บรรยากาศของเมืองจี่หนานแตกต่างจากเมืองในตำบลอู่เสวียนอยู่มาก จะว่าอย่างไรเมืองจี่หนานก็เป็เมืองเอกของรัฐฉี แน่นอนว่าต้องเจริญกว่าที่อื่น ที่สำคัญคือเมืองจี่หนานดูมีความทันสมัยกว่าและกิจการการค้าที่ค่อนข้างพิเศษแตกต่างจากที่อื่น ที่เด่นชัดเห็นจะเป็แหล่งรวมตัวของสตรีชนชั้นสูงที่มักจะจับกลุ่มกันมานั่งนินทาคนโน่นคนนี้อย่างออกรสชาติ
บนร้านอาหารที่มีชื่อเสียงของเมือง แรกทีเดียวกู้เลี่ยงรุ่ยนึกว่าสตรีต้องอยู่กับเย้าเฝ้าอยู่เรือนอย่างเดียวสะอีก แต่นี้พิสูจน์แล้วว่ากู้เลี่ยงรุ่ยคิดผิดไปบ้าง
ร้านอาหารอิ่มหน่ำสำราญตั้งอยู่ด้านหน้าไม่ไกลแล้ว ตลอดทางที่เดินมามีคนจำนวนหนึ่งมองมาอย่างสนอกสนใจในตัวชายหนุ่มสามคนสามสไตล์ โดยมีกู้เลี่ยงรุ่ยเดินอยู่ตรงกลางโดยมีหน้ากากปิดอยู่ครึ่งหน้า ปันน่าในคราบหนุ่มน้อยหน้ามนฝั่งซ้าย ป๋อหยวนฝั่งขวา ในใจของกู้เลี่ยงรุ่ยนั้นตื่นตาตื่นใจไปกับอารยะธรรมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งยังรู้สึกสนอกสนใจสาวงามที่เดินสวนกันไปมาและชายหนุ่มที่องอาจเ่าั้ ไม่รู้กู้เลี่ยงรุ่ยคิดไปเองหรือไม่ แต่ตอนอยู่ตำบลอู่เสวียนยากจะหาผู้คนที่มีหนาตาโดดเด่นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็ชายหรือหญิง
ทว่าเมืองจี่หนานต่างออกไป บัณฑิตหน้าใสเดินแบกตำราหน้าตาหน้าเชื่อถือ สาวน้อยในชุดงดงามเดินอวดโฉมอยู่กับกลุ่มเพื่อน เอาผ้าเช็ดหน้าปิดหน้าแล้วหัวเราะอย่างเอียงอายเป็อากัปกิริยาที่น่ามองจนแม้กระทั่งกู้เลี่ยงรุ่ยที่สาวเต็มที่ยังเคลิ้ม มองจนเพลินไปเลย
จนเดินมาถึงด้านหน้าร้านขายชุดสตรีที่ตั้งโชว์อยู่ด้านหน้าร้าน เป็ชุดสีเหลืองเป็ดที่สะดุดตากู้เลี่ยงรุ่ยมาก ตัวชุดด้านนอกตัดเย็บเข้ารูป เสื้อแขนสั้นสีเหลืองเข้มมีปีกเล็กน้อยยิ่งทำให้ดูน่ารัก ทำให้ต้องหยุดและมองอย่างอดไม่ได้
ความรู้สึกภายในก็เหมือนสาวน้อยที่เดินผ่านร้านนี้กันทุกคน ความใฝ่ฝันที่จะได้สวมชุดงามๆ ไม่ว่าผู้หญิงในยุคไหนก็เป็กันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งกู้เลี่ยงรุ่ยที่อยู่ผิดที่ผิดทาง ตลอดเวลาที่ผ่านมากู้เลี่ยงรุ่ยสามารถควบคุมตัวเองได้อย่างดีมาตลอดทั้งยังไม่เคยแสดงอาการดังเช่นสตรีมาก่อน ด้วยอดีตก็ไม่ใช่สาวน้อยช่างแต่งตัวอยู่แล้ว อีกทั้งอยู่ตำบลอู่เสวียนก็ไม่มีสิ่งดึงดูด อยู่สำนักก็มีแต่ศิษย์ที่ขยันฝึกวรยุทธ์จนตัวเหม็นหน้ามัน แม้จะมีอาจารย์อาอิ่นซือเฉิงที่กู้เลี่ยงรุ่ยยกให้เป็คนที่น่ามองมาก แต่นั้นก็นับเป็อาจารย์อา ไม่อาจล่วงเกินได้ ยิ่งไม่ต้อพูดถึงอาจารย์กู้ที่ไม่ต่างอะไรกับพระพุทธรูปไร้ความรัก ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงอู๋เยี่ยนด้วย รายนั้นหน้าตาคมเข้มแต่อึมครึมยิ่งกว่าท้องฟ้าในฤดูฝน
กว่าจะรู้ตัวว่าสาวออกแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยก็เดินก้าวขาเข้าไปในร้าน ยื่นมือลูบแขนเสื้อชุดอย่างเหม่อลอย...พลางคิดว่าถ้าตนใส่มันจะเป็อย่างไรนะ?
“พี่รุ่ย ท่านเป็อะไรหรือเปล่า?” ปันน่าขยับมาจับแขนแล้วเขย่า เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
ป๋อหยวนเดินวนรอบชุดพลางพยักหน้าไปด้วย “เ้าชอบชุดนี้รึ หากอยู่บนตัวท่านจะต้องน่ามองแน่ๆ”
“ข้าไม่เป็ไรหรอก ป๋อหยวนท่านล้อเล่นอีกแล้ว ข้าไหนเลยจะใส่ชุดสตรี” กู้เลี่ยงรุ่ยกลบเกลื้อนแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอามือไปลูบอีกที...ผ้านุ่มมาก
“ทำไมเล่า สำหรับข้าท่านงามกว่าแม่นางคนไหนเสียอีก อาปัน เ้าไม่คิดว่าอารุ่ยงามมากหรือ ทั้งงามทั้งน่ามอง น้ำเสียงก็น่าฟังไปหมด สรุปก็คืออารุ่ยดีที่สุด” ป๋อหยวนยกยอพลางยิ้มหวาน
“พี่รุ่ยงามจริงๆ ขอรับ” ปันน่ายิ้มกว้างกอดแขนกู้เลี่ยงรุ่ยไว้แน่น
กู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่ก็ต้องกลบเกลื้อนเพราะเถ้าแก่เนี้ยของร้านกำลังเดินมาทางนี้ “พวกเ้าพูดเล่นอยู่ได้ ไปเถอะข้าหิวแล้ว เดินมาทั้งวันจนเหนื่อยแล้วเนี่ย”
“ช้าก่อนคุณชายทั้งหลาย มิทราบว่าสนใจจะซื้อชุดไหนไปฝากภรรยาหรือสาวในดวงใจหรือเ้าค่ะ ทางร้านเรามีแบบมากมายและหลากหลายมาก ไม่แน่ว่าคุณชายทั้งสามอาจจะถูกใจ อย่างไรให้ข้าแนะนำดีหรือไม่เ้าค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยคนนี้นับว่ามีวาทะศิลปทั้งยังมีสีหน้ารับแขก
“ขออภัยด้วยแม่นาง พวกข้ายังไม่มีภรรยาหรือสาวในดวงใจ ทำเ้าเสียเวลาแล้ว...” กู้เลี่ยงรุ่ยกล่าวแต่ได้ยินเสียงกระซิบทีเล่นทีจริงที่ชิดใบหูจากป๋อหยวนเสียก่อน
“อารุ่ยอ่าอารุ่ย เ้ามีว่าที่ภรรยาแล้วนะ ทั้งยังเป็แม่นางจากสกุลฉีด้วย ขืนคนผู้นั้นมาได้ยินจะไม่เสียใจแย่หรือ อีกอย่างแม่นางในดวงใจเ้ามิใช่ข้าหรือ เ้าซื้อสิ ถ้าหากท่านซื้อ ข้าใส่”
กู้เลี่ยงรุ่ยถอนหายใจเมื่อเห็นเถ้าแก่เนี้ยแอบเอามือปิดปากแล้วยิ้มอย่างเขินอายที่คิดว่าตนและป๋อหยวนเป็พวกหัวกวาง (เื่ราวการรักเพศเดียวกันสมัยราชวงศ์ิ) ผลักอกป๋อหยวนทีหนึ่งแต่อีกฝ่ายแสร้งอ่อนแอจนเอนไปโอบปันน่าจนเกินจริง ทั้งยังไม่หยุดหัวเราะอย่างสนุกสนานที่ได้แหย่เขา
“ข้าบอกเ้าแล้วอย่างไรว่าห้ามพูดอะไรที่จะเป็การเปิดเผยตัวของข้า นี่ข้าปลอมตัวอยู่นะ แล้วก็ห้ามเ้าพูดอะไรแบนนี้อีกแล้ว ข้าไม่ได้เป็อย่างที่เ้าคิด”
“ไยต้องเขินอายไปเล่า อารุ่ย ข้ารู้สึกได้น่าว่าเ้าไม่สนใจพวกแม่นางน้อยพวกนี้เลยสักนิด ไม่งั้นเวลาพูดถึงแม่นางฉี คู่หมายของเ้า ทำไมเ้าถึงต้องทำหน้าเหมือนถูกบังคับกินยาขมล่ะ อารุ่ย แท้จริงแล้วเ้านะ... เ้าสนใจบุรุษเช่นเดียวกับข้า”
กู้เลี่ยงรุ่ยจะเถียงเพราะสิ่งที่ป๋อหยวนพูดมาไม่เป็ความจริงเลยสักนิด ก็ได้ ก็จริง เขาไม่ชอบผู้หญิงเพราะเป็ผู้หญิงด้วยกันยังไงเล่า! แต่นี่พวกเรากำลังพูดถึงเ้าสำนักกู้ พระเอกของเื่ที่ไม่ได้มีรสนิยมทางเพศไปทางนั้น และแบบนี้กู้เลี่ยงรุ่ยจะไปทำให้เ้าสำนักกู้ด่างพร้อยได้อย่างไร แต่ยังไม่ได้เถียงอะไรทั้งนั้นเสียงแหลมสูงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาเรียกความสนใจของคนในร้านและกู้เลี่ยงรุ่ยไปเสียหมด
“นังผู้หญิงต่ำช้า เป็แค่นางคณิกาให้ผู้ชายเชยชม กล้าดีอย่างไรมาแย่งชุดกับข้า” สิ้นเสียงนั้นเถ้าแก่เนี้ยที่ยืนอยู่ใกล้กู้เลี่ยงรุ่ยก็ร้องว่าแย่แล้วๆ ก่อนจะรวบชุดปรี่เข้าไปห้ามมวยคู่เอกที่ถูกผู้คนมุงล้อมไว้ในบัดดล
“เกินไปแล้วนะ นายหญิงของพวกเราหยิบชุดก่อนเ้าชัดๆ เป็ท่านที่มาหาเื่ทั้งยังพูดจาดูถูกผู้อื่น”
“ชิงชิงอย่าเสียมารยาทกับองค์หญิง องค์หญิง ชุดนี้เป็ของท่าน กระหม่อมเสียมารยาทแล้ว”
กล่าวจบหญิงคนดังกล่าวก็เดินขึ้นกายมาเล็กน้อยพร้อมทั้งประคองชุดในมือส่งให้อย่างนอบน้อมจนกู้เลี่ยงรุ่ยสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ตอนนั้นเองที่กู้เลี่ยงรุ่ยตัวค้างแข็ง คนผู้นี้เป็ใครนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยไม่รู้จัก ในนิยายก็ไม่มีคนลักษณะเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาก่อน แต่สิ่งที่ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยตัวแข็งเป็เพราะใบหน้าของนาง ใบหน้านี่มัน!
“อารุ่ย สตรีทะเลาะกันมีอะไรน่าดู ไปกันเถอะ พวกนางน่ารำคาญจะตาย” ป๋อหยวนโอบปันน่าพลางกล่าวแต่กู้เลี่ยงรุ่ยเดินขึ้นหน้าไปมุงอยู่ในกลุ่มคนดูแล้ว อยากจะแน่ใจว่าเป็นางหรือแค่คนหน้าเหมือน เพราะมันช่างเหมือนกันยิ่งนัก
“เฮอะ ผ้าที่เ้าแตะต้องแล้วย่อมต้องสกปรก ข้าไม่ใส่ให้เสียชื่อหรอก ไปให้พ้นนังแพศยา ข้าล่ะเกลียดคนทำตัวต่ำอย่างเ้านัก น่ารังเกียจแล้วก็อย่าให้ข้าเห็นว่าเ้าเข้ามาที่ร้านนี้อีก มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เ้าต้องอับอายไปตลอดชีวิตแน่” ว่าแล้วก็แผดเสียงพลางสะบัดมือใส่อย่างแรงจนทำให้ร่างของนางเซ ดีที่แม่นางที่ชื่อว่าชิงชิงรับไว้ได้ทัน
ชิงชิงเท้าสะเอว “ท่านทำเกินไปแล้วน่ะ!”
“แล้วจะทำยังไง เ้าจะทำอะไรข้าไม่ทราบ รู้มั๊ยว่าข้าสั่งโบยเ้าได้ สั่งให้ปะาเ้าได้ ทหาร!” ว่าแล้วก็จิ้มนิ้วใส่ชิงชิงอย่างคุกคาม และแผดเสียงเรียกทหาร เป็แม่นางน่าสงสารคนเดิมที่เดินอ้อมมายืนขวางองค์หญิงเอาแต่ใจกับชิงชิง พร้อมทั้งคุกเข่า
“องค์หญิงเมตตาด้วย!”
“ได้ ข้าจะเมตตาเ้า!” พูดจบองค์หญิงน้อยเอาแต่ใจก็กระทืบเท้าลงพื้น หันกายไปดึงม้วนผ้าที่วางอยู่ข้างๆ เตรียมจะทุ่มใส่นาง แต่แรกก็ไม่ชอบขี้หน้าอยู่แล้ว เป็แค่ผู้หญิงขายบำเรอกามมีสิทธิอะไรออกมาใช้ชีวิตข้างนอกอย่างตน มีสิทธิอะไรทั้งๆ ที่เป็แค่ผู้หญิงชั้นต่ำเต้นกินรำกิน หากม้วนผ้าทุ่มใส่บุรุษก็อาจจะทำให้สลบได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหญิงสาวร่างบาง หากโดนทุ่มลงไปคงมีเือาบเป็แน่ ทุกคนในร้านต่างยกมือถางตารอชม ไม่มีใครคิดห้าม เฝ้ารออย่างใจจอจ่อที่จะเห็นฉากนั้น
ทว่าอยู่ดีๆ ก็มีร่างสูงของบุรุษในชุดสีเขียวมะกอกที่สวมหน้ากากแต่ไม่อาจบดบังรัศมีความหล่อเหลาได้มาหยุดไว้
กู้เลี่ยงรุ่ยยื่นมือไปหยุดไม่ให้องค์หญิงทุ่มของในใส่นาง แรงของนางไม่น้อยเลย ทำเอาแขนกู้เลี่ยงรุ่ยชาไปชั่วขณะ แต่ก็ต้องเก็บอาการ ไม่ร้องไม่แสดงสีหน้าทั้งที่ในใจสบถด่าบรรพบุรุษนางไปแล้ว
“แม่นางท่านออกจะเป็สาวงาม เหตุใดไม่ยิ้มบ่อยๆ แทนที่จะทำหน้าตาบึ้งตึงเล่า นี่ไม่เหมาะกับท่านเลยแม้แต่น้อย”
“เ้าเป็ใคร มายุ่งอะไรด้วย” พอเห็นว่าเป็บุรุษท่าทางดูดี อารมณ์ก็อ่อนลง แต่ก็ยังไม่วายวางท่าใส่เพราะถือดีว่าตนเป็องค์หญิง ไม่มีใครกล้าทำอะไรนางทั้งนั้น
ป๋อหยวนจูงปันน่ามายืนข้างกู้เลี่ยงรุ่ยในทันที ส่วนชิงชิงก็ประคองนายหญิงตนขึ้นมา กลายเป็ว่ากู้เลี่ยงรุ่ย ป๋อหยวน ปันน่า ยืนตรงกลาง เผชิญหน้ากับองค์หญิง และก็เป็ป๋อหยวนที่กางพัด ปรายตา มองก่อนจะพูด
“จะใครก็ช่าง เ้าไม่ต้องสนใจหรอก สิ่งเดียวที่เ้าควรจะสนใจคือเท้าของเ้า”
“เ้า!” แล้วก็กระทืบเท้าอีกรอบ
“อ๊ะ! นั้นไง ระวังจะหักล่ะ” ป๋อหยวนยียวน
“เ้า! ข้าจะให้คนตบปากเ้า! ทหาร!” องค์หญิงน้อยกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด แต่ยังไม่ทันที่ทหารจะกรูเข้ามาจับป๋อหยวนไปตบปากอย่างที่ขู่ เสียงเกือกเท้าม้ากระทบกับพื้นก็ดังขึ้นมาสะก่อน พร้อมกับเสียงที่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่อยากจะได้ยินที่สุด
“ฉีอ๋องเสด็จ!”
กลุ่มคนที่รู้ฐานะตนเองดีก็แตกฮือเหมือนผึ้งน้อยรังแตก และก้มลงคุกเข่าลงกับพื้น แม้กระทั่งป๋อหยวนเองก็คุกเข่าด้วย จะมีก็แต่องค์หญิงน้อยและกู้เลี่ยงรุ่ยที่ยืนเซ่อซ่าทำอะไรไม่ถูก อาจจะเพราะกำลังอึ้งและตลอดชีวิตมาไม่เคยต้องมาหมอบกราบให้ใคร ขามันเลยแข็งไปหมด ขณะที่ป๋อหยวนและปันน่าดึงชายเสื้อคนละข้างให้กู้เลี่ยงรุ่ยคุกเข่า ฉีคุนอ๋องในชุดว่าราชการมีเกี้ยวครอบศีรษะก็เดินเข้ามาในร้านอย่างองอาจ ไม่มีผู้ใดเงยหน้าหรือส่งเสียง กู้เลี่ยงรุ่ยมองตรงไปยังฉีอ๋องที่มองตรงมาที่เขาเช่นกัน พอสบสายตาสีอ่อนเหลือบเทานั้นแล้วร่างยิ่งแข็งค้าง มั่นใจว่าฉีอ๋องรู้ว่าเขาคือใคร
แม้กระทั่งองค์หญิงน้อยที่วางท่าใหญ่โตใส่ผู้อื่นเมื่อสักครู่เมื่อพบกับฉีอ๋องก็ก้มหน้าเล็กน้อยพลางถอนสายบัวอย่างสวยงาม ทั้งยังย่อเอาไว้ไม่ยอมลุกจนกว่าจะได้ยินคำอนุญาต “คาราวะท่านอ๋อง”
“ตามสบาย พวกเ้าเองลุกขึ้นเถอะ” ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าลุกแม้แต่คนเดียว
กู้เลี่ยงรุ่ยหันไปมองสีหน้าไม่สู้ดีขององค์หญิงน้อย แทบจะเรียกได้มีวี่แววหวั่นเกรงอยู่ในสายตานั้นด้วยซ้ำ อีกอย่างนางก็ไม่พูดและไม่แผลงฤทธิ์อะไรอีกทั้งๆ ที่เมื่อสักครู่เอาแต่กระทืบเท้าร้องจะหาทหารอย่างเดียว คนที่เปลี่ยนนิสัยองค์หญิงน้อยในพริบตาคือฉีอ๋องผู้นี้
“องค์หญิงสิบหก กระหม่อมเห็นว่าท่านไม่มีผู้ติดตามเท่าไหร่นัก กระหม่อมจะให้คนพาท่านไปส่งยังเมืองลั่วหยางเพื่อให้ท่านปลอดภัยมากขึ้น” แม้จะฟังดูเหมือนเป็การกระทำที่ใส่ใจและเห็นแก่ความปลอดภัยขององค์หญิงน้อย แต่ใครๆ ก็มองออกว่าฉีอ๋องตั้งใจ ‘ส่ง’ องค์หญิงน้อยกลับวังเพื่อไม่ให้ก่อเื่อีก และก็ดูเหมือนว่าองค์หญิงที่แสดงกิริยาไม่สนหน้าไหนจะดูสนหน้าฉีอ๋องมากเป็พิเศษ แทบจะเรียกได้ว่ากลัว...
“ระ...รบกวนท่านแล้ว งั้นข้ากลับก่อน” พูดแล้วก็สะบัดตัวจากไปทันที องค์หญิงสิบหกแค่มาเที่ยวที่รัฐฉี ไม่คาดคิดว่าจะเจอฉีอ๋อง คนที่องค์หญิงน้อยไม่กล้าแผลงฤทธิ์ใส่จึงรีบร้อนจากไป กระนั้นตอนที่ผ่านหน้าฉีอ๋ององค์หญิงน้อยก็ไม่ลืมที่จะยอมกายคาราวะอีกรอบ แล้วรีบจากไป เสียงคนแบกเกี้ยวลอยหายไปในสายลม กระนั้นบรรยากาศภายในร้านก็ไม่ดีนัก ทุกคนยังคงนั่งคุกเข่า ก้มหน้า ไม่พูดไม่จา
ป๋อหยวนเงยหน้าขึ้นมากระซิบ “อารุ่ย คุกเข่าเร็วเข้า”
“ข้าไม่เคยคุกเข่าให้ใครมาก่อน” อีกทั้งยังรู้สึกไม่อยากคุกเข่าด้วย พอกู้เลี่ยงรุ่ยพูดออกไปแบบนั้นแม่นางที่มีประเด็นกับองค์หญิงน้อยและชิงชิงก็เงยหน้าขึ้นมองราวกับพบตัวประหลาด มีใครบ้างในรัฐนี้ที่ไม่กลัวท่านอ๋อง
หัวคิ้วของฉีอ๋องหมือนจะขยับ ยกยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “เ้าสำนักกู้สมคำเล่าลือ ทั้งสง่างามทั้งเต็มเปี่ยมไปด้วยลักษณะของชายชาตรี ช่างน่าเลื่อมใสจริง”
ฉีอ๋องแม่งเปิดโปงฉัน ฉันเกลียดเขา!