี่หมอนั่นก็ให้มา”
“ส่วนคำถามของคุณวศิน” หมอคริสรับช่วงต่อ “ผมถามก่อนว่าทุกคนรู้จัก HPV ไหมครับ? หรือไม่อย่างนั้นสาวน้อยสามคนที่ยืนกับนั่งทางด้านโน้น ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกกันหรือยัง?”
“เอ่อ...จะรู้ไหมเนี่ย?” นารีเกาหัวแกรกๆงงว่าจากไวรัสสมองอยู่ดีๆ ไปเรื่องมะเร็งปากมดลูกได้ยังไง
“...ฉีดแล้ว” ไอชาตอบเต็มเสียงอยู่คนเดียว
“HPV เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกครับถ้าติด มันจะไปทำให้เซลล์ของเราแยกร่างไม่หยุดจนกลายเป็นเนื้อร้ายไปในที่สุด กลไกอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวแต่พอเห็นภาพไหมครับว่าไวรัสทำอะไรได้บ้างนอกจากทำให้เราเป็นหวัด?”
“ครับ ขอบคุณ...” วศินตอบรับเสียงเบา
“มาถึงตอนนี้ ถึงโลกจะต้องการให้มนุษยชาติหายไปจริงๆ ฉันก็ไม่แปลกใจ” ฮิบิคิบิดขี้เกียจ ทุกคน แม้แต่นาธานที่คอยแปลอังกฤษเป็นไทยไม่ขาดปากยังพูดไม่ออก
“อา ไม่ไหวแล้ว ขอพักสมองแป๊บนะครับ” ไคล์คว้าขนมเข้าปาก พยายามเพิ่มน้ำตาลไปเลี้ยงสมองที่เริ่มทำงานเกินพิกัด
“นั่นสินะ มีอะไรก็ไปถามหมอคริสนอกรอบแล้วกัน” ยูริบุ้ยภาระให้คนอาวุโสกว่าทันใด
ทุกคนถือโอกาสนั้นพักสมองลุกขึ้นเดินไปมา มีเพียงคุณลุงเจ้าของบ้าน ลัคนาอริส และฮิบิคิที่ยังนั่งอยู่กับที่
“เกิดอะไรขึ้นเหรออริส? ทำไมตัวผอมอย่างนี้?”
“ก็ นิดหน่อยนะ ไม่ต้องใส่ใจหรอก” อีกฝ่ายตอบปัด ลัคนาคิดจะถามเรื่องของรินคำกับทุกคนที่นั่งอยู่แต่เธอกลับพูดไม่ออก อริสจึงเป็นฝ่ายเล่าขึ้นมาเองราวอ่านใจเธอออก
“ฉันได้ความทรงจำคืนมาแล้วล่ะ อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง...” สาวผิวเผือกยิ้มแห้ง“คือ...ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันนะ... แต่คุณรินคำที่ฉันเจอกับรินคำน่ะ ไม่ใช่คนเดียวกัน”
“...แปลว่า...?”
อริสหยิบขนมมากินไม่พูดจา
ด้านหลัง วศินกับไอชาที่ยืนฟังยูริกับหมอคริสอธิบายมาตลอดต่างก็ได้รับแจกกล้วยฉาบจากคุณป้าทั้งสองพูดขอบคุณเบาๆ
“โอเคใช่ไหม...?” วศินเห็นไอชาเงียบกว่าปกติก็อดถามไม่ได้
“แม่...” ไอชากลืนกล้วยฉาบลงคอ “ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
“ไหนดอกเตอร์นั่นบอกว่าจะดูแลต่อถึงจะหยุดจ้างเธอแล้ว...?”
ไอชายื่นมือมาเกี่ยวนิ้วก้อยวศิน เธอยึดนิ้วเดียวของเขาไว้ หนุ่มแว่นหน้าแดงซ่านแต่ก็ดึงมือเธอมากุมยูริที่นั่งอยู่อีกด้านไม่ทันเห็นวศินจับมือไอชาเพราะสองคนนั้นยืนอยู่หลังโซฟา เลยพูดขัดบรรยากาศแบบไม่รู้ตัว
“ถ้าเรื่องที่มีคนรู้จักหรือคนที่รักกำลังรักษาตัวอยู่...ฉันเองก็เหมือนกัน”หนุ่มแดนม่านเหล็กกล่าว “ชีวิตเพื่อนฉันอยู่ในกำมือพวกนั้น อีกทั้งพวกเขายังรู้จักทุกคนในครอบครัวฉันที่รัสเซียกับอังกฤษ...”
ไอชาเม้มปากเป็นเส้นตรง
“แล้วทำไม...ถึงกล้า...ทำอะไรอย่างนี้ล่ะ?”
“เพราะต้องทำ” ยูริพูดเสียงเรียบ “ฉันคิดไปว่า ถ้ารายงานว่าดอกเตอร์เอาเงินทุนมาทำเกมขยะแทนที่จะวิจัยหายารักษายังไงโปรเจกต์สตาร์ดัสต์ เรล์มก็ต้องถูกยุบ เงินทุนก็จะถูกเอาไปทำการค้นคว้าเพื่อรักษาคนจริงๆนึกไม่ถึง... พวกนั้นเอางานวิจัยไปต่อยอดเป็นการโอนถ่ายวิญญาณสู่โลกไซเบอร์ ฉันเลยลงเอยสภาพแบบนี้”
ชายหนุ่มถกเสื้อขึ้นเล็กน้อยให้เห็นเอว ผิวขาวมีรอยฟกช้ำดำเขียว เห็นแล้วเจ็บแทน
“แต่ฉันไม่เสียใจหรอก การเปิดโปงดอกเตอร์เท่ากับช่วยเพื่อนฉัน มันเป็นความเสี่ยงที่พร้อมจะรับฉันไม่คิดว่าเขาจะทำอะไรแม่เธอหรอก เพราะดอกเตอร์นั่น... ถึงจะไม่มีจรรยาบรรณแค่ไหนอย่างหนึ่งที่เขาไม่ทำคือฆ่าคนไข้ ก็จะเว้นเสียแต่...”
“เดี๋ยวนะครับ นี่คุณ...ยูริเข้าใจภาษาไทยด้วยเหรอ?”
“หือ? เปล่า แต่รู้ไม่กี่คำก็เดาได้ว่าพวกนายคุยอะไรกัน”
วศินแอบคิดในใจว่าชายหนุ่มคนนี้สุดยอดในหลายๆ ความหมาย
“พอมาลองคิดดู...ถ้ามนุษย์ถูกยีนกำหนดให้เป็นไบโอคอมพิวเตอร์แต่แรก...มันจะมีไว้คำนวณอะไร?” เคทที่เพิ่งเดินกลับมานั่งพูดเสียงแผ่ว
“อาจจะไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้มั้ง” ไคล์ที่เดินตามมากล่าว “หรือไม่อาจจะหาความหมายของการมีตัวตนอยู่ของพวกเรากับจักรวาลก็ได้ใครจะรู้”
“คำนวณแล้วได้อะไรขึ้นมา...?” ฮิบิคิขมวดคิ้ว“สุดท้ายก็ตาย”
“พวกเขาอาจจะฝันอยู่ก็ได้นะ...” ลัคนาพูด ทุกคนหันมามองเธอเป็นตาเดียวไม่รู้เพราะเธอที่เป็นคนติดเชื้อพูดเองด้วยหรือเปล่า
“ฝันเหรอ...? ฝันด้วยกันหลายคนแบบนั้นคงฝันร้ายน่าดู”อรุโณทัยแค่นยิ้ม
“หรือไม่อาจจะฝันถึงชะตากรรมของโลก” อริสกระซิบ “บั้นปลายของมนุษยชาติ”
“ความจริงมีคนบันทึกคลื่นสมองของก้อนเนื้อไว้ก่อนตายด้วย... แต่ฉันจำได้ว่าพวกเขาไม่เห็นอะไรนอกจากตัวเลขเป็นพรืดที่หาความหมายไม่ได้นี่? ฝันบ้าอะไรของมัน...?” นารีที่สมัยเด็กตามข่าวไวรัสแบบไม่เคยขาดพูด
“จะฝันถึงอะไรก็ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าเราต้องหยุดพวกที่ลบหลู่นักรบชุดขาวอย่างไอ้ดอกเตอร์สวะนั่น”ยูริฉีกยิ้ม
ผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็กลับมานั่งที่
“ก่อนที่จะยาว ขอพูดอีกทีว่าพวกเรามาที่นี่เพื่ออะไร” เคทกล่าวโดยมีนาธานคอยแปล“เป้าหมายคือการหยุดโปรเจกต์สตาร์ดัสต์ เรล์มและการทดลอง MT เพื่อการนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือเปิดโปงสตาร์ดัสต์ เรล์มต่อองค์กรอนามัยโลกและสาธารณชนโดยมีทุกคนเป็นพยาน”
ทุกคนมองเคทและพยักหน้า สาวแดนสิงโตพ่นน้ำพูดต่อด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“ไม่ว่าจะเป็นอดีต MT ทีมงาน ครอบครัวเพื่อน เราต้องการพลังของทุกคนเพื่อให้สำเร็จ ถึงพวกเราจะดูเหมือนมีกันแค่นี้ แต่พวกเราไม่ได้ต่อสู้เพียงกลุ่มเดียวยังมีองค์กรและสื่ออิสระที่สืบเรื่องสตาร์ดัสต์ เรล์มเพราะเหตุการณ์พระจันทร์สีเลือดหากพวกเราเดินหมากถูก พวกเขาจะเป็นพลังให้กับเรา และเราจะชนะ... แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องแบ่งปันข้อมูลที่เรามีให้รู้ทั่วถึงกันและสิ่งที่ฉันอยากรู้มากที่สุดตอนนี้คือตัวตนที่แท้จริงของอัลฟ่า”
“คือว่า...อันที่จริง... รินคำที่ไม่ใช่อัลฟ่าน่ะ...” อริสพูดขึ้น มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครห้ามก็พูดต่อ“...เป็น พี่สาวฉันเองค่ะ”