ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย

    คายโชคชะตา

            เมื่อได้ฟังสิ่งที่พวกหลิงเอ๋อเล่ามาทั้งหมดสามีภรรยาตระกูลเมิ่งก็พากันถอนหายใจบุตรชายตนเองอายุยังน้อยประสบการณ์ด้านผู้หญิงล้วนแต่ยังไม่มีตลอดหลายปีเซี่ยชิงอี้กคอยป้องกันหญิงสาวคนอื่นไม่ให้เข้ามายุ่งกับเมื่องเจี้ยนเฉินเหมือนกับแม่ไก่หวงลูกเจี๊ยบดังนั้นผู้หญิงที่เมิ่งเจี้ยนเฉินสามารถคุยด้วยได้ก็มีเพียงพวกสาวใช้ในตระกูลเท่านั้น

            “เสียดายจริงๆหากเจี้ยนเฉินมีประสบการณ์มากกว่านี้เหมือนกับข้าคงสามารถจัดการสถานการณ์นั้นได้ดีกว่านี้”เมิ่งซานยกยิ้ม

            “โอ้ประสบการณ์แบบไหนกัน” ใบหน้าของจีหลานกลายเป็นเย็นชา

            “ไม่ใช่ข้าแค่ล้อเล่น ข้าล้อเล่นเท่านั้นเอง” เมิ่งซานรีบแก้ตัวทันที

            พวกหลิงเอ๋อมองทั้งสองคนด้วยแววตาสงสัยและไร้เดียงสาพวกนางไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้หลิงเอ๋อจะเคยเลียนแบบสิ่งที่พี่สาวนางสอนมาเกี่ยวกับการหลอกผู้ชายและใช้คำพูดอ่อนหวานแต่นางกลับไม่รู้ความหมายในคำพูดพวกนี้มากนัก

            หลังจากคุยกับเมิ่งเหยียนเสร็จเมิ่งเจี้ยนเฉินก็เรียกพวกหลิงเอ๋อและฮวาชิงและเดินไปยังหน้าประตูของภูเขาเซียนตูภูเขาเซียนตูในตอนนี้เรียกได้ว่าไม่เหมือนเดิมอีกแล้วประตูและบันไดได้ถูกสร้างจนเสร็จและดูเหมือนภูเขาของเซียนอย่างแท้จริงกลิ่นอายของปราณวิญญาณฟ้าดินของภูเขาเซียนตูนั้นจะหนาแน่นกว่าภูเขาลูกทั้งสี่ที่ตระกูลเมิ่งอาศัยอยู่

            ทันทีที่พวกฮวาชิงติดตามเมิ่งเจี้ยนเฉินขึ้นไปบนภูเขาเซียนตูนางก็ตื่นตระหนกเพราะปราณวิญญาณที่สมบูรณ์ของภูเขาเซียนตูเหนือกว่าของสำนักหยกขาวที่นางเคยไปเยี่ยมเยียนเสียอีก

            “ว้าวที่นี่งดงามมาก”หลิงเอ๋อดวงตาเป็นประกาย

            “แต่บันไดสูงมากเลย”หยูหยูน้อยมองไปยังบันไดสูงที่ทอดยาวไปยังบนยอดเขา

            “เดี๋ยวพวกเจ้าไปถึงยอดเขาพวกเจ้าก็ได้เห็นภาพที่งดงามกว่านี้”เมิ่งเจี้ยนเฉินหัวเราะ

            หรานซีเองก็เดินตามมาอยู่ด้านหลังสุดเพียงแต่นางไม่ได้พูดอะไรเพราะนางเคยเห็นภูเขาเซียนตำหนักของพวกเซียนมาก่อนยิ่งไม่ต้องพูดถึงของสำนักเต๋าสายที่หนึ่งของนางมียอดเขาแบบนี้ไม่รู้กี่ลูก

            ขณะเดินขึ้นเขาหยูหยูน้อยก็มองเห็นลำธารสายหนึ่งไม่ใหญ่มากไหลลงมาจากยอดเขาเห็นได้ชัดว่าเป็นลำธารสายนี้ที่เมิ่งเจี้ยนเฉินจะยกให้นางดูแล

            เมื่อมาถึงยอดเขาก็เห็นตำหนักที่งดงามหลังหนึ่งรอบๆตำหนักล้วนแต่มีสมุนไพรและดอกไม้หายากปลูกเอาไว้และยังมีค่ายกลที่ยอดเยี่ยมจำนวนมากถูกสร้างเอาไว้อีก

            “คารวะนายน้อย”จ้าวหยาและจ้าวหยูยืนรออยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นเมิ่งเจี้ยนเฉินทั้งสองก็คารวะ

            “อืมไม่เลวดูเหมือนพวกเจ้าจะขยันฝึกไม่เกียจคร้าน” เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้มอย่างพอใจ

            “พวกเราไม่อยากทำให้นายน้อยผิดหวัง”จ้าวหยากล่าว

            “ดีหลังจากนี้นอกจากพวกเจ้าที่จะได้เป็นสมาชิกของภูเขาเซียนตูในอนาคตยังมีพวกนางที่จะมาเป็นสมาชิกของภูเขาเซียนตูข้าจะแนะนำให้พวกเจ้ารู้จัก”เมิ่งเจี้ยนเฉินแนะนำพวกฮวาชิงออกมา

            พวกจ้าวหยาตกใจเพราะพวกเขาไม่คิดว่าองค์หญิงคนหนึ่งจะกลายมาเป็นคนของภูเขาเซียนตู

            “ในตำหนักยังมีห้องว่างอยู่อีกหลายห้องเจ้าสามารถเลือกได้ตามใจส่วนห้องฝึกฝนและห้องตำราให้จ้าวหยูเป็นคนแนะนำก็แล้วกันส่วนหยูหยูน้อยพวกเราไปดูบ้านใหม่ของเจ้ากับเจ้าปลามังกรกันเถอะ” เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม

            เมิ่งเจี้ยนเฉินพาหยูหยูน้อยเดินไปยังน้ำตกที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักน้ำตกสายนี้ไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็กเมิ่งเจี้ยนเฉินจึงอยากจะขยายขนาดของลำธารสายนี้แต่การจะทำแบบนั้นก็ต้องใช้แรงคนจำนวนมาก

            “แม้จะไม่ใหญ่มากแต่ข้าสามารถช่วยขยายขนาดได้”หยูหยูน้อยมองไปยังล้ำธารที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ด้วยสีหน้าเบิกบานแถมที่นี่ยังเต็มไปด้วยปราณวิญญาณฟ้าดินต่อให้นางนอนหลับทั้งวันก็ยังฝึกฝนได้

            “เจ้าสามารถขยายลำน้ำสายนี้ได้ด้วยตัวเองงั้นเหรอ”เมิ่งเจี้ยนเฉินแปลกใจ

            “ข้าเคยบังเอิญได้วิชาภูติมาเล่มหนึ่งวิชานี้สามารถช่วยให้ข้าสร้างถ้ำส่วนตัวได้และมันก็ช่วยขยายลำธารสายนี้ได้เล่นกันแต่อาจจะต้องใช้เวลาเพราะข้ายังอ่อนแออยู่มาก”หยูหยูน้อยกล่าวด้วยความเขินอาย

            “ไม่ต้องรีบถึงอย่างไรต่อจากนี้ที่นี่ก็คือบ้านของเจ้าค่อยๆขยับขยายไปเถอะก่อนอื่นพวกเรามาจัดการเรื่องปลามังกรและปลาครับทองกันก่อน” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ท่านเจ้าขุนเขาปล่อยพวกมันมาได้เลยข้าจะช่วยออกคำสั่งกับพวกมันเองใช่สิข้ามีวิชาอยู่บทหนึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ปลาครีบทองออกไปจากบริเวณภูเขาเซียนตูลูกนี้ได้”หยูหยูน้อยแปลงกายกลับไปเป็นปลาขนาดเท่ากับปลามังกรจากนั้นก็ร่ายวิชาบางอย่างทำให้เหมือนกับมีอาณาเขตของนางแผ่กระจายออกไป

            “นี่คืออาณาเขตของหยูหยู”หลิงเอ๋อมองไปยังอาณาเขตที่หยูหยูน้อยสร้างขึ้น

            “นี่เป็นเหมือนอาณาเขตที่ข้าสร้างขึ้นมาจากนี้พวกมันจะต้องอยู่แต่ในอาณาเขตของข้าเท่านั้นไม่สามารถออกไปได้”หยูหยูน้อยกล่าว

            “เช่นนั้นก็ดีข้าจะปล่อยพวกมันออกมาละนะ” เมิ่งเจี้ยนเฉินโบกมือถุงสมบัติก็ลอยออกไปก่อนจะเปิดออก

            ร่างของปลามังกรเป็นตัวแรกที่พุ่งออกมาจากนั้นก็กระโดดลงไปในลำธารปลามังกรว่ายไปรอบๆตอนแรกมันแสดงท่าทีไม่พอใจเพราะสถานที่แห่งนี้แคบเกินไปสำหรับมันแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงโชคชะตาที่ภูเขาเซียนตูมีมันก็กลายเป็นร่าเริงในทันที

            “ดูเหมือนมันจะพอใจอยู่นะ”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม

            ส่วนปลาครีบทองและปลาชนิดอื่นๆที่เมิ่งเจี้ยนเฉินตกมาก็ถูกหยูหยูน้อยออกคำสั่งทำให้พวกมันไม่อาจออกไปจากภูเขาเซียนตูได้แต่สำหรับพวกมันแล้วก็ไม่ได้สำคัญเพราะลำธารสายนี้ค่อนข้างมีอาหารสมบูรณ์แถมน้ำยังสะอาดและบริสุทธิ์กว่าในทะเลสาบหยินโจวมาก

            เมิ่งเจี้ยนเฉินและหลิงเอ๋อไม่ได้รบกวนหยูหยูน้อยที่กำลังสำรวจลำธารสายนี้และเริ่มการสร้างถ้ำของนางเพื่อเป็นการบ่งบอกว่านี่คืออาณาเขตของนาง

            เมิ่งเจี้ยนเฉินที่ตัดสินใจจะอยู่ที่ภูเขาเซียนตูครึ่งปีเพราะต้องการจะช่วยให้ฮวาชิงหลอมกระบี่แห่งชีวิตเล่มแรกให้ได้เสียก่อนเพราะหากตนออกเดินทางก็จะไม่มีใครช่วยชี้แนะให้กับนาง

            หรานซีในตอนนี้ยืนอ้าปากค้างอยู่ในห้องหนังสือตำราและสมบัติที่วางอยู่ตามชั้นวางนางไม่เคยคิดว่าเมิ่งเจี้ยนเฉินจะมีสมบัติมากมายขนาดนี้

            “อย่าได้คิดขโมยเด็ดขาด”เมิ่งเจี้ยนเฉินที่เห็นก็ยกยิ้มกล่าวหยอกล้อ

            “ใครจะไปอยากได้กัน”เมื่อได้สติหรานซีก็กล่าวออกมา

            “ขนาดท่านอาจารย์ของข้ายังอยากได้เลยไม่สิท่านแอบเอาสมบัติของข้าไปอย่างน้อยก็สี่ห้าชิ้น” เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “อะไรนะท่านเจ้าลัทธิขโมยสมบัติของลูกศิษย์ตัวเองงั้นเหรอ”หรานซีอ้าปากค้างอีกครั้งความเคารพในใจสั่นคลอนทันที

            “ไม่ถือว่าขโมยเพราะข้าให้ด้วยความเต็มใจ”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “กุมารแจกทรัพย์งั้นเหรอ”หรานซีเค้นเสียง

            เมิ่งเจี้ยนเฉินไม่สนใจนางอีกเดินไปยังห้องตำราก็เห็นฮวาชิงกำลังยืนอ่านตำราอยู่เมิ่งเจี้ยนเฉินจึงเดินเข้าไปหา

            “วันนี้เจ้าพักผ่อนเร็วหน่อยก็ดีเพราะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะเริ่มช่วยเจ้าหลอมกระบี่แห่งชีวิตอย่างจริงจัง”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ได้แต่ตำราพวกนี้ข้าสามารถฝึกพวกมันได้ทั้งหมดจริงๆงั้นเหรอ” ฮวาชิงแววตาสดใสนางไม่คิดว่าภูเขาเซียนตูจะมีตำราโบราณมากมายขนาดนี้

            “แน่นอนไม่งั้นข้าจะนำออกมาวางไว้ทำไม”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “นายน้อยท่านผู้นำได้ส่งสาวสองคนมาเพื่อช่วยทำความสะอาดและดูแลตำหนัก”จ้าวหยูกล่าว

            “ดูเหมือนท่านพ่อจะเป็นกังวลว่าพวกเราจะไม่สามารถฝึกฝนได้อย่างสงบเลยหาคนมาจัดการงานเล็กๆน้อยๆสินะบอกพวกนางให้ไปพักยังห้องพักของสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังและให้นางเตรียมทำอาหารเย็นด้วย”เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าว

            “ข้าจะไปแจ้งให้พวกนางทราบเดี๋ยวนี้”จ้าวหยูจากไป

            ขณะเดียวกันปลามังกรที่สัมผัสได้ถึงโชคชะตาที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมมันจึงไม่รอช้าคายโชคชะตาที่เคยกินตอนอยู่ที่ทะเลสาบหยินโจวออกมาทั้งหมดพริบตาทั่วภูเขาเซียนตูก็เหมือนกับได้รับพรจากสวรรค์โชคชะตาของภูเขาเซียนตูเพิ่มขึ้นอย่างมากต้นไม้และสมุนไพรพากันเติบโตอย่างรวดเร็วพวกปลาครีบทองพากันกระโดดไปมาอย่างมีความสุข

            “นี่มัน”ฮวาชิงตกใจสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

            “เป็นฝีมือของปลามังกรดูเหมือนมันคิดจะคายของเก่าออกมาแล้วกินของใหม่”เมิ่งเจี้ยนเฉินยิ้ม

            อย่างที่เมิ่งเจี้ยนเฉินกล่าวปลามังกรที่คายโชคชะตาในร่างออกมาก็เริ่มดูดซับโชคชะตาของภูเขาเซียนตูเข้าไปเพียงแต่การดูดซับโชคชะตาของปลามังกรนั้นช้ามากจึงไม่ส่งผลกระทบต่อภูเขาเซียนตูเลยแถมในอนาคตเมื่อปลามังกรคายโชคชะตาออกมาก็จะคืนกลับมาเป็นสองเท่าอีกด้วย

            พวกเมิ่งเหยียนที่อยู่ด้านล่างก็ตกใจเช่นกันพวกเขาต่างก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

            “ดูเหมือนเจ้าเด็กน้อยจะเก็บของดีกลับมาอีกแล้ว”เมิ่งเหยียนยกยิ้ม

            สำหรับตระกูลเมิ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบนภูเขาเซียนตูก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถึงอย่างไรที่ภูเขาหลักก็เป็นที่อยู่อาศัยของเซียนในสายตาพวกเขาหลายปีมานี้นอกจากพวกเมิ่งเหยียนแล้วผู้อาวุโสในตระกูลก็ไม่อาจขึ้นไปได้นี่คือกฎที่เจ๋อเทียนเป็นคนตั้งดังนั้นผู้อาวุโสหลายคนที่มีลูกหลานจึงคาดหวังอย่างยิ่งว่าในอนาคตลูกหลานของพวกเขาจะมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนกลายเป็นเซียนบ้าง

            หมอกสีทองได้ไหลจากยอดเขาลงมาด้านล่างพริบตาก็ปกคลุมภูเขาลูกทั้งหมดก่อนหมอกสีทองจะหายไปหลายคนที่ติดคอขวดถึงกับทะลวงระดับได้ทันที บางคนที่มีอาการป่วยก็รู้สึกดีขึ้น

            อีกด้านหนึ่งในสำนักเต๋าสายที่หนึ่งบนยอดเขาส่วนตัวแห่งหนึ่งที่มีบรรยากาศที่งดงามร่างของหญิงสาวที่ดงงามนางหนึ่งนั่งอยู่บนทะเลสาบหลับตาฝึกฝน กระบี่เล่มหนึ่งของนางเป็นสีดำเหมือนถ่านแต่พริบตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานและแผ่กลิ่นอายแผดเผาออกมา

            “กระบี่แห่งชีวิตเถ้าถ่านของศิษย์น้องยอดเยี่ยมจริงๆพลังของมันเหมือนกับระเบิดที่พร้อมถูกจุดได้ตลอดเวลา”หญิงสาวชุดฟ้ากล่าวขึ้นนางคือศิษย์พี่ของเซี่ยชิงอี้ที่เป็นคนมารับเซี่ยชิงอี้นามของนางคือหลันจี

            “ศิษย์น้องเซี่ยมีพรสวรรค์มากด้วยเวลาไม่กี่ปีนางก็บรรลุขอบเขตก่อกำเนิดแล้ว”ชายหนุ่มผู้หล่อเหลากล่าวนามของชายคนนี้คือเจียงไป๋เป็นศิษย์ของเจ้าลัทธิสายที่หนึ่งและเป็นศิษย์พี่ของเซี่ยชิงอี้และหลันจี

            “นางถือร่างเทพอัคคีหากพูดกันตามความจริงนางก็ไม่ต่างจากเทพอัคคีกลับชาติมาเกิดใหม่จะมีพรสวรรค์ก็ไม่แปลก”หลันจียิ้ม

            “เพราะแบบนั้นข้าถึงไม่เข้าใจว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงเห็นด้วยกับการหมั้นของศิษย์น้องและคนชั้นต่ำจากสายที่ห้า”เจียงไป๋กล่าว

            “ศิษย์พี่เจียงโปรดระวังปากด้วยหากท่านอยากจะหาเรื่องใส่ตัวข้าก็ไม่ว่าแต่อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเลยคู่หมั้นของศิษย์น้องเซี่ยไม่ได้อ่อนแอและเป็นคนชั้นต่ำอย่างที่ท่านคิดในอนาคตท่านควรจะยอมแพ้ในความคิดของท่านซะ”หลันจีเผยแววตาเย็นชาทันที

            “เหอะคนที่พึ่งฝึกฝนใหม่เมื่อห้าปีก่อนคิดจะตามศิษย์น้องเซี่ยให้ทันยังเป็นไปไม่ได้แล้วจะมีคุณสมบัติอะไรมาแต่งงานกับศิษย์น้องเซี่ยส่วนข้าฮึย่อมมีคุณสมบัตินั้น” เจียงไป๋ยกยิ้ม