หนึ่งอาทิตย์ต่อมาพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรสายลมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสำนักเทพวายุมากนัก ซึ่งเหลืออีกสิบวันสำนักเทพวายุถึงจะเปิดรับสมัคร ทั้งสองจึงตัดสินใจมาพักที่เมืองหลวงก่อนทั้งสองจัดแจงหาโรงเตี้ยมที่พักก่อนเป็นอันดับแรกจากนั้นเฟยหลงจึงให้ฉีเค่อนำรถม้าไปขาย เพราะหากเข้าสำนักเทพวายุแล้ว รถม้าของพวกเขาจะไม่สามารถนำไปใช้ที่นั่นได้
เฟยหลงจึงตัดสินใจขายรถม้านั้นไปหากเขาจะต้องเดินทางอีกครั้งก็ค่อยหาซื้อใหม่ ฉีเค่อถนัดเรื่องแบบนี้อยู่แล้วเขาออกไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกับเงินก้อนหนึ่ง
“พวกเราออกไปเดินเที่ยวภายในเมืองนี้กันเถอะข้าคิดว่าคงมีหลายอย่างที่เราต้องซื้อก่อนเข้าสำนักเทพวายุ”ฉีเค่อเอ่ย
“เจ้าไปเลือกซื้อเองก่อนเถอะข้าอยากจะนั่งดื่มกินที่นี่รอเจ้า ของที่จำเป็นข้าเองก็มีหมดแล้วอีกอย่างพวกเราพึ่งจะเดินทางมาถึง ข้าเองก็อยากจะพักผ่อน”
“งั้นก็ตามใจเจ้าข้าคงไปไม่นานหรอก เมื่อได้ของครบแล้วข้าจะรีบกลับมาดื่มเป็นเพื่อนเจ้า”
ฉีเค่อจึงเดินออกจากโรงเตี้ยมนั้นไปส่วนเฟยหลงก็สั่งสุราและอาหารมานั่งดื่มเขานั่งมองบรรยากาศภายในเมืองหลวงของอาณาจักรสายลม ที่ตอนนี้มีผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เขานั่งดื่มอยู่ตามลำพังได้ประมาณยี่สิบนาทีได้มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในโรงเตี้ยม ชายคนที่เดินเข้ามาคนแรกแต่งตัวภูมิฐาน ดู ๆแล้วอายุน่าจะประมาณยี่สิบปี คงจะเป็นลูกของคนตระกูลใหญ่ตระกูลใด ตระกูลหนึ่งส่วนผู้ติดตามนั้นอายุราว ๆ สามสิบปีอีกห้าคนที่ติดตามเขามา
เฟยหลงมองผ่านเฉยๆ จากนั้นเขาจึงนั่งดื่มกินต่อโดยไม่ได้สนใจอะไรมากนักจนกระทั่งเฟยหลงได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดกัน
“องค์ชายช่วงนี้พวกเราไม่ได้ข่าวคราวของเจ้าแก่กับเด็กคนนั้นเลย พระบิดาของท่านอารมณ์ก็ส่งจดหมายมาเร่งให้พวกเรารีบตามหาเขาให้เจอโดยเร็วเพราะพวกเราออกมาหลายปีแล้ว”
“จะให้ข้าตามหาตาแก่อู๋ซวงกับเจ้าเด็กนั่นเจอได้ยังไง เรื่องมันผ่านมาตั้งสิบห้าสิบหกปีแล้วป่านนี้เจ้าแก่นั่นกับเด็กคนนั้นน่าจะตายไปแล้วกระมัง ยังให้พวกเราตามหาพวกมันอยู่ได้อีกอย่างพ่อ แม่ของมันก็ถูกขังมาตั้งสิบห้าสิบหกปีแล้ว ทำไมไม่ประหารให้มันรู้แล้วรู้รอดไปข้าละไม่เข้าใจพระบิดาจริงๆ”
“นี่ยังมาให้ข้ากับพวกเจ้าออกตามหาเจ้าแก่นั่นกับเด็กคนนั้นอีกหน้าตาเจ้าเด็กนั่นข้าก็ไม่เคยเห็นแถมตาแก่นั่นก็ไม่รู้ว่าพาเจ้าเด็กนั่นไปอยู่ที่ไหน แล้วแบบนี้อีกกี่ปีข้าจะตามหาพวกมันพบกัน”
“องค์ชายท่านก็อย่าพึ่งใจร้อนไปไม่ใช่องค์ชายคนเดียวหรอกที่ต้องออกตามหาเจ้าแก่นั่นกับเด็กคนนั้นองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองเองก็ออกตามหาด้วยเช่นกัน”
“ท่านพี่ทั้งสองของข้านะหรือจะออกตามหาตอนนี้ไม่รู้ไปเมาที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ หรือไม่ก็คงไปติดสาว ๆ ที่ไหนสักแห่งละไม่ว่านี่ข้าต้องจากอาณาจักรกาลเวลามาเกือบสี่ปีแล้วยังไม่มีข่าวคราวของเจ้าแก่กับเด็กนั่นเลยแม้แต่น้อย”
“องค์ชายเด็กคนนั้นพวกเราอาจจะไม่รู้จัก แต่พวกข้าจำหน้าเจ้าแก่นั่นได้อย่างแม่ยำองค์ชายท่านไม่ต้องกังวลไป หากพวกเราเจอพวกเราจะรีบบอกองค์ชายอีกอย่างข้าได้ว่าจ้างคนให้วาดรูปเหมือนของเจ้าแก่นั่นให้แล้ว ตอนนี้ข้าได้ส่งคนของสำนักดาวกระจายช่วยกันออกตามหาอีกแรงหนึ่ง”
“เจ้าทำได้ดีมากหากเสร็จงานนี้ข้าจะเสนอให้พระบิดาเลื่อนตำแหน่งเจ้าเองว่าแต่เจ้าลองเอารูปเหมือนของตาแก่นั่นมาให้ข้าดูหน่อยสิ”
“ขอรับองค์ชาย”
ชายคนนั้นหยิบรูปที่มีอยู่หลายแผ่นในเสื้อของเขาออกมายื่นให้กับองค์ชายซึ่งหนึ่งในนั้นกลับปลิวออกไปนอกโรงเตี้ยมไปตกอยู่ที่พื้นด้านนอกเฟยหลงจ้องไปยังรูปนั้นเขาถึงกับอึ้งไปในทันทีเพราะรูปที่เขาเห็นนั้นเป็นรูปของท่านปู่ของเขาเอง
“ทำไมพวกเขาถึงได้ตามหาท่านปู่กันแล้วเด็กคนนั้นที่พวกเขาพูดถึงจะเป็นข้าหรือเปล่า” เฟยหลงแอบคิดอยู่ในใจ
หลังจากที่กลุ่มคนพวกนั้นจากไปเฟยหลงจึงเดินออกไปเก็บรูปที่ปลิวออกไปนั้นพร้อมกับกลับเข้าห้องพักของเขาไปยิ่งเขาได้ดูรูปนั้นชัด ๆเขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าคนในรูปนั้นต้องเป็นปู่ของเขาอย่างแน่นอน
“หากเจอกันอีกครั้งข้าจะต้องจับตัวองค์ชายคนนั้นมาสอบถามให้รู้เรื่อง ยังไงเสียเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับข้าอย่างแน่นอนข้าคงต้องกลับไปถามท่านปู่ ว่าเหตุใดพวกเขาถึงต้องการจับตัวท่านปู่”
หลังจากนั้นไม่นานฉีเค่อจึงกลับมาแต่เฟยหลงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้กับเขาฟัง จนกระทั่งถึงวันที่สำนักเทพวายุรับสมัครพวกเขาจึงรีบเดินทางไปยังสำนักเทพวายุในทันที เนื่องจากรถม้าของเฟยหลงถูกขายไปแล้วพวกเขาจึงจำเป็นต้องเดินเท้าไปแทนในระหว่างทางเขาพบคนที่มุ่งหน้าไปยังสำนักเทพวายุจำนวนมาก
“ฉีเค่อคนไปมากขนาดนี้ พวกเขาจะรับเข้าสำนักหมดเลยอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้ายังไม่รู้พวกที่เดินทางไปใช่ว่าจะเข้าร่วมสำนักเทพวายุทั้งหมดส่วนมากพวกที่มีเงินจะเข้าร่วมกับสำนักพยัคฆ์เพลิงเสียมากกว่าเพราะเพียงแค่มีเงินก็สามารถเข้าสำนักได้เลยไม่ต้องผ่านการทดสอบใด ๆส่วนสำนักเทพวายุที่พวกเราไปพวกเราต้องผ่านสำนักพยัคฆ์เพลิงก่อน คนจนแบบข้าไม่มีเงินมากพอที่จะเข้าร่วมกับสำนักพยัคฆ์เพลิงหรอกมีแต่สำนักเทพวายุเท่านั้นที่พอจะเข้าร่วมได้”
“สำนักเทพวายุนั้นแม้จะใช้เงินไม่เยอะแต่ก็ต้องผ่านการทดสอบของสำนักให้ได้เสียก่อนจึงจะสามารถเข้าร่วมกับสำนักได้เจ้าคิดจะเข้าสำนักพยังฆ์เพลิงข้าก็ไม่ว่าหรอกนะเพราะเจ้ามีเงิน แต่สำหรับข้าข้าตั้งใจเข้าสำนักเทพวายุตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
“สำนักที่มีเงินก็เข้าได้ข้าไม่เข้าหรอก พวกเราไปสำนักเทพวายุตามความตั้งใจของเจ้ากันน่าจะดีกว่า”
ทั้งสองคนเดินผ่านสำนักพยัคฆ์เพลิงที่ตอนนี้มีผู้คนราวๆ หนึ่งพันคนยืนรอให้สำนักเปิดประตูเมื่อทั้งสองคนเดินผ่านสำนักพยัคฆ์เพลิงไปได้ราว ๆ สองชั่วโมง พวกเขามาถึงหน้าประตูสำนักเทพวายุซึ่งมีผู้คนอยู่กำลังต่อแถวอยู่ราว ๆ หนึ่งร้อยคน ฉีเค่อและเฟยหลงจึงเดินเข้าไปต่อแถว
หลังจากซักประวัติและรับป้ายประจำตัวแล้วพวกเขาจึงเดินเข้าไปด้านในสำนักเทพวายุเขาพบว่าผู้คนที่มาสมัครสำนักเทพวายุนั้นส่วนมากจะมีฐานะค่อนข้างจนเสียเป็นส่วนมากจนกระทั่งผู้อาวุโสสำนักเทพวายุคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนเวที
“พวกเจ้ามาสมัครเข้าร่วมสำนักเทพวายุของพวกเราพวกเจ้าต้องได้รับการทดสอบให้ผ่านการทดสอบสามด่านด้วยกันผู้ที่ผ่านด่านแรกจึงจะมีสิทธิ์เข้าทดสอบด่านต่อไปได้หากพวกเจ้าไม่ผ่านการทดสอบก็ขอให้กลับไปเตรียมตัวใหม่และกลับมาใหม่ในปีหน้าข้าหม่าซงโหยว ผู้อาวุโสลำดับที่แปดของสำนักเทพวายุ เป็นผู้ดูแลการทดสอบในครั้งนี้”
“ด่านแรกง่ายๆ เหมือนสำนักอื่น ๆเจ้าต้องเดินขึ้นบันไดจำนวนหนึ่งร้อยขั้นไปให้ถึงยังจุดพักที่อยู่บนเขาหากพวกเจ้าผ่านการทดสอบนี้ได้ ก็จะสามารถเข้ารับการทดสอบด่านที่สองได้พวกเจ้ามีเวลาเพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้นที่จะเดินขึ้นไป เริ่มการทดสอบได้”
เฟยหลงและฉีเค่อเดินขึ้นบันไดนั้นไปอย่างไม่ยากเย็น โดยเฉพาะเฟยหลงที่ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็สามารถผ่านการทดสอบนี้ได้อย่างง่ายดายส่วนฉีเค่อใช้เวลาไปราว ๆ สิบนาที
“เจ้าไม่ได้รับแรงกดดันเลยอย่างนั้นหรือทำไมเจ้าถึงได้ไวยังกะลิงเช่นนี้” ฉีเค่อเอ่ยถามเฟยหลงทันทีที่ขึ้นมาถึงเขามองไปยังคนอื่น ๆ ที่ยังขึ้นมาอย่างทุลักทุเลตอนนี้พวกเขายังมาไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ
“พวกเจ้าทั้งสองมีพื้นฐานที่ดีพวกเจ้าเคยเข้าร่วมกับสำนักอื่นมาก่อนหรือไม่?”
“เรียนตามตรงท่านผู้อาวุโสข้าน้อยเฟยหลงเป็นศิษย์สถาบันฟ้าคราม จากอาณาจักรรุ่งอรุณขอรับ”
“ข้าน้อยฉีเค่อไม่เคยเข้าร่วมกับสำนักใดๆ มาก่อน ตัวข้าน้อยมาจากเมืองหลุยโจวขอรับ”
“เจ้าเป็นถึงศิษย์ของสถาบันใหญ่เหตุใดจึงต้องการเข้าร่วมกับสำนักเล็ก ๆ เช่นสำนักเทพวายุของเราด้วย”
“ท่านผู้อาวุโสข้าน้อยเพียงแค่อยากจะศึกษาเวทลม ข้าน้อยขออนุญาตอาจารย์ออกมาหาประสบการณ์ภายนอกข้าน้อยอยากจะศึกษาเวททุกศาสตร์ ทุกแขนงให้เชี่ยวชาญขอรับ”
“เจ้าไม่รู้หรือไงว่าหากศึกษาเวทที่ไม่ใช่ธาตุหลักของตัวเจ้าการฝึกฝนของเจ้าจะช้ากว่าคนอื่นแล้วตอนนี้ระดับพลังเวทของเจ้าอยู่ที่ระดับไหนแล้วหละ และตัวเจ้ามีธาตุหลักเป็นธาตุอะไร”
“ข้าน้อยอยู่ในขั้นราชันย์เวทมนตราระดับเจ็ดขอรับธาตุหลักของข้าน้อยคือธาตุสายฟ้าขอรับ”
“เจ้าต้องการศึกษาเวทลมพวกเรามีกฎห้ามคนจากสำนักอื่นเข้าร่วมยกเว้นว่าเจ้าจะเป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งจากสถาบันใหญ่ ๆ มาศึกษาเพิ่มสำนักของเราจึงจะสอนเจ้าได้ เจ้าได้เป็นศิษย์หลักของผู้อาวุโสสถาบันฟ้าครามหรือไม่?”
เฟยหลงหยิบป้ายประจำตัวของเขาออกมาให้กับผู้อาวุโสหม่าซงโหยวผู้อาวุโสหม่าซงโหยวรับป้ายนั้นมาเขาส่งเศษเสี้ยวจิตวิญญาณเข้าไปตรวจสอบป้ายของเฟยหลงในทันที
“หืมเจ้าเป็นถึงศิษย์หลักของผู้อาวุโสซุนหวู่ ผู้มีตำแหน่งสูงสุดในสถาบันฟ้าครามข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย เจ้าไม่ต้องผ่านการทดสอบใด ๆ ของสำนักเทพวายุของเราเจ้าสามารถเข้าศึกษาในสำนักเทพวายุของเราได้เป็นกรณีพิเศษส่วนเพื่อนของเจ้าคงต้องเข้ารับการทดสอบตามกฎของสำนักเช่นเดิม”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสข้าน้อยจะไม่ทำให้สำนักเทพวายุของพวกท่านต้องเสื่อมเสีย”
“เจ้าตามข้ามาข้าจะพาเจ้าไปแนะนำกับเจ้าสำนัก ส่วนเจ้ารอการทดสอบด่านที่สองอยู่ตรงนี้ก่อน”
“ขอรับท่านผู้อาวุโส”
ผู้อาวุโสหม่าสงโหยวหยิบกระบี่บินขึ้นมาเขาขึ้นไปพร้อมกับนำทางเฟยหลงไปในทันทีเฟยหลงเองก็หยิบกระบี่บินของเขาออกมาบินติดตามผู้อาวุโสหม่าซงโหยวไปติด ๆ เพียงไม่นานผู้อาวุโสหม่าซงโหยวพาเฟยหลงล่อนลงใกล้ๆ กับกระท่อมหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานที่ทดสอบไปไม่มากนัก