อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 37 วันปฐมนิเทศ

    บทที่ 37 วันปฐมนิเทศ




    “ขอโทษนะเพื่อนนักเรียน แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจผิดแล้วล่ะ” อันซูหยวนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มั่นใจมาก เมื่อเห็นว่าอันซูหยวนคิดจะตอบโต้ตนเอง คิ้วของจูหลิวหลี่ก็ขมวดมุ่น




    “เข้าใจผิดหรอ? อ้อ ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ขายให้คนในสถาบันนี้ แต่ขายให้คนข้างนอกอย่างนั้นสินะ” 




    จูหลิวหลี่ยังแค่นยิ้มต่อไป เธอไม่เชื่อหรอกว่าอันซูหยวนจะมีเครดิตมากมายให้ใช้น่ะ เสื้อผ้าจากเขตชั้นในราคาเท่าไร ถ้าเทียบกับรายได้ของพวกคนเก็บขยะจากเขตชั้นนอก พวกหล่อนไม่มีทางซื้อมันได้แน่


                


    อีกอย่าง ต่อให้บอกว่าเป็นนักเรียนทุน ต่อให้เป็นนักเรียนทุนขององค์กรนักล่าตระกูลจางที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเขาก็ยังมอบเงินสนับสนุนแค่เดือนละไม่กี่เครดิตเท่านั้น 




    ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ปิดบังอะไร เพราะองค์กรนักล่าตระกูลจางไม่ได้รับแค่เด็กจากเขตชั้นนอก พูดให้ถูก...สมาชิกจากเขตชั้นในที่แข็งแกร่งยังมีมากกว่าอีก คนในตระกูลจูของเธอหลายคนก็พยายามแสดงความสามารถเพื่อให้ตระกูลจางรับพวกเขาเข้าไปทำงานด้วยเลย


                


    ดังนั้น ด้วยเงินไม่กี่หมื่นเครดิตนี้ เพียงแค่ซื้อแกนพลังงานดีๆ อาวุธดีๆ หรือแม้แต่ยารักษาก็ยังไม่ค่อยจะพอ หากอีกฝ่ายเอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อเสื้อผ้าที่หนึ่งชุดมีราคาหลักพันหลักหมื่นเครดิตจริงๆ เช่นนั้นก็คงถือว่าเป็นคนโง่เขลาแล้ว


                


    ความเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือ การที่อันซูหยวนคนนี้ได้รับชุดใหม่มาโดยคนอื่น




    “ฉันไม่ได้ขายหรือทำตัวเสื่อมทรามเช่นที่เพื่อนนักเรียนเข้าใจ แน่นอนว่าฉันเข้าใจสาเหตุที่เพื่อนนักเรียนสงสัยฉัน นั่นเพราะเสื้อผ้าพวกนี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่...ฉันคือนักเรียนทุนขององค์กรนักล่าตระกูลจาง ทั้งยังเป็นคนที่ท่านประธานจางเลือกมาด้วยตนเอง แล้วที่สำคัญ...ฉันเข้ารับการทดสอบครั้งแรก และได้รับเครดิตมาจากการทดสอบพิเศษจำนวนมากค่ะ”


                


    อันซูหยวนไม่ใช่คนที่จะซ่อนความสามารถของตัวเองอยู่แล้ว เธอตั้งใจที่จะเป็นนักล่าฉายเดี่ยว หากไร้ความสามารถก็คงจะดูน่าสงสัยเกินไป อีกอย่าง...เพื่อให้เจ้านายเห็นผลงาน อันซูหยวนจะมามัวซ่อนมันอยู่ได้อย่างไร


                


    นอกจากนี้ เรื่องที่เธอผ่านการทดสอบขององค์กรนักล่าตระกูลจางด้วยคะแนนสูงนั้นไม่ใช่ความลับเสียด้วย ต่อไปก็คงจะมีคนอื่นรู้อีก ต่อให้เธอไม่พูดออกมา เรื่องนี้ก็จะต้องถูกรู้ในสักวันหนึ่ง สู้แสดงออกมาให้คนอื่นเห็นด้วยตนเองไม่ดีกว่าหรือ?




    “หรือว่าเธอก็คือคนที่ถูกพูดถึงกันในตอนนี้?” นักเรียนชายคนหนึ่งตกใจมาก เขาถึงกับผุดลุกขึ้นมาชี้หน้าอันซูหยวนด้วยความตื่นเต้นทันที


                


    เหมือนกับพวกรุ่นพี่ พวกเขาดูถูกนักเรียนทุนเพราะอีกฝ่ายอ่อนแอและอาจจะเป็นตัวถ่วงของตนได้ ทว่าพวกเขาไม่เคยรังเกียจผู้แข็งแกร่งเลย




    “ฉันมาจากตระกูลจาง ตอนนี้ที่ตระกูลของพวกเราพูดถึงเธอกันทั้งนั้น นอกจากจะเป็นคนที่ท่านประธานจางเลือกมาด้วยตัวเองแล้ว ก็ยังผ่านการทดสอบพิเศษด้วย ได้ยินว่าเธอได้เครดิตไปหลายสิบล้านเครดิตไม่ใช่หรอ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง..เสื้อผ้าพวกนี้ก็เข้าใจที่มาแล้วล่ะ” 


                


    นักเรียนชายคนนั้นพูดอย่างตื่นเต้น ไม่ใช่แค่นั้น แต่เขายังรีบเดินมาหาอันซูหยวนอีกด้วย




    “เธอชื่อว่าอะไร ฉันชื่อว่า “จางเฟย” ความสามารถของฉันก็คือการใช้ดาบยักษ์เหมือนกับท่านประธานจาง อันที่จริง...พวกเราในตระกูลจางก็มักจะเลือกฝึกฝนดาบยักษ์กันในช่วงแรก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลายเป็นผู้ใช้ดาบยักษ์ได้หรอกนะ ต้องเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแกร่งพอสมควรเลยล่ะ และฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่น่าภาคภูมิใจของตระกูลเรา” 


                


    จางเฟยแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตร เขากระตือรือร้นอย่างมากในขณะพูดคุยกับอันซูหยวน




    “ฉันชื่อว่า “จางลั่ว” เป็นผู้ใช้มีดสั้น”




    “ส่วนฉันชื่อว่า จางหวานหว่าน เรียกว่าหวานหว่านก็ได้ ความสามารถก็คือการโจมตีด้วยหมัด เห็นแบบนี้แต่ฉันก็แข็งแกร่งและมีความเร็วที่เหนือชั้นเลยล่ะ” 




    นอกจากจางเฟยแล้ว ก็มีนักเรียนจากสกุลจางที่ได้ยินข่าวสมาชิกขององค์กรนักล่าสกุลจางคนใหม่ที่มีความแข็งแกร่งมากเข้ามาทักทายกับซูหยวนอีกสองคน โดยรวมแล้ว...ทั้งสามคนแสดงท่าทางชื่นชมและเป็นมิตรมาก เห็นได้ชัดว่าตระกูลจางนั้นเทิดทูนความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง


                


    เมื่อเห็นการต้อนรับที่คุ้นเคยนี้ หญิงสาวก็พยักหน้ารับเป็นการทักทายตอบ




    “ฉันชื่อ อันซูหยวน ตอนนี้ได้ลงทะเบียนเรียน “วิชาการใช้หอกพื้นฐาน” และ “วิชาใช้ธนูพื้นฐาน” ค่ะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ฉันใช้แท่งเหล็กแหลมในการจัดการกับพวกสัตว์และพืชกลายพันธุ์ ส่วนธนูนั้นเป็นความสนใจเพิ่มเติมของฉันเอง” 


                


    อันซูหยวนแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเหมือนกัน การแสดงออกที่ไม่เก้อเขินหรืออวดดีเกินไปของอันซูหยวนทำให้คนสกุลจางทั้งสามพอใจมาก


                


    เดิมที พวกเขาคิดว่านักเรียนใหม่ที่แข็งแกร่งคนนี้อาจจะภาคภูมิใจมากเกินไปที่ตนเองกลายเป็นคนมีชื่อเสียงในตระกูลจาง ทว่า...เห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้แล้ว ท่าทางของทั้งสามคนก็ยิ่งดีมากขึ้น




    “ทั้งสองวิชาเป็นวิชาที่ค่อนข้างยากเลยนะ แต่ถ้าทำออกมาได้ดีก็จะเป็นนักล่าที่แข็งแกร่งเลย”




    “ใช่ พวกเราอาจจะไม่ได้เรียนวิชาเดียวกัน ถึงอย่างนั้นก็มีพวกรุ่นพี่ตระกูลของเราที่เรียนวิชาที่เธอเลือกอยู่ วันหลังจะแนะนำให้นะ” 




    พวกเขายังคงพูดต่อไปอีกสองสามประโยค การแสดงออกของสมาชิกตระกูลจางนั้นทำให้นักเรียนใหม่ทั้งหลายให้ความสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะจูหลิวหลี่ที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจมาหาเรื่องอันซูหยวนโดยเฉพาะ


                


    คิ้วของหญิงสาวขมวดมุ่น เธอกำลังแยกแยะข้อมูลที่ได้รับมา ก่อนจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตนเองเข้าใจผิดไป ก่อนหน้านี้เธอก็รู้สึกว่าอันซูหยวนไม่ได้เลวร้าย ทว่าหลังจากที่เห็นเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมของอันซูหยวน จูหลิวหลี่ก็คิดว่าอีกฝ่ายทำเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นจริงๆ ไม่ได้คาดคิดเลยว่าแท้จริงแล้วทางนั้นจะเป็นผู้แข็งแกร่งจนสมาชิกตระกูลจางยังต้องมาแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายรู้


                


    ใบหน้าของเธอมีสีแดงเล็กน้อยด้วยความเก้อเขิน ตอนนี้เธอกำลังเตรียมใจที่จะถูกอันซูหยวนโต้กลับสักสองสามประโยคแล้ว แต่คาดไม่ถึงเลยว่าหญิงสาวกลับหันมาพยักหน้าให้กับเธอ




    “ขออภัยที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้แนะนำตัวก็เลยทำให้เธอเข้าใจผิด แล้วก็...เธอเป็นผู้ฝึกวิชาอะไรหรอ บางทีพวกเราอาจจะได้เรียนในวิชาเรียนเดียวกัน”




    “อ่ะ เอ่อ....ไม่หรอก ฉันฝึกแค่กระบี่”




    “อ้อ” อันที่จริง อันซูหยวนรู้ว่าจูหลิวหลี่เลือกลงทะเบียนวิชา “การใช้กระบี่พื้นฐาน” และ “วิชาพื้นฐานการสร้างที่พัก” เป็นวิชาเพิ่มเติมอยู่แล้ว แต่เพื่อให้สถานการณ์นี้ไม่กระอักกระอ่วนเกินไปจึงถามออกเช่นนั้น 


                


    แล้วก็อย่างที่เธอคิด เมื่อเห็นซูหยวนไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ จูหลิวหลี่ก็ถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย เธอมองอันซูหยวนด้วยสายตาเป็นมิตรเพิ่มขึ้นอีก


                


    หลังการเปิดตัวของซูหยวน ชื่อเสียงของเธอก็ได้รับมาจากการเป็นนักล่าของตระกูลจาง และเป็นคนที่ท่านประธานจางเลือกมาด้วยตนเองทันที ผู้คนมากมายสนใจในตัวของอีกฝ่าย พวกเขากำลังเฝ้าดูว่าหญิงสาวผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งขนาดไหน


                


    อย่างไรก็ตาม...การแสดงออกของซูหยวนเช่นนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือ นักเรียนส่วนใหญ่ที่เป็นมิตรกับตระกูลจาง หรือพวกที่ชื่นชอบคนแข็งแกร่งจะยอมรับในตัวของเธอมากขึ้น ในขณะเดียวกัน...ก็มีนักเรียนไม่น้อยที่รู้สึกหมันไส้และเกลียดชังเธอ


                


    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามาจากตระกูลที่เป็นศัตรูกับตระกูลจาง และอีกส่วนก็เป็นเพราะไม่ชื่นชอบคนที่โดดเด่นกว่าตนเอง ดังนั้นในอนาคต...อันซูหยวนจะต้องหาทางรับมือกับคนเหล่านี้ให้ได้ ถึงอย่างนั้น...นี่ก็ดีกว่าการอยู่ในฐานะนักเรียนทุนที่น่ารังเกียจอยู่ดี


                


    สำหรับนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งนี้ นอกจากอันซูหยวนที่เป็นนักเรียนทุนแล้ว ก็ยังมีนักเรียนทุนอยู่อีก 4-5 คน พวกเขาจับกลุ่มกันเพราะเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน หากมีปัญหาอะไรก็ยังพอที่จะช่วยเหลือกันได้ หรือพูดให้ถูกก็คือ...พวกเขาเป็นกลุ่มคนขี้แพ้นั่นเอง ไอ้ที่บอกว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็ยังพอช่วยเหลือกันได้นั้น แท้จริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นจริงหรอก


                


    เพื่อนนักเรียนทุนด้วยกันถูกทุบตีอยู่ทางเดินมาห้องโถงสำหรับปฐมนิเทศนี้ พวกเขาคิดจะออกไปดูบ้างหรือเปล่า? แน่นอนว่าพวกเขาทำตัวเลวร้ายยิ่งกว่าซูหยวนเสียอีก แทนที่จะแจ้งใครบางคนที่นี่เพื่อให้ไปหยุดการลงมือนั้น พวกเขากลับนั่งอยู่กับที่ ไม่กล้าที่จะขยับตัว เพราะกลัวว่าตนเองจะไปขัดหูขัดตาคนอื่นบ้าง


                


    หลังจากที่เห็นอันซูหยวน นักเรียนทุนเหมือนกับตนเองแต่ได้รับการยอมรับมาก ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายทันทีราวกับเห็นความหวังในการใช้ชีวิตอยู่สถาบันแห่งนี้


                


    แน่นอนว่าอันซูหยวนไม่รับรู้ถึงสายตานั้น หรือต่อให้เห็น...เธอก็ไม่ใส่ใจอยู่ดี


                


    หลังจากที่ความวุ่นวายมากมายจบลง ในที่สุดก็ได้เวลาเริ่มพิธีเสียที อาจารย์หนึ่งคนมาทำหน้าที่ควบคุมนักเรียนให้อยู่ในความสงบและเข้าประจำที่ของตน หลังจากนั้นก็เชิญตัวแทนของผู้อำนวยการสถาบันศึกษามากล่าวต้อนรับนักเรียน พิธีเหล่านี้ยังคงเหมือนกับที่อันซูหยวนเคยผ่านมา แต่ที่ต่างออกไปก็คือหลังจากผู้อำนวยการกล่าวต้อนรับต่างหาก




    “ตอนนี้นักเรียนทุกคนก็เป็นนักเรียนของสถาบันพวกเราแล้ว อย่างไรก็ตาม...เพื่อให้อาจารย์ได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของพวกเธอ จำเป็นต้องมีการทดสอบเล็กๆน้อยๆที่นี่ด้วย หากอาจารย์เล็งเห็นแล้วว่าสามารถสั่งสอนพวกเธอได้ พวกเธอก็จะกลายเป็นศิษย์สายตรงของพวกเขา สามารถเรียนรู้ได้โดยตรง และปรึกษาอาจารย์ของตนเองได้ทุกเมื่อ”




    “ข้อได้เปรียบนี้ เชื่อว่านักเรียนมากมายคงจะรู้อยู่แล้ว ดังนั้น...ฉันขอให้พวกเธอทำหน้าที่ของตนเองให้ดี และอย่าลืมว่ามีพวกเราจับจ้องอยู่ด้วย” อาจารย์คนนั้นกล่าวอย่างสบายๆ แต่คำพูดของเธอล้วนแต่เป็นคำที่กดดันผู้คนให้หายใจไม่ออกได้เลย




    “เอาล่ะ ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้ว ขอให้นักเรียนทุกคนเข้าไปในห้องรับการทดสอบนี้ด้วย” เมื่ออาจารย์พูดจบ ประตูบานเล็กบานหนึ่งก็ถูกเปิดออก มันมีขนาดใหญ่แค่ 60 เซนติเมตรเท่านั้น นักเรียนที่ตัวใหญ่หน่อยยังต้องแขม่วหน้าท้องของตนเองเพื่อเข้าไปเลย


                


    อันซูหยวนติดตามสมาชิกตระกูลจางอยู่ด้านหลัง เมื่อเป็นการทดสอบที่เกี่ยวพันกับการเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง พวกเขาก็เลิกสนใจอย่างอื่นแล้ว มือของทุกคนหยิบอาวุธขึ้นมา ซูหยวนเองก็หยิบเอาพลั่วที่สะพายไว้ด้านหลังออกมาด้วยเช่นกัน




    “นี่ๆ นักเรียนทุนอัน...” แต่ก่อนที่ซูหยวนจะได้เข้าไปข้างใน แขนของเธอก็ถูกสะกิดจากด้านหลังเสียก่อน


                


    อันซูหยวนไม่ใช่คนที่มีความเป็นกันเอง พูดให้ถูกก็คือ..เป็นคนที่มนุษย์สัมพันธ์แย่ผู้หนึ่ง 


                


    หากเป็นการทำงาน ซูหยวนสามารถเจรจาได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าจะให้มาเป็นเพื่อน เป็นพวกพ้องที่สนิทสนมกัน อันซูหยวนไม่ถนัดจริงๆ ดังนั้นหลังจากที่หันไปเห็นนักเรียนทุน ซึ่งน่าจะมาจากเขตชั้นนอก 5 คนด้านหลัง คิ้วของซูหยวนก็ขมวดมุ่น




    “มีอะไรหรือ?” 




    “ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่อยากจะถามเธอว่าอยากจะเข้าไปพร้อมกับพวกเราไหมน่ะ” นักเรียนทุนหญิงคนนั้นรีบบอก




    เธอยิ้มให้อันซูหยวนด้วยความคาดหวัง ไม่ใช่ว่าเธอไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง แต่ที่อยากสนิทกับซูหยวน ก็เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกรังแกเหมือนกับเธอเท่านั้น


                


    ในใจลึกๆแล้ว เธอคิดแค่ว่าตนเองแค่โชคร้าย ไม่ได้เจอกับท่านประธานจางคนนั้นก็เลยไม่ได้ถูกมองเห็นพรสวรรค์ ตอนที่เธอทดสอบพลังที่องค์กรนักล่าที่สังกัด พลังเริ่มต้นของเธอสูงถึง 37 หน่วย แทบจะเท่ากับพวกเด็กๆจากเขตชั้นในที่ได้รับการบำรุงอย่างดีอยู่แล้ว


                


    แม้แต่ผู้ให้การสนับสนุนเธอก็ยังชมเลยว่าเธอมีพรสวรรค์มาก เมื่อเรียนจบ อาจจะมีค่าพลังงานสูงถึง 60 หน่วยด้วยซ้ำไป ดังนั้นตอนที่เข้ามาพูดคุยกับซูหยวน เธอจึงแสดงท่าทางเหนือกว่าเล็กน้อยด้วย




    “ด้วยประตูบานนั้น ไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกเราจะเจอกับอะไรบ้าง” ซูหยวนไม่ได้ปฏิเสธโดยตรง แต่ก็ไม่ได้ยอมรับ อย่างที่บอก...เธอไม่รู้ว่าการทดสอบหลังประตูนั้นคืออะไร ดังนั้นจึงไม่อาจแสดงท่าทางออกไปได้มากนัก




    “เพราะแบบนั้นไง ฉันก็เลยอยากจะบอกเธอเอาไว้ก่อน ถ้าพวกเราเข้าไปเจอกันในนั้น พวกเราก็ควรจะต้องรวมกลุ่มกันไว้เพื่อความปลอดภัยนะ”




    “อ้อ...” ซูหยวนส่งเสียงเบาๆในลำคอ ทว่าเธอไม่ได้แสดงออกอะไรที่ชัดเจนนัก


                


    แม้แต่ผู้หญิงที่พูดกับเธอก็ยังไม่เข้าใจท่าทางนั้น แต่เธอไม่ได้มีเวลาสอบถามอะไรให้ชัดเจน ตอนนี้ซูหยวนที่อยู่ด้านหน้าก็ถึงเวลาที่จะเข้าไปข้างในแล้ว


                


    …………………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน