ตอนที่ 1: ศิษย์สวะผู้ชักกระบี่ไม่ออก
ณ ยอดเขากระบี่์ (เทียนเจี้ยน) เทือกเขาที่สูงเสียดฟ้าจนยอดเขาถูกปกคลุมด้วยทะเลหมอกตลอดทั้งปี สถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของ "สำนักกระบี่์" หนึ่งในห้าสำนักใหญ่แห่งยุทธภพ ผู้คนต่างเล่าขานว่าที่นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่ซึ่งเหล่าเซียนเหาะเหินเดินอากาศด้วยกระบี่วิเศษ และลมปราณบริสุทธิ์หนาแน่นเสียจนมนุษย์ธรรมดาเพียงแค่หายใจเข้าก็อายุยืนขึ้นสิบปี
ทว่า... ในมุมอับที่สุดของสำนัก ใกล้กับโรงครัวที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน กลับมีสิ่งมีชีวิตที่ดู "ขัดหูขัดตา" ที่สุดในแดนเซียนดำรงอยู่
"เฮ้ย! หลบไปไอ้ขยะ! มานอนขวางทางเดินทำไมตรงนี้!"
เสียงตะคอกดังขึ้น พร้อมกับปลายเท้าที่หุ้มด้วยรองเท้าหนังราคาแพงเตะเข้าที่สีข้างของชายหนุ่มที่นอนคลุมโปงอยู่บนกองฟาง
ร่างนั้นกลิ้งหลุนๆ ไปตามแรงเตะอย่างง่ายดายราวกับไร้กระดูก ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง เกาหัวแกรกๆ จนรังแคโปรยปรายลงมา ผมเผ้ายาวรุงรังพันกันยุ่งเหยิง มีเพียงผ้าดิบสีมอซอคาดทับหน้าผากเอาไว้เพื่อกันไม่ให้ผมตกลงมาปิดตา เสื้อผ้าของเขาคือชุดศิษย์ชั้นนอกของสำนักที่ทั้งเก่าและขาดวิ่น
"โอย... ศิษย์พี่จาง ท่านจะรีบเดินลมปราณไปไหนหรือขอรับ? ข้ากำลังฝันว่าได้กินขาหมูตุ๋นน้ำแดงอยู่พอดีเชียว"
'เยี่ยหลาง' ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ตัดกับใบหน้าที่มอมแมม ดวงตาของเขาหยีลงจนเกือบปิด ซ่อนประกายบางอย่างที่ลึกล้ำเอาไว้ภายใน
"หุบปาก!" ศิษย์พี่จาง หรือ 'จางเหว่ย' ศิษย์สายในผู้มีอนาคตไกลชักสีหน้าด้วยความรังเกียจ เขาชี้หน้าด่ากราด "เ้าสวะเยี่ยหลาง! วันนี้เป็วันทดสอบกระบี่ประจำเดือน ศิษย์ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานประลองหมดแล้ว มีแต่เ้าคนเดียวที่มาแอบหลับอยู่หลังโรงครัว ช่างเป็ความอัปยศของสำนักกระบี่์จริงๆ!"
เยี่ยหลางแคะหูทำหน้าเบื่อหน่าย "โธ่ ศิษย์พี่ ท่านก็รู้ว่าข้า 'ชักกระบี่ไม่ออก' ไปร่วมงานก็มีแต่จะทำให้ท่านเ้าสำนักขายหน้าเปล่าๆ สู้ข้าเก็บตัวเงียบๆ ช่วยป้าแม่ครัวผ่าฟืนยังจะมีประโยชน์กว่า"
คำว่า "ชักกระบี่ไม่ออก" ไม่ใช่คำเปรียบเปรย
ในโลกที่เด็กสามขวบยังรู้จักการโคจรลมปราณเข้าสู่ดาบไม้ เยี่ยหลางกลับเป็ตัวประหลาดที่ไม่สามารถถ่ายเทลมปราณเข้าสู่อาวุธใดๆ ได้เลย ทันทีที่เขาจับกระบี่ มันจะหนักอึ้งราวกับหินพันชั่งจนยกไม่ขึ้น ไม่ต้องพูดถึงการชักออกจากฝัก
"ฮึ! ข้ออ้างของคนี้เี!" จางเหว่ยแสยะยิ้ม ดูถูกเหยียดหยาม "ข้าได้ยินว่าท่านอาจารย์อาฝ่ายคุมกฎกำลังพิจารณาจะไล่เ้าออกจาสำนักเร็วๆ นี้ เตรียมตัวเก็บข้าวของเน่าๆ ของเ้าไว้เถอะ... หลีกไป!"
จางเหว่ยเดินกระแทกไหล่เยี่ยหลางอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปอย่างสง่างาม ชายเสื้อคลุมสะบัดพลิ้วไหวตามจังหวะการเดินที่ฝึกฝนมาอย่างดี
เยี่ยหลางเซถลาไปชนกองฟาง เขายืนนิ่งมองแผ่นหลังของศิษย์พี่ผู้สูงส่งค่อยๆ ห่างออกไป
รอยยิ้มโง่เขลาบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป... แทนที่ด้วยสายตาที่คมกริบและนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำลึก
"จุดศูนย์ถ่วงลอยสูง... ลงน้ำหนักที่ส้นเท้ามากเกินไปเพราะมัวแต่เก๊กท่าเดิน..." เยี่ยหลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตาจับจ้องไปที่่เอวและข้อเท้าของจางเหว่ย "ถ้าสู้กันจริง แค่เกี่ยวข้อเท้าเบาๆ เ้าก็นอนวัดพื้นแล้ว ไอ้ไก่อ่อนเอ้ย"
เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อที่ขาดวิ่น แล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาโยนเล่น
มันคือ 'ป้ายหยกพกพา' สลักชื่อ 'จางเหว่ย'
ในจังหวะที่ถูกกระแทกไหล่เมื่อครู่ นิ้วมือของเยี่ยหลางไม่ได้เซไปตามแรงปะทะ แต่กลับเคลื่อนไหวด้วยความเร็วประดุจงูฉก ปลดป้ายหยกออกจากเอวของอีกฝ่ายโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
วิชาของเซียนเน้นการส่งจิตออกไปควบคุมกระบี่ระยะไกล ทำให้ประสาทััระยะประชิดตัว (Close Quarters) ของพวกเขาทื่อด้าน
"ป้ายหยกของศิษย์สายใน แลกข้าวแกงกะหรี่ไก่ที่โรงเตี๊ยมใต้เขาได้สักสามมื้อ... ไม่สิ อาจจะได้เหล้านารีแดงสักไหด้วย"
เยี่ยหลางเก็บป้ายหยกเข้ากระเป๋าลับที่กางเกง (ซึ่งเขาเย็บเองไว้ซ่อนของ) ก่อนจะบิดี้เีจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ
ทันใดนั้น เสียงระฆังจากลานประลองบนยอดเขาก็ดังเหง่งหง่าง ก้องกังวานไปทั่วหุบเขา
"เอาล่ะ ถึงเวลาไปดูลิเกปาหี่แล้ว" เยี่ยหลางจัดผ้าคาดหัวให้เข้าที่ "ต้องไปโชว์ตัวสักหน่อย เดี๋ยว 'ยายแม่มด' นั่นจะหาเื่มาดุด่าข้าอีก"
ภาพของหญิงสาวใบหน้างดงามแต่เ็า ผู้ถือแส้คุมกฎและเกลียดขี้หน้าเขาเข้าไส้ ลอยเข้ามาในหัว
เยี่ยหลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะออกวิ่งเหยาะๆ ไปยังลานประลอง ไม่ใช่วิชาตัวเบาเหาะเหิน แต่เป็การวิ่งด้วยจังหวะการลงเท้าที่แปลกประหลาด เสียงฝีเท้าของเขาแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน และทิ้งรอยเท้าไว้เพียงจางๆ
ในโลกที่ทุกคนมองขึ้นไปบนฟ้า... ไม่มีใครสนใจคนที่คลุกคลีอยู่กับผืนดินอย่างเขา
และนั่นคือความผิดพลาดมหันต์