แสงแดดยามสายของวันใหม่สาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงของเซฟเฮาส์ในปารีส อาบไล้ห้องนอนที่เคยตกอยู่ในความมืดมิดให้สว่างไสว รังสีทองอร่ามเล่นระบำผ่านผ้าม่านไหมบางๆ สร้างเงาลายลักษณ์อักษรโบราณที่เต้นระบำไปบนพื้นไม้เนื้อแข็งสีเข้ม แต่ความอบอุ่นจากดวงอาทิตย์ก็ไม่อาจเทียบได้กับความร้อนที่ยังคงคุกรุ่นอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ผ้าปูที่ทำจากผ้าไหมสีเงินยังคงยับยู่ยี่จากเหตุการณ์เมื่อคืน และกลิ่นหอมหวานของดอกมะลิที่ผสมกับกลิ่นอันเย้ายวนของความปรารถนายังคงลอยอยู่ในอากาศ
เอลาร่าค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ขนตายาวสีน้ำตาลเข้มของเธอกระพริบเบาๆ ราวกับปีกผีเสื้อที่กำลังตื่นจากการหลับใหล ความรู้สึกแรกที่เธอสัมผัสได้ไม่ใช่ความเจ็บปวดหรือความเมื่อยล้าอย่างที่ควรจะเป็นหลังจากคืนที่เข้มข้นเช่นนั้น แต่กลับเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าทึ่ง...ความรู้สึกถึง "พลัง" ที่ไหลเวียนอยู่ทั่วทุกอณูของร่างกายราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก มันเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังและเปี่ยมล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอลองขยับนิ้วมือเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงพลังที่อัดแน่นอยู่ภายใน พร้อมที่จะถูกปลดปล่อยออกมาได้ทุกเมื่อ ราวกับมีไฟป่าที่กำลังรอคอยการจุดชนวน
เธอนั่งขึ้นอย่างช้าๆ ผมยาวสีน้ำตาลของเธอปลิวไสวลงมาปกคลุมไหล่เปลือยที่มีรอยจูบเล็กๆ จากเมื่อคืนยังคงปรากฏอยู่อย่างชัดเจน ภาพเหตุการณ์ในห้องน้ำเมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในหัวของเธออย่างชัดเจนราวกับภาพยนตร์ที่เล่นซ้ำ...บทเรียนขั้นสูงที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น...การหลอมรวมที่สมบูรณ์แบบระหว่างสายเลือดทั้งสาม...และความสุขสมที่รุนแรงจนทำให้เธอหมดสติไป ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงภาพที่ตัวเองถูกปรนเปรอและครอบครองโดยคนสองคนพร้อมกัน ความทรงจำนั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น และพลังใหม่ที่ไหลเวียนในร่างกายก็สั่นไหวตอบสนอง
เธอค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง และนั่นคือตอนที่เธอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างชัดเจน ผิวของเธอดูเปล่งปลั่งและมีน้ำมีนวลยิ่งกว่าเดิม ราวกับมีแสงเรืองรองเบาๆ ส่องออกมาจากภายใน เส้นผมสีน้ำตาลของเธอดูเงางามและมีประกายสีทองระเรื่อแซมอยู่เล็กน้อยเมื่อต้องแสงแดด ทำให้ดูเหมือนเส้นไหมที่ถูกทอด้วยแสงดาว แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือดวงตาของเธอ...เมื่อเธอลองมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่อยู่ปลายเตียง เธอก็พบว่าดวงตาสีเขียวมรกตของเธอตอนนี้มีประกายสีทองและสีนิลระยิบระยับผสมปนเปกันอยู่ภายในอย่างสวยงาม ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของการหลอมรวมระหว่างสายเลือดทั้งสาม...แวมไพร์ เอลฟ์ และซัคคิวบัส
เธอยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของตัวเองด้วยความประหลาดใจ ผิวหนังรู้สึกนุ่มนวลและเรียบเนียนยิ่งกว่าเดิม และเมื่อเธอเงื้อผมออกจากหน้า เธอก็สังเกตเห็นว่าแม้แต่รูปร่างของเธอก็ดูสมส่วนและเย้ายวนขึ้น เส้นสายของร่างกายดูคมชัดและสง่างามยิ่งขึ้น ราวกับศิลปินผู้ชำนาญได้ปรับแต่งทุกรายละเอียดให้สมบูรณ์แบบ
"ตื่นแล้วหรือ...คนสวย"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านข้าง เสียงนั้นมีความอบอุ่นและความรักที่แฝงอยู่ เอลาร่าหันไปมองก็พบกับคาอินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำข้างเตียง เขาสวมเพียงกางเกงขายาวสีดำ เผยให้เห็นแผงอกที่กำยำและรอยสักโบราณที่พาดผ่านร่างกายของเขาราวกับงานศิลปะที่มีชีวิต รอยสักเหล่านั้นเล่าเรื่องราวของการต่อสู้และชัยชนะในอดีต แต่ตอนนี้ดูอ่อนโยนลงในแสงแดดยามเช้า เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และความภาคภูมิใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาสีนิลเข้มของเขาเปล่งประกายด้วยความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ที่เข้มงวด
"ท่านคาอิน..." เอลาร่าพึมพำเสียงเบา เสียงของเธอฟังดูหวานและเย้ายวนขึ้นกว่าเดิม "เกิดอะไรขึ้น...กับฉันคะ? ฉันรู้สึกแปลกๆ...แต่ก็...ดีขึ้นมาก"
คาอินลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินเข้ามาใกล้เธอ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความสง่างามและพลัง เขานั่งลงข้างๆ เธอบนเตียงและยื่นมือไปสัมผัสแก้มของเธออย่างอ่อนโยน สัมผัสของเขาเย็นสบายและทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย
"เจ้าตื่นขึ้นแล้ว...เอลาร่า" คาอินตอบเรียบๆ แต่แววตาของเขากลับทอประกายอย่างชัดเจน "พลังที่หลับใหลอยู่ภายในตัวเจ้า...มันตื่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว บทเรียนเมื่อคืน...มันคือตัวกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้พลังของทั้งสามสายเลือดหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว การหลอมรวมแบบนี้...มันหายากมาก แม้แต่ในตำนานก็ไม่ค่อยมีใครทำได้"
เขาหยุดพักและมองเธอด้วยความชื่นชม "เจ้าไม่ใช่แค่ลูกครึ่งธรรมดาอีกต่อไปแล้ว เอลาร่า เจ้าคือสิ่งมีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว...สิ่งมีชีวิตที่มีพลังเหนือกว่าใครที่เคยมีมา"
"และดูเหมือนว่า...ผลลัพธ์จะออกมาดีเกินคาดเสียด้วย" เสียงที่สามดังขึ้นจากอีกฟากของห้อง เสียงนั้นเต็มไปด้วยความพอใจและความปรารถนาที่แฝงอยู่ อิซาเบลล่าเดินออกมาจากห้องแต่งตัว นางสวมชุดคลุมผ้าไหมสีดำที่ขับเน้นเรือนร่างอันเย้ายวนของนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ้าไหมนั้นเลื่อนไหลตามการเคลื่อนไหวของนางราวกับน้ำที่ไหลเซาะ ผมสีเงินยาวของนางปลิวไสวอย่างสง่างาม และดวงตาสีอำพันของนางเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจ
นางเดินเข้ามานั่งลงบนเตียงข้างๆ เอลาร่า ความเคลื่อนไหวของนางเต็มไปด้วยความเย้ายวนและสง่างาม ก่อนจะใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามกรอบหน้าของเด็กสาวเบาๆ สัมผัสของนางอุ่นและนุ่มนวล ทำให้เอลาร่าสั่นไหวเล็กน้อย
"เจ้าสวยขึ้นมาก...สวยจนข้าอยากจะขย้ำเจ้าอีกสักรอบ" อิซาเบลล่ากระซิบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนา "การหลอมรวมของเจ้า...มันสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้"
เอลาร่าหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม แต่เธอก็ไม่ได้ปัดป้องสัมผัสของอิซาเบลล่าออกไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสามคนมันซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นแค่ความสัมพันธ์ระหว่างลุงกับหลาน หรือศัตรูหัวใจไปแล้ว มันกลายเป็น "พันธะ" ที่มองไม่เห็นแต่กลับแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาด เหมือนเส้นใยแห่งโชคชะตาที่เชื่อมโยงวิญญาณของพวกเขาเข้าด้วยกัน
เอลาร่ารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเธอ มันไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่างหน้าตาหรือพลังที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น เธอรู้สึกเหมือนได้เชื่อมต่อกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเธอเอง เหมือนได้เปิดประตูสู่โลกที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
"พลังของข้า...มันหมายความว่ายังไงคะ?" เอลาร่าถามขึ้นอย่างสงสัย เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้นและความกังวลปนกัน "ข้ารู้สึกเหมือน...เหมือนมีอะไรที่ใหญ่โตมากกำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างในตัว"
คาอินและอิซาเบลล่ามองกันแล้วพยักหน้าเล็กน้อย พวกเขาเข้าใจดีว่าเอลาร่ากำลังรู้สึกอย่างไร การตื่นขึ้นของพลังในระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และมันต้องใช้เวลาในการปรับตัว
"หมายความว่า...ตอนนี้เจ้าไม่ใช่แค่ลูกครึ่งแวมไพร์-เอลฟ์อีกต่อไปแล้ว" คาอินอธิบายด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "เจ้าได้รับพลังของซัคคิวบัสจากอิซาเบลล่าเข้ามาด้วย ทำให้เจ้ากลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ทรงพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เจ้ามีความสามารถในการควบคุมเงาและความแข็งแกร่งของแวมไพร์ มีความสามารถในการสื่อสารกับธรรมชาติและใช้เวทมนตร์แห่งแสงของเอลฟ์ และตอนนี้...เจ้าก็มีความสามารถในการควบคุมเสน่ห์และดูดซับพลังชีวิตของซัคคิวบัสด้วย"
เขาหยุดพักและมองเธอด้วยความจริงจัง "แต่มันไม่ใช่แค่การรวมพลังเข้าด้วยกัน เอลาร่า การหลอมรวมที่เกิดขึ้นกับเจ้านั้นสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา พลังทั้งสามไม่ได้แค่อยู่ข้างๆ กัน แต่มันผสมผสานกันจนเกิดเป็นพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน"
อิซาเบลล่าพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่แล้ว การหลอมรวมแบบสมบูรณ์เช่นนี้...มันเป็นสิ่งที่นักปราชญ์โบราณเรียกว่า 'การเกิดใหม่แห่งสายเลือด' เจ้าไม่ได้แค่ได้รับพลังจากเรา แต่เจ้าได้สร้างพลังใหม่ขึ้นมาจากการผสมผสานนั้น พลังที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเจ้าคนเดียว"
เอลาร่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนและทรงพลังได้ถึงขนาดนี้ เธอลองรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนในร่างกาย และพบว่ามันไม่ใช่แค่พลังเดียว แต่เป็นกระแสพลังหลายสายที่เต้นระบำและเชื่อมโยงกันอย่างสวยงาม
"แล้ว...แล้วเรื่องการประลองล่ะคะ?" เธอนึกถึงเป้าหมายที่สำคัญที่สุดขึ้นมาได้ เสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลปนกัน "พลังนี้...จะช่วยให้ข้าชนะได้ใช่ไหม? ข้าจะสามารถปกป้องคนที่ข้ารักได้ใช่ไหม?"
คาอินและอิซาเบลล่ามองกันอีกครั้ง และครั้งนี้พวกเขาไม่สามารถซ่อนความพอใจได้
"มันมากกว่าแค่ช่วยให้ชนะ" อิซาเบลล่าพูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "พลังของเจ้าในตอนนี้...สามารถบดขยี้พวกเอลฟ์หัวโบราณพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย พวกเขาไม่เคยเผชิญกับสิ่งมีชีวิตแบบเจ้ามาก่อน พวกเขาไม่รู้จักจุดอ่อนของเจ้า เพราะเจ้าไม่มีจุดอ่อนแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว แต่..." นางเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นความจริงจัง "การมีพลังอย่างเดียวมันไม่พอ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมันด้วย และนั่น...คือหน้าที่ของพวกเรา"
คาอินพยักหน้าอย่างเข้มงวด "พลังที่ไม่สามารถควบคุมได้คือภัยพิบัติ เอลาร่า เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะใช้พลังนี้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้มันระเบิดออกมาแบบไร้ทิศทาง"
"เราจะเริ่มฝึกกันวันนี้เลย" คาอินประกาศเสียงเข้ม ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น "ไม่มีเวลาให้เสียอีกแล้ว พวกเอลฟ์คงกำลังตามหาเราอย่างบ้าคลั่ง การประลองจะต้องเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด และเมื่อมันเกิดขึ้น เจ้าต้องพร้อมในทุกด้าน"
อิซาเบลล่าเสริม "และเราต้องแน่ใจว่าเจ้าจะไม่ทำร้ายตัวเองหรือคนที่เจ้าห่วงใยด้วยพลังใหม่นี้ การหลอมรวมที่สมบูรณ์แบบนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยง ถ้าเจ้าควบคุมไม่ได้...พลังนั้นอาจจะกลืนกินเจ้าเองก็ได้"
เอลาร่ารู้สึกถึงความหนักใจจากคำพูดของทั้งสองคน เธอเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นไม่ใช่แค่ของขวัญ แต่เป็นทั้งโอกาสและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่
หลังจากที่เอลาร่าได้อาบน้ำและแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว (โดยมีอิซาเบลล่าคอย "ช่วย" เลือกเสื้อผ้าและแต่งตัวให้อย่างใกล้ชิดจนคาอินต้องกระแอมเตือนอยู่หลายครั้ง เพราะมือของอิซาเบลล่ามักจะเอื้อมไปสัมผัสในจุดที่ไม่จำเป็น) การฝึกฝนก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่ห้องโถงใต้ดินของเซฟเฮาส์ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นลานประลองขนาดย่อมที่สามารถทนทานต่อการโจมตีที่รุนแรงได้
ห้องใต้ดินนี้กว้างขวางและสูงโปร่ง ผนังทำจากหินแกรนิตสีดำที่แกะสลักด้วยรูนอักษรป้องกัน เพดานสูงมีโคมไฟคริสตัลแขวนอยู่หลายดวง ส่องแสงสีขาวนวลที่ทำให้ห้องสว่างไสวแต่ไม่แสบตา พื้นปูด้วยหินอ่อนสีเทาที่เรียบเนียนแต่ไม่ลื่น และมีเครื่องฝึกต่างๆ วางเรียงรายอยู่รอบห้อง
บทเรียนแรกคือการควบคุม "เงา" ซึ่งเป็นพลังพื้นฐานของแวมไพร์ คาอินเป็นผู้สอนด้วยตัวเอง เขาถอดเสื้อคลุมออกและยืนอยู่กลางห้องด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แสงจากโคมไฟส่องลงมาทำให้เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้น
"เงาไม่ใช่แค่การขาดแสง เอลาร่า" เขาอธิบายด้วยเสียงที่เข้มข้น "มันคือส่วนหนึ่งของตัวเจ้า เป็นการขยายตัวของจิตวิญญาณและพลังของเจ้า เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะรู้สึกถึงมัน เข้าใจมัน และสั่งการมัน"
เขาแสดงให้เธอดูด้วยการสลายร่างของตัวเองให้กลายเป็นเงาและเคลื่อนที่ไปมาในห้องอย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน เงาของเขาเคลื่อนที่ราวกับมีชีวิต ไหลเซาะไปตามผนัง ขึ้นไปบนเพดาน และกลับมารวมตัวเป็นร่างคนอีกครั้ง การเคลื่อนไหวนั้นสง่างามและน่าทึ่ง เหมือนการเต้นรำของเงาที่มีจิตสำนึก
"จงรู้สึกถึงมัน...เอลาร่า" คาอินสั่งขณะที่เขากลับมาเป็นร่างคนปกติ "เงาไม่ใช่แค่ความมืด แต่มันคือส่วนหนึ่งของตัวเจ้า จงสั่งให้มันเคลื่อนไหวตามที่เจ้าต้องการ แต่อย่าลืมว่า...เจ้าต้องเชื่อมต่อกับมันก่อน"
เอลาร่าพยายามทำตาม เธอหลับตาลงและเพ่งสมาธิไปที่เงาของตัวเองที่ทอดอยู่บนพื้น เธอพยายามจะสั่งให้มันขยับ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เงายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม เธอรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
"อย่า 'พยายาม' ที่จะสั่ง" คาอินแนะนำด้วยเสียงที่อดทนและเข้าใจ "จง 'เป็นหนึ่งเดียว' กับมัน อย่าคิดว่าเงาเป็นสิ่งแยกจากตัวเจ้า แต่จงคิดว่ามันเป็นส่วนขยายของร่างกายเจ้า เหมือนแขนหรือขาอีกข้างหนึ่ง"
เอลาร่าลองอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ได้คิดว่ากำลังสั่งเงา แต่จินตนาการว่าตัวเองคือเงา เธอรู้สึกถึงความเย็นและความมืดที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย มันเป็นความรู้สึกที่แปลกแต่ไม่น่ากลัว เหมือนการได้อยู่ในอ้อมกอดของความสงบ และในวินาทีนั้นเอง...เงาของเธอก็ขยับกระดิกไปมาได้จริงๆ!
เธอดีใจจนเผลออุทานออกมา "ได้แล้ว! ข้าทำได้แล้ว!" ทำให้สมาธิของเธอหลุดและเงาก็กลับไปนิ่งเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของการเชื่อมต่อนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของเธอ
"ดีมาก" คาอินชมเชยด้วยรอยยิ้มที่หาดูได้ยาก "นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี เจ้าเรียนรู้เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้ แต่นี่เป็นแค่ขั้นพื้นฐานเท่านั้น เราต้องฝึกให้เจ้าสามารถควบคุมเงาได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ"
พวกเขาฝึกต่อไปอีกหลายชั่วโมง คาอินสอนให้เอลาร่าเทคนิคต่างๆ ในการใช้เงา การเคลื่อนที่ผ่านเงา การใช้เงาเป็นอาวุธ และการซ่อนตัวในเงา เอลาร่าเรียนรู้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
บทเรียนที่สองคือการใช้เวทมนตร์แห่งแสงของเอลฟ์ อิซาเบลล่าเป็นคนสอนในส่วนนี้ แม้ว่านางจะไม่ใช่เอลฟ์ แต่ความรู้ของนางในเรื่องเวทมนตร์นั้นกว้างขวางอย่างน่าเหลือเชื่อ นางเปลี่ยนบรรยากาศของห้องให้อบอุ่นและสงบขึ้น โดยการจุดเทียนหอมและเปิดเพลงธรรมชาติเบาๆ
"พลังของเอลฟ์มาจากธรรมชาติ" อิซาเบลล่าอธิบายด้วยเสียงที่นุ่มนวลและเย้ายวน "เจ้าต้องเชื่อมต่อกับพลังชีวิตที่อยู่รอบตัวเจ้า...ต้นไม้...ดอกไม้...แม้กระทั่งอากาศที่เจ้าหายใจเข้าไป ทุกสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งมีพลังงาน และเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารกับพลังงานเหล่านั้น"
นางสาธิตด้วยการรวบรวมพลังงานแสงจากหลอดไฟในห้องให้มารวมกันที่ปลายนิ้วของนางจนเกิดเป็นลูกบอลแสงขนาดเล็กที่สว่างไสว ลูกบอลแสงนั้นเต้นระบำอยู่บนฝ่ามือของนาง เปลี่ยนสีจากขาวเป็นทอง เป็นเงิน และเป็นสีรุ้งอย่างสวยงาม
"เห็นไหม? พลังแสงไม่ใช่แค่การส่องสว่าง" นางอธิบายต่อ "มันคือพลังแห่งชีวิต พลังแห่งความหวัง และพลังแห่งการสร้างสรรค์ เจ้าสามารถใช้มันเพื่อรักษา เพื่อป้องกัน เพื่อโจมตี หรือแม้กระทั่งเพื่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา"
เอลาร่าลองทำตามบ้าง เธอหลับตาลงและพยายามสัมผัสถึงพลังงานที่อยู่รอบตัว ในตอนแรกเธอไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เมื่อเธอนึกถึงความรู้สึกตอนที่พลังของเธอตื่นขึ้น...ความรู้สึกที่เชื่อมต่อกับทุกสิ่งทุกอย่าง...เธอก็เริ่มรู้สึกถึงมันได้...กระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวเธอ
มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอบใจ เหมือนการได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ธรรมชาติ เธอรู้สึกถึงชีวิตของต้นไม้ที่อยู่ข้างบน รู้สึกถึงการไหลเวียนของน้ำใต้ดิน และรู้สึกถึงลมหายใจของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบริเวณนั้น
เธอค่อยๆ รวบรวมพลังงานนั้นมาไว้ที่ฝ่ามือของเธอ และในที่สุด...ลูกบอลแสงขนาดเล็กกว่าของอิซาเบลล่าเล็กน้อยก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเธอ มันส่องสว่างและอบอุ่นอย่างน่าประหลาด แสงสีเงินอ่อนๆ ที่มีประกายสีทองและสีเขียวแซมอยู่
"ยอดเยี่ยม!" อิซาเบลล่ายิ้มอย่างพอใจ นางเดินเข้ามาใกล้และใช้นิ้วสัมผัสลูกบอลแสงของเอลาร่าเบาๆ "เจ้ามีพรสวรรค์มากกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก และดูสิ...แสงของเจ้ามีสีที่เป็นเอกลักษณ์ นั่นแสดงว่าพลังของเจ้าไม่ใช่แค่การเลียนแบบ แต่เป็นสิ่งที่เป็นของเจ้าจริงๆ"
บทเรียนสุดท้ายและเป็นบทเรียนที่ยากที่สุด...คือการควบคุมพลังของซัคคิวบัส
อิซาเบลล่าเปลี่ยนบรรยากาศของห้องอีกครั้ง คราวนี้เธอทำให้ห้องมืดลงและจุดเทียนสีแดงที่ให้แสงนุ่มนวลและเย้ายวน กลิ่นหอมของดอกกุหลาบและจัสมินลอยอยู่ในอากาศ
"พลังของซัคคิวบัสคือการควบคุมเสน่ห์และการดูดซับพลังชีวิต" อิซาเบลล่าอธิบายต่อด้วยเสียงที่จริงจังขึ้น "มันเป็นพลังที่อันตรายที่สุด เพราะถ้าเจ้าควบคุมมันไม่ได้...เจ้าอาจจะดูดพลังชีวิตของคนที่เจ้ารักจนหมดสิ้นไปโดยไม่รู้ตัว หรือแย่กว่านั้น...เจ้าอาจจะทำให้พวกเขาหลงใหลในตัวเจ้าจนสูญเสียตัวตนของตัวเอง"
นางหยุดพักและมองเอลาร่าด้วยความเป็นห่วง "นี่คือเหตุผลที่เราต้องระมัดระวังมาก พลังนี้มันล่อใจและเสพติด แม้แต่ตัวเจ้าเองก็อาจจะติดการใช้มัน"
"แล้ว...ข้าจะควบคุมมันได้ยังไงคะ?" เอลาร่าถามด้วยความกังวล เธอไม่อยากทำร้ายใครโดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะคนที่เธอรัก
"เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะ 'เปิด' และ 'ปิด' มันตามที่เจ้าต้องการ" อิซาเบลล่าตอบ "และเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมความเข้มของมัน ลองมองมาที่ข้าสิ...แล้วลอง 'เปิด' เสน่ห์ของเจ้าออกมาเล็กน้อย แต่ระวัง...อย่าปล่อยมันออกมาเต็มที่"
เอลาร่าทำตาม เธอจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีอำพันของอิซาเบลล่าและพยายามปลดปล่อยเสน่ห์ที่เธอรู้สึกได้ว่ามันกำลังคุกรุ่นอยู่ภายในตัวออกมา เธอพยายามควบคุมให้มันออกมาเพียงเล็กน้อย
วินาทีนั้น...บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปในทันที!
อิซาเบลล่าถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยและมีแววของความปรารถนาฉายออกมาอย่างชัดเจน แม้แต่นางซึ่งเป็นถึงลูกครึ่งซัคคิวบัสก็ยังได้รับผลกระทบจากเสน่ห์ที่เอลาร่าปลดปล่อยออกมา นางรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย และความปรารถนาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่คนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด...คือคาอิน!
แวมไพร์หนุ่มที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถึงกับคำรามออกมาในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความหิวกระหาย ดวงตาสีนิลของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในทันที เขี้ยวของเขายื่นออกมา และกล้ามเนื้อทั่วร่างกายตึงเครียด เขาก้าวเข้ามาหาเอลาร่าด้วยท่าทีคุกคามราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะขย้ำเหยื่อ สัญชาตญาณของแวมไพร์ในตัวเขาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่
"คาอิน! ตั้งสติไว้!" อิซaเบลล่าตะโกนเตือน แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไป เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อยเพราะนางเองก็ยังต้องต่อสู้กับผลกระทบจากเสน่ห์ของเอลาร่า
"ปิดมันซะ! เอลาร่า! ปิดมันเดี๋ยวนี้!" อิซาเบลล่าหันมาสั่งเอลาร่าเสียงดัง ความตื่นตระหนกในเสียงของนางทำให้เอลาร่าตระหนักได้ว่าสถานการณ์กำลังจะเสียควบคุม
เอลาร่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอเห็นคาอินเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหิวกระหายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันไม่ใช่สายตาของคาอินที่เธอรู้จัก แต่เป็นสายตาของสัตว์ร้ายที่กำลังจะล่าเหยื่อ เธอพยายามจะ "ปิด" พลังนั้น แต่เธอก็ไม่รู้วิธี ความตื่นตระหนกทำให้เธอควบคุมอะไรไม่ได้
ในจังหวะที่คาอินกำลังจะพุ่งเข้ามาถึงตัวเธอนั้นเอง...
"พอได้แล้ว!"
อิซาเบลล่าพุ่งเข้ามาขวางระหว่างคนทั้งสองไว้ นางใช้พลังของตัวเองสร้างกำแพงป้องกันระหว่างคาอินกับเอลาร่า นางจ้องเข้าไปในดวงตาสีแดงของคาอินอย่างไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวนางเองจะยังคงสั่นไหวจากผลกระทบของเสน่ห์
"นี่คือหลานสาวของเจ้านะ คาอิน! ไม่ใช่เหยื่อ!" นางตะโกนด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ "เธอคือเอลาร่า! คือคนที่เจ้ารัก! ไม่ใช่อาหารของเจ้า!"
คำพูดของอิซาเบลล่าเหมือนกับน้ำเย็นที่สาดเข้าไปในกองไฟ คาอินชะงักไปในทันที เขาสะบัดศีรษะอย่างแรงสองสามครั้ง ราวกับกำลังต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ในหัวของเขา ก่อนที่ดวงตาของเขาจะค่อยๆ กลับมาเป็นสีนิลเหมือนเดิม เขี้ยวของเขาหดกลับเข้าไป และใบหน้าของเขากลับมาเป็นปกติ
เขาถอยห่างออกมาจากเอลาร่าและหันหน้าไปทางอื่นราวกับรู้สึกผิด มือของเขาสั่นเล็กน้อย และเขาหายใจหอบราวกับเพิ่งวิ่งมาไกล
"ข้า...ข้าขอโทษ" เขาพูดเสียงเบา เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเสียใจและความผิด "ข้าไม่ได้ตั้งใจ...ข้าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้"
เอลาร่ายืนตัวสั่นด้วยความตกใจและหวาดกลัว เธอไม่เคยคิดว่าพลังของเธอจะอันตรายได้ถึงขนาดนี้ ขนาดที่ทำให้คาอินผู้ซึ่งมีสติมั่นคงอยู่เสมอต้องคลุ้มคลั่งได้ เธอรู้สึกผิดและกลัวในเวลาเดียวกัน
อิซาเบลล่าเดินเข้ามาโอบกอดเอลาร่าไว้เพื่อปลอบโยน "ไม่เป็นไรนะ...มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า" นางกระซิบด้วยเสียงที่อ่อนโยน "นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมันให้ได้ พลังของซัคคิวบัสมันทรงพลังมาก และเจ้ามีพลังมากกว่าซัคคิวบัสธรรมดา"
นางหันไปมองคาอิน "และเจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะต้านทานมันด้วย ถ้าเจ้าไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เมื่อเอลาร่าใช้พลังนี้ เจ้าจะเป็นอันตรายต่อเธอได้"
คาอินพยักหน้าอย่างหนักใจ "ข้าเข้าใจ...ข้าจะฝึกฝนให้มากขึ้น"
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ทั้งสามคนตระหนักได้ว่า...การฝึกฝนที่แท้จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และมันก็อันตรายกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก...เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุด...อาจจะไม่ใช่พวกเอลฟ์ที่อยู่ข้างนอก...แต่เป็นพลังที่อยู่ภายในตัวของเอลาร่าเอง...พลังที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง...รวมถึงคนที่เธอรักที่สุดด้วย
การฝึกฝนในวันนั้นจบลงด้วยความเงียบที่หนักอึ้ง ทั้งสามคนต่างก็รู้ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้ และเวลาที่เหลืออยู่นั้น...อาจจะไม่เพียงพอสำหรับการเตรียมตัว