หลังจากตรวจชีพจรแล้ว ยิ่งยืนยันได้ว่าสาเหตุอาการปวดเอวของสตรีผู้นี้มาจากสองประการที่นางได้กล่าวไว้ก่อนหน้าคือภายในร่างกายมีไอเย็นและมีเลือดคั่ง
หมิงเป่าจูเขียนใบสั่งยาและหยิบยาสมุนไพรให้ ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้เก็บเงินจากอีกฝ่ายแม้แต่เหวินเดียว
“สมุนไพรเหล่านี้ข้าให้ หากกินแล้วได้ผลดีก็หวังว่าท่านช่วยบอกต่อกับเพื่อนบ้านที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่หมอบุรุษมิอาจรักษาให้มาหาข้าที่นี่ได้”
นางใช้กระดาษซางผีห่อสมุนไพร ผูกเชือกให้แน่น จากนั้นก็พับใบสั่งยาสอดเข้าไปในนั้นมีวิธีรับประทานอย่างละเอียด
การกระทำที่เอาใจใส่และไม่คิดเงินของหมิงเป่าจู ทำให้สตรีผู้นั้นทั้งตระหนกและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งรีบกล่าวขอบคุณ
ตบอกสัญญาว่าจะช่วยพูดถ้อยคำดีๆ ให้อย่างแน่นอน ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หมิงเป่าจูยืนครุ่นคิดอยู่สักพัก อาศัยแค่การบอกต่อจากคนๆ เดียวคงได้ผลช้านางรอไม่ไหว ต้องทำอย่างไรถึงจะให้คนรู้มากขึ้น
คิดอยู่ครึ่งค่อนวันจนสมองแทบจะระเบิดก็ยังหาหนทางอื่นไม่ได้ จึงตัดสินใจพักเรื่องนี้ไว้ก่อนทำบัญชีก่อนแล้วค่อยว่ากัน
แม้จะไม่ได้เงิน แต่ก็ต้องรู้ว่าขาดทุนไปเท่าไร
ทว่าพอหมิงเป่าจูก้มหน้าลงก็ต้องเผชิญกับความลำบากใจอีกอย่าง นางใช้ลูกคิดไม่เป็น!
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง หมิงเป่าจูหันกลับไปมอง พบว่าหลี่ไหวฺอวี้ยืนอยู่ด้านหลังและมองดูนางอย่างขบขัน
หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะจนตัวงอ เขามาจากเรือนด้านหลัง เห็นหมิงเป่าจูก้มหน้าอยู่ท่านี้มาครึ่งค่อนวันแล้ว
ตอนแรกนึกว่านางคงจะเสียใจที่โรงหมอไม่มีลูกค้า จึงตั้งใจจะมาปลอบใจเสียหน่อยแม้ว่าเขาจะไม่รู้วิธีปลอบใจคนก็ตาม
กระทั่งเดินเข้ามาใกล้จึงได้รู้ว่า ที่แท้นางกำลังจ้องลูกคิดอย่างเหม่อลอยด้านข้างยังมีสมุดบัญชีวางอยู่ ดูเหมือนกำลังหนักใจไม่น้อย
ด้วยความเฉลียวฉลาดของหลี่ไหวฺอวี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าหมิงเป่าจูดีดลูกคิดไม่เป็นก็อดขบขันไม่ได้จริงๆ
“ยังจะมาขำอีก!” หมิงเป่าจูขึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ
หัวเราะครั้งเดียวก็พอแล้ว เหตุใดไม่จบไม่สิ้นเสียที
“เฮ้อ ทำอย่างนี้”
หลี่ไหวฺอวี้เห็นแก้มของนางป่องออก ดูๆ ไปก็น่ารักดี เขาพยายามที่จะยับยั้งความคิดที่จะยื่นนิ้วไปจิ้มที่พวงแก้มของนางค่อยๆ หุบยิ้ม และถอนหายใจออกมาเบาๆ
จากนั้นก็เดินไปอีกด้านหนึ่งของหมิงเป่าจู เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น เขาจึงจับนิ้วมือของหมิงเป่าจูขึ้นมา
พร้อมกับสอนวิธีดีดลูกคิดให้นางไปด้วย
ด้านหลังคือแผ่นอกกว้าง ทั้งแข็งแกร่งและอุ่นร้อน พวงแก้มของนางถูกเผาจนร้อนผ่าว
บางคราวก็มีลมหายใจพรมรดลงมา จนใบหูของนางรู้สึกคันยุบยิบ อยากเกาแต่ว่ามือยังถูกเขากุมอยู่รู้สึกประดักประเดิดไม่เป็นตัวของตัวเอง
แต่หลี่ไหวฺอวี้ก็สอนอย่างจริงจังมาก หากนางปฏิเสธตอนนี้ เขาต้องรู้แน่ว่าตนเองกำลังคิดฟุ้งซ่าน
ด้วยนิสัยของหลี่ไหวฺอวี้ ต้องไม่พลาดโอกาสพูดหยอกเย้านางสักสองสามคำเป็นแน่
หมิงเป่าจูพยายามอย่างหนักที่จะไม่สนใจความรู้สึกที่ถ่ายทอดมาจากคนที่อยู่ด้านหลัง
โชคดีที่หลี่ไหวฺอวี้สอนเก่ง ไม่นานนักนางก็สงบอารมณ์ได้ และตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
อันที่จริงก็ไม่ได้ยากนักหนา เรียนรู้วิธีคำนวณแบบง่ายๆ ก็พอ ส่วนแบบซับซ้อนตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ดังนั้น หมิงเป่าจูจึงเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ภายใต้การชี้แนะของหลี่ไหวฺอวี้ ไม่นานนักก็คำนวณบัญชีสองวันนี้เสร็จ
แม้ว่าจะขาดทุน แต่เพราะคนไข้มีน้อย จึงไม่ได้ขาดทุนมากนัก
“เป่าอวี้เล่า”
หมิงเป่าจูปิดสมุดบัญชี ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่กลับมาจากข้างนอกยังไม่เห็นเป่าอวี้
“ง่วงนอน นอนหลับอยู่” หลี่ไหวฺอวี้หลบสายตาเล็กน้อยแล้วกล่าว
หมิงเป่าจูไม่ได้คิดมาก เด็กผู้ชายกำลังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต ง่วงนอนตอนกลางวันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกจึงไม่ได้สนใจมากนัก
ขณะนั้นเองก็มีคนสองคนเดินเข้ามาในหมิงเฉ่าถัง เมื่อเดินเข้าประตูมา เห็นทั้งทั้งสองกำลังคุยกันอยู่หลังโต๊ะบัญชีจึงกล่าวทักทาย
“เป่าจู ไหวฺอวี้!” ดรุณีน้อยโฉมสะคราญ ข้างกายยังมีสตรีวัยกลางคนตามมาด้วยอีกคน
คนที่เข้ามาคือหลี่อวิ๋น ด้านข้างก็น่าจะเป็นหม่ากุ้ยฮวา
“เสี่ยวอวิ๋น?” หมิงเป่าจูเดินเข้าไปทักทายอย่างสุภาพ“ป้ากุ้ยฮวา”
ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในร้าน หม่ากุ้ยฮวาก็มองสำรวจไปรอบๆ นางไม่ได้มาในวันที่หมิงเฉ่าถังเปิดทำการ
วันนี้ก่อนออกจากบ้าน ได้ยินบุตรสาวเล่าว่าร้านของหมิงเป่าจูอยู่ที่ถนนฉางหรงนางก็ตกใจมากแล้ว พอมาถึงที่ก็พบว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
ด้านหน้าร้านกว้างขวาง สว่างไสว ภายในร้านก็สะอาดสะอ้าน ทุกหนแห่งอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรและกลิ่นหอมบางอย่างที่สูดดมแล้วรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
นี่คือสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้ว
ตอนแรกที่หมิงเป่าจูซื้อเครื่องเรือน แม้ว่าจะถูกเจ้าของร้านโก่งราคา แต่พอรู้ว่าไม้ที่ใช้ทำเป็นไม้สนหอมทั้งหมดนางจึงเลยยอมตกลง
ไม้สนหอมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ตามธรรมชาติ มีสรรพคุณในการระบายความร้อน ขจัดพิษขจัดความชื้น และฆ่าแมลงได้
กลิ่นของมันยังมีสารที่เป็นประโยชน์มากมาย ไม่เพียงแต่สามารถฆ่าเชื้อโรคและฟอกอากาศเท่านั้นยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาท และปรับอารมณ์ให้สงบมั่นคงอีกด้วย
“โอ้ หนุ่มน้อยคนนี้นี่ช่างหล่อเหลาเสียจริง บุคลิกก็สง่างาม เกรงว่าคงไม่มีใครในอำเภอติ้งเหลียงสู้เขาได้อีกแล้ว!”
หลังจากที่หม่ากุ้ยฮวาชมร้านเสร็จ ก็หันไปสนใจหลี่ไหวฺอวี้ที่อยู่ด้านข้าง
หลี่ไหวฺอวี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้างเอวสอบ ดวงหน้าราวกับรูปสลัก ไม่ว่าจะยืนอยู่ที่ใดก็ดูงามสง่าราวกับเทพเซียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลิกที่ดูสูงส่ง ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรงๆ
ไม่แปลกใจที่บุตรสาวของนางชอบมาที่นี่ทุกวี่วัน หม่ากุ้ยฮวาคิดในใจ
“ฮูหยินต่างหากถึงจะเป็นผู้สูงศักดิ์ มิเช่นนั้นจะลืมวันที่พวกเราพบกันคราก่อนได้อย่างไร”หลี่ไหวฺอวี้แค่เสียงพ่นทางจมูกเบาๆ ก่อนเอ่ยกระทบกระเทียบ
“พวกเรา พวกเราเคยพบกันด้วยหรือ” หม่ากุ้ยฮวานึกไม่ออกชั่วขณะ
หลี่ไหวฺอวี้แค่เสียงหึอีกหน ทั้งหม่ากุ้ยฮวาและหลี่อวิ๋นต่างก็ไม่ได้ยิน แต่หมิงเป่าจูกลับได้ยินชัดเจน
นางชำเลืองมองสีหน้าของเขา ในใจลอบรู้สึกว่าแย่แล้ว ต้องรีบตัดบทเขาอย่างเร่งด่วนทว่ากลับช้าไปก้าวหนึ่ง หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยปากก่อนที่นางจะพูดออกมา
“เช่นนั้นข้าขอทบทวนความจำสักหน่อย ท่านยังจำน้ำแกงปิดประตู[1]วันเทศกาลจงหยวนได้หรือไม่”
หลี่ไหวฺอวี้ยกยิ้มมุมปาก น้ำเสียงเรียบเฉย
เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความกระอักกระอ่วน บรรยากาศชะงักงันอยู่นานแสนนาน
นานจนหมิงเป่าจูตัวแข็งทื่อ มีเพียงลูกตาดำที่ขยับได้เล็กน้อย นางไม่สงสัยเลยว่าหากไม่มีใครเปล่งเสียงออกมาสักคำตนเองคงกลายร่างเป็นหินแน่ๆ
นางอยากจะพูดบางอย่างเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ แต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ในห้องนี้ คงมีแต่หลี่ไหวฺอวี้ที่เป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้ว
ใบหน้าของหลี่อวิ๋นร้อนราวกับถูกไฟเผา ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความละอายใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองหลี่ไหวฺอวี้
เป็นความผิดของนางเอง ตอนนั้นไม่น่าทำตามอำเภอใจ พาเขากลับบ้านเลย แท้จริงแล้วนางก็ไม่นึกว่าหลี่ไหวฺอวี้จะถือสาเรื่องคืนนั้นมากขนาดนี้
ขณะที่หลี่อวิ๋นกำลังจะเอ่ยปากขอขมา หม่ากุ้ยฮวาก็หัวเราะเสียงดังพร้อมกับจับมือหมิงเป่าจูก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย
“เป่าจู เจ้าช่างเก่งกาจยิ่ง! ไม่เสียแรงจริงๆ!”
ก่อนหน้านี้หลี่อวิ๋นเคยเล่าให้นางฟังว่าหมิงเป่าจูเปิดโรงหมอ นางยังไม่เชื่อ
ต่อให้เปิด ก็คงแค่ตั้งโต๊ะริมทาง เป็นเพิงแบบเปิดโล่ง
ไม่นึกเลยว่าจะอยู่ในย่านทำเลทองเช่นนี้!
ดูเหมือนว่าการตัดสินใจของนางในตอนนั้นถูกต้องแล้ว โชคดีที่ไม่ได้คัดค้านที่บุตรสาวยังคงติดต่อกับนางเวลานี้จึงได้ใช้ประโยชน์แล้ว
หมิงเป่าจูได้แต่ยิ้มแห้งๆ เมื่อเผชิญหน้ากับถ้อยคำชื่นชมของหม่ากุ้ยฮวา แต่ขณะเดียวกันก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
นางเหลือบมองหลี่ไหวฺอวี้อีกครั้ง เห็นเขาแค่นเสียงหึ เบาๆ ก่อนหันหลังเดินกลับไปเรือนด้านหลังร่างกายของนางถึงผ่อนคลายลง
[1] น้ำแกงปิดประตู(闭门羹) หมายถึงการปฏิเสธที่จะต้อนรับแขกทางอ้อมมีเรื่องเล่าขานว่าสมัยราชวงศ์ถังมีนางคณิกาชั้นสูงคนหนึ่ง เมื่อไม่ต้องการรับแขกระดับล่างจะปิดประตูพร้อมกับวางถ้วยน้ำแกงไว้หน้าประตูห้องจึงเป็นที่มาของน้ำแกงปิดประตู