ณ คลับไวท์เฮ้าส์
ภายในมีนายภาคิน กับ บอดี้การ์ดคนใหม่ 5 คนพวกมันเรียกว่า ห้าพยัคฆ์ ถูกส่งตัวมาจาก นายพล จางเฟย เจ้าพ่อยาเสพติด แห่งสามเหลี่ยมทองคำ แต่ก็ยังมี บอดี้การ์ดส่วนตัวอีกคน คนนี้แต่งกายชุดดำรัดรูปคล้ายกับพวกนินจา ยืนประกบอยู่ไม่ห่าง นายภาคินนั่งอยู่บนโซฟา ด้านหน้ามีนายชีวิน คุกเข่าอยู่ โดยที่ตรงเอวมีรอยผ้าก๊อตปิดแผลที่ถูกแทงเอาไว้
“ ผู้กองยักษ์ ว่ายังไงบ้าง”
“ สันนิษฐานว่า มันถูกลูกค้าที่ไม่พอใจ ที่ไม่ยอมขึ้นงาน เลยพลั้งมือฆ่ามันตายครับ ส่วนกล้องวงจรปิดระแวกนี้ ถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว”
“ อย่าให้มีปัญหาเช่นนี้อีก ไม่อย่างนั้น มึงได้ไปนอนเฝ้าใต้ต้นมะม่วงแน่ วันนี้มิสเตอร์คาร์ตัน จะมาตรวจสอบสินค้า ของเขา พวกมึงเตรียมตัวกันแล้วหรือยัง”
“ เรียบร้อยแล้วครับ”
“ วันนี้ใครไม่ใช่ เมมเบอร์ ห้ามเข้ามาในคลับเด็ดขาด”
“ รับทราบครับ”
ขจรมาจอดรถอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ไม่ห่างจาก คลับไวท์เฮ้าส์เท่าไร อยู่คนละฟากถนน มองจากที่โรงแรมก็เห็นความเคลื่อนไหว ของ คลับไวท์เฮ้าส์ได้ระดับหนึ่ง ตอนนี้เวลาบ่ายสามโมง คลับไวท์เฮ้าส์ ยังไม่เปิด ทุกอย่างปิดสนิท ขจรได้แต่รอเวลา คลับเปิด แล้วค่อยแฝงตัวเข้าไปด้านใน คืนนี้เขาตั้งใจแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรจะต้องลบชื่อ คลับไวท์เฮ้าส์ ออกจากซอยทองหล่อ อย่างที่พี่จ๊อดพูดให้ได้
ระหว่างรอเวลาอยู่นั้น ท่านชายภาสกรก็โทรมาหาเขาด้วยความไม่สบายใจ เรื่องที่ขจรจะไปหา ตากับยายของ ถิงถิง
“ ทางโน้นเขาว่าอย่างไรบ้าง”
“ พวกเขาเป็นพ่อแม่บุญธรรม เขาไม่ยอมรับว่า คุณหนูผักกาดเป็นลูกครับ ผมเลยไม่บอกเรื่องของถิงถิง”
“ นั่นไง ฉันว่าแล้ว ฉันจะรับเลี้ยง ถิงถิงเอง ต่อไปเธอสบายใจได้ เท่านี้ก่อน ฉันจะพาถิงถิง ไปหาที่เรียนหนังสือ”
ท่านชายพูดอย่างสบายใจ แล้วก็วางหูไป
“ ถิงถิงเพิ่งสองขวบ จะให้เริ่มเรียนแล้ว จะรีบไปหรือเปล่าเนี่ย?” ขจรเอ่ยเบาๆ ไม่คิดว่าท่านชายจะใส่ใจ ถิงถิงถึงขนาดนี้ ขจร ลงมาที่ห้องอาหารของโรงแรม เพื่อรอเวลา ขจรสั่ง อาหารชุดติ่มซำ กับ ชาร้อน ไม่นาน เด็กเสิร์ฟ ก็ยกพวกติ๋มซำมาเป็นชั้นๆ พร้อมกับ ชงชาร้อนต่อหน้า เด็กเสิรฟ์ชายวัย 18 ปี ชงชาร้อนอย่างชำนาญขจร มองแล้วชื่นชม ทำให้คิดถึงตนเอง ที่ต้องทำงานเสิร์ฟพิซซ่า จนถูกกลั่นแกล้ง จากพวกนักศึกษาช่างเดอะบีทเทิล จนโดนไล่ออก
ขจรนั่งดื่มชา กินติ๋มซำ แต่ในใจก็กำลังคิดวางแผนจะจัดการกับ นายภาคินกับพวกอย่างไรให้สมแค้นดี แล้วทันใดนั้นเอง เด็กเสิรฟ์คนนั้น กำลังนำชาร้อนที่ใส่เหยือกแก้ว เพื่อเสิร์ฟให้กับ โต๊ะอื่นๆ แต่ว่า มี ชายที่นั่งกินอีกโต๊ะหนึ่ง ยื่นขามาขัดเอาไว้ ทำให้เด็กเสิร์ฟคนนั้น ถึงกับ ล้มคมำ เหยือกแก้วที่ใส่ชาร้อนๆ ลอยกำลังจะตกลงพื้น ขจรไม่รู้โผล่มาจากไหน มารับเหยือกแก้วชาร้อนๆ เอาไว้ได้
เด็กหนุ่มสี่คน ที่แกล้งขัดขา เด็กเสิร์ฟ ก็ลุกขึ้นโวยวายทันที
“ เฮ้ย นี่มึงเดินยังไงวะ ถึงได้มาเหยียบตีนกูแบบนี้” ทั้งสี่คนสวมชุดช่าง หน้าอกมีรถเต่า ขจรหวนนึกถึง ตอนที่เขาทำงานร้านพิซซ่า ทำไมมันช่างทำตัวเหมือนกันจริงๆ ไอ้พวกแก๊ง เดอะบีทเทิลนี่
“ ผมไปไม่ได้เหยียบเท้าพี่นะครับ พี่เอาขามาขวางเอาไว้ ผมเลยล้มลงไปแบบนี้”
“ มึงกล้าเถียงกูหรือไงวะ” เด็กช่าง ขว้างแก้วน้ำลงบนพื้นจนแตก อีกคนก็ขว้างจานเศษอาหารลงพื้น พร้อมหาเรื่อง ผู้จัดการร้านเดินมา แล้วเอ่ยว่า
“ ขอโทษด้วยครับที่เด็กในร้านสะเพร่าเช่นนี้ เดี๋ยวผมจะไล่มันออกไปทันที มื้อนี้ทางร้านรับผิดชอบค่าอาหารเครื่องดื่มให้ทั้งหมดเลยนะครับ”
เด็กเสริฟ์ถึงกับน้ำตาไหลที่โดนไล่ออกจากงานแบบนี้
“ เฮ้ย พวกเราไม่ได้คิดมากินฟรี พวกเรามีเงินจ่ายเว้ย แต่เจอคนที่มันเหยี่ยบย่ำศักดิ์ศรี แก๊งเดอะบีทเทิลของเราแบบนี้ เรายอมไม่ได้”
“ แล้วทำอย่างไร คุณลูกค้าถึงจะยอมเลิกลากันไปล่ะครับ”
“ สองหมื่น ค่าปลอบขวัญพวกเราทั้งสี่คน”
ผู้จัดการร้านมองหน้า เด็กเสิร์ฟ แล้วก็ถอนหายใจ เขาเคยได้ยิน ร้านอาหารด้วยกันเจอพวกเด็กช่างแก๊งนี้ แกล้งรีดไถ ร้านต่างๆ หากว่าไม่ยอม พวกมันก็หาเรื่องพังร้าน จนร้านเสียหาย บางทีต้องปิดปรับปรุงกันเลยทีเดียว เขาจะเอาเงินเดือนพร้อมกับค่าประกันของเด็กเสิร์ฟมาจ่ายให้กับคนเหล่านี้แทน
“ ได้ครับ ผมจะรีบนำเงินมาให้เดี๋ยวนี้”
ขจรเห็นแล้วก็ทนไม่ได้จริงๆ เลยเดินเข้ามาตบไหล่เด็กเสิร์ฟคนนั้นปลอบใจ แล้วมายืนใกล้ๆ เด็กช่างทั้งสี่คน
“ น้องชาย หากินแบบนี้มันง่ายไปหรือเปล่า?”
“ เฮ้ย แกเป็นใคร แล้วมาเกี่ยวอะไรด้วย ถอยไปซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“ เหรอ?” ขจรไม่พูดต่อ ตบเข้าไปที่กกหูของ เด็กช่างคนพูด หน้าคว่ำไปกระแทกกับ โต๊ะสลบไปในทันที อีกสามคน เริ่มขยับตัว คนที่ใกล้ที่สุดเหวี่ยงหมัดใส่ขจร
แต่ว่าถูกขจรจับหมัดเอาไว้ แล้วหักข้อมือของมัน จนร้องออกมา ขจรกระแทกฝ่ามือเข้าปลายคางของมันหลับไปอีกคน อีกสองคนควักมีดสั้นออกมาถือ จ้วงแทงใส่ขจรพร้อมๆ กัน
แต่ว่า ถูกมือของขจรจับล็อคเอาไว้ทั้งคู่ แล้วหักทันที มันสองคนร้องลั่น มีดร่วงไปกับพื้นขจร ตบมือซ้ายขวา เข้ากกหู ใส่เด็กช่างทั้งสองคน จนสติหลุดลอย ลงไปนอนกองกับพื้น
ผู้จัดการร้านรีบเข้ามา กำลังจะอ้าปากโวยวาย ถูกขจรเอ่ยขึ้นก่อนว่า
“ แจ้งความซะ อย่าไปยอมพวกมัน ขืนยอมพวกมัน ร้านของคุณจะถูกกรรโชกแบบนี้ ไม่มีวันจบสิ้น”
ขจรหันมาหาเด็กเสิร์ฟ แล้วมอบเงินให้ สามแสนบาท แล้วบอกว่า
“ ไปหางานที่อื่นทำซะ ที่นี่ไม่เหมาะกับนาย”
ขจรเอ่ยจบ ก็เดินไปจากห้องอาหารทันที พอออกจากห้องอาหารก็มีดอกไม้สีขาวลอยมาตกอยู่ในมือของขจร
“ ดาวเรืองสีขาว ลอยมาได้ไงวะเนี่ย” ขจรได้แต่สงสัย มองไปรอบๆ ก็หามีต้นดาวเรืองไม่ เลยเดินออกไปสวนของโรงแรม โดยมี สายตาของ คนสองคนนั่งมองอยู่
เป็นหญิงสาววัย 24 ปีใส่กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ๊ตสีขาว มากับ ชายวัย 50 ปี สวมเสื้อชุดสูทสีดำแต่มีคิ้วขาว ดูแล้วแปลกตา
“ ชายผู้นี้มีพลังยุทธ์แค่ระดับวิญญาณ เหตุใด บุปผาราชันถึงได้เลือกเขา นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ท่านราชครู”
“ ชายผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นบุปผาราชันไม่เลือกเขาแน่ ตอนนี้เวลาของเราเหลือน้อยแล้ว เราต้องเชื่อมันในบุปผาราชัน”
“ ที่ผ่านมาเราส่งคนไปตามหา ราชันในตำนานมาหลายสิบปี แต่ไม่มีผู้ใดกลับมาเลย บุปผาราชันอาจจะเลือกคนผิดก็ได้ ท่านก็อย่าปักใจเชื่อเร็วนัก”
“ แต่เวลาไม่เหลือให้พวกเรารอแล้ว ขอให้องค์หญิงทรงพิจารณาด้วย”
“ ชายคนนี้ ดูแล้วไม่ขัดสนเงินทอง แล้วเราจะเอาผลประโยขน์อะไรไปแลกกับเขา”
“ อันว่ามนุษย์นั้น นอกจากทรัพย์สินเงินทองแล้ว ยังมีด่านอำนาจ และ ด่านสาวงาม ที่บุรุษนั้นยากก้าวผ่าน องค์หญิงมีสิริโฉมงดงามเพียงนี้ กระหม่อมว่า ชายผู้นั้นหากได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ต้องยอมสยบต่อองค์หญิงอย่างแน่นอน”
“ เราจะทดสอบเขาดู”
ขจรตอนนี้ยังต้องรอเวลาอีก 3 ชั่วโมง เลยไม่รู้ทำอะไร จึงมาเดินเล่นในสวนของโรงแรมที่ดูแล้วสงบร่มรื่น แต่ในใจกลับสนใจดอกดาวเรืองสีขาวในมือยิ่งนัก
“ ท่านหินเจ้าปัญญา เหตุใด ดอกดาวเรืองสีขาว จึงมาอยู่ในเขตประเทศไทยได้ ผมเคยได้ยินมาว่า มันจะเกิดที่ภูเขาสูง และ อากาศเย็นๆ เท่านั้น”
“ ดอกไม่นี้เรียกว่า บุปผาราชัน เป็นดอกไม้ที่ปลูกในนครร้อยบุปผา ว่ากันว่าเป็นดอกไม้ที่ราชันเทพพฤกษา เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา”
“ โอ้ มีสตอรี่ซะด้วย ว่าแต่จู่ๆ มันโผล่มาที่นี่ได้ยังไง”
ไม่ทันที่ หินเจ้าปัญญาจะตอบ ก็มีเงาชุดดำ พุ่งตัวเข้ามาหาขจรด้วยความเร็วสูง ในมีอมีกระบี่ สีเขียว ส่องรัศมีกระจายออกมา
ขจรเรียกดาบสยบฟ้าแทงสวนกลับไป ปลายดาบกับ กระบี่ชนกัน ทำให้ทั้งสองคนต้องถอยกันไปหลายก้าว แต่ขจรนั้นถอยไปมากกว่า ขจรรีบเอ่ยถาม
“ เดี๋ยวนี่มันเรื่องอะไรกัน”
คนชุดดำไม่สนใจที่จะตอบ ตวัดกระบี่ออกเป็นรูปวงกลม ขจรมองตามกระบี่นัยน์ตาเริ่มพร่ามัว คล้ายกับว่า รัศมีกระบี่นี้กลับมีพลังสะกดให้ขจรได้เริ่มง่วงนอน
ขจรกำดาบสยบฟ้ามั่น แล้วกรีดมือของตน นัยน์ตาที่พร่ามัว คล้ายจะหลับ ก็พลันสดใสขึ้น ปราณกระบี่สีเขียว ก็ฟาดเข้ามาหาเขาแล้ว แต่ว่าขจรกลับใช้ดาบสยบฟ้าตอบโต้กลับไปได้ทุกขบวนท่าน จนถึงขนาดฟัน กระบี่หลุดกระเด็นออกจากมือของคนชุดดำ
แต่แล้วคนชุดดำ ก็ทำท่ายกมือขึ้นแสดงท่าวรยุทธ์ เคลื่อนเท้าเข้ามาปานสายฟ้า ปล่อยฝ่ามือออกมาเร็วเหมือนจักรผัน
“ ระวังตัวคนผู้นี้มีพลังขั้นจักรพรรดิเทพยุทธ์แล้ว” หินเจ้าปัญญาเตือน
ขจรก็ไม่ประมาท มองฝ่ามือที่พุ่งเข้ามา ด้วยพลังปราณสูงล้ำ อย่างระมัดระวัง
พอฝ่ามือพุ่งเข้ามา ขจรก็เหวี่ยงเท้าซ้ายเตะเข้ากลางลำตัวก่อนที่ฝ่ามือขั้นจักรพรรดิ จะเข้าถึง
ป๊าป !
ร่างของคนชุดดำ ถึงกับเอียงถลา เซไปแต่ยังไม่ทันล้ม ขจรก็เข้าไปจับคอ แล้วโน้มลงมาอัดเข่าเข่าไปที่ท้อง 1 ที
ปัก !
โอ้ย !!!!
ขจรได้ยินเสียงร้อง ก็ตกใจ รีบถอยห่างทันที คนชุดดำโดนเข่าที่ท้องไป ถึงกับล้มลงไปคุกเข่า ชายที่มีคิ้วขาวกระโดดมาขวางขจรเอาไว้ทันที
“ องค์หญิง เป็นยังไงบ้าง”
ขจรรู้แล้วว่าเป็นหญิง จึงไม่ลงมืออีก
“ พวกคุณเป็นใคร แล้วมาลอบทำร้ายผมทำไม”
คนชุดดำ ดึงผ้าปิดหน้าของตนออก เผยให้เห็นหน้าสวยๆ ที่ตอนนี้มีเลือดออกทางปาก และยังจุกไม่หาย พูดอะไรตอนนี้ไม่ได้
“ ผมต้องขออภัยจริงๆ ไม่คิดว่าคุณเป็นผู้หญิง”
“ นี่คือองค์หญิงอุษามณี ส่วนผมคือ ราชครูนันทะ พวกเรามาจากนครร้อยบุปผา อยากจะเชิญคุณไปที่นครบุปผาของเราเท่านั้น”
“ ผมขจร นาคบดินทร์ ยินดีที่ได้รู้จัก แต่ว่าเรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องลงมือหนักขนาดนี้เลย”
“ องค์หญิงอยากทดสอบ ว่าคุณมีสมบัติที่จะเข้านครร้อยบุปผาของเราหรือไม่ก็เท่านั้น”
“ เดี๋ยวนะ นครร้อยบุปผานี่อยู่ที่ไหน ประเทศไทยหรือเปล่า”
“ พวกเราอยู่บนยอดเขาดอยตุง”
“ บนดอยตุงมีแต่ พระตำหนักดอยตุง ไม่เห็นมีนครร้อยบุปผาเลยนี่”
“ พวกเราอยู่บนดอยตุงมาเป็นพันปีแล้ว นครของเรา อยู่ระหว่างมิติโลกมนุษย์กับโลกเซียน มันมีทางเข้าที่คนภายนอกไม่รู้”
“ เมืองลับแล?”
“ ก็คล้ายๆ แบบนั้น”
องค์หญิงอุษามณี ยังคงหน้าเขียวอยู่ แต่ตอนนี้เริ่มจะค่อยยังชั่วแล้ว
“ คนบ้านี่ กล้าใช้เข่ากระแทกมาที่ท้องสตรีเช่นนี้ ไม่รู้หรือไงว่าตรงนั้นมันเป็นจุดอ่อนของสตรีทุกคน” องค์หญิงพูดพึมพำ อยู่เบาๆ พร้อมกับกดท้องของตนเพื่อคลายความเจ็บปวด
“ พวกคุณกลับไปกันเถอะ ผมไม่อยากไปเที่ยวในช่วงนี้” ขจรปฏิเสธหน้าตาเฉย
“ เราไม่ได้ให้คุณไปเที่ยวเฉยๆ เราจ้างคุณไป” องค์หญิงถอดผ้าคลุมผม ทำให้ผมสีดำสยายออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่ชัดเต็มตาขึ้น ขจรมองเห็นชัดๆ ถึงกับรู้สึกคุ้นเคยกันแบบบอกไม่ถูก ไม่ได้คิดถึงเรื่องชู้สาวแต่ประการใด....