ท่ามกลางสายตาของทุกคนฮวาชิงเหยียนผู้ไม่มีพลังฝึกตนแม้แต่น้อยกลับยังคงสีหน้าเรียบเฉย
หลิ่วเหวินเยียนจ้องมองนางแล้วยิ้มเยาะ“ฮวาชิงเหยียน ข้าสู้เจ้ามือเดียวเช่นนี้แล้ว อย่าหาว่าข้ารังแกคนไร้ค่าอย่างเจ้าเล่าฮ่าๆๆ”
“ไม่จำเป็น”
ฮวาชิงเหยียนไม่พูดพร่ำอีกต่อไป“เจ้าเริ่มก่อน”
นัยน์ตาของหลิ่วเหวินเยียนฉายแววอำมหิตนางชักกระบี่หลิ่วที่อยู่ข้างเอวออกมา “ฮวาชิงเหยียน แล้วอย่าโทษข้าว่าไร้ความปรานี!”
ทุกกระบวนท่าที่พุ่งใส่ฮวาชิงเหยียนนั้นหมายจะเอาชีวิตแต่ไม่ว่าอย่างไร ฮวาชิงเหยียนก็สามารถหลบหลีกได้หมด
สีหน้าของหลิ่วเหวินเยียนเริ่มบูดบึ้งนางไม่คิดเลยว่าการเล่นงานอีกฝ่ายจะยากเย็นถึงเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าแค่หนึ่งหรือสองกระบวนท่าก็จะบังคับให้อีกฝ่ายคุกเข่าขออภัยได้แล้ว
“ฮวาชิงเหยียน ถ้าเจ้ามีฝีมือก็อย่าเอาแต่หลบ! สู้สิเจ้าคนไร้ค่า!”
สิ้นคำนั้นฮวาชิงเหยียนก็พุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วใช้แรงตบกระบี่ในมือของหลิ่วเหวินเยียนให้ร่วงก่อนจะพลิกตัวจับข้อมืออีกฝ่ายแล้วเหวี่ยงกระแทกลงพื้น
“โอ๊ย! เจ็บจะตายอยู่แล้ว!”
เสียงกรีดร้องของหลิ่วเหวินเยียนดังลั่นพร้อมใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด
“ดี! ดีมาก!”
“จอมโอสถฮวาเก่งยิ่งนัก!”
“ใครบอกว่าฮวาชิงเหยียนเป็นคนไร้ค่ากันเล่าขนาดคนฝีมือระดับหลอมปราณขั้นห้ายังโดนนางซัดจนลงไปนอนกองได้เลย!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบด้านราวกับคลื่นซัดไม่หยุด
ใบหน้าของหลิ่วเหวินเยียนบิดเบี้ยวไปด้วยความแค้นนางถูกคนไร้ค่าที่ตนเคยรังแกมาตลอดตีจนล้มลงกับพื้นอย่างนั้นหรือ!
เป็นไปไม่ได้!เป็นไปไม่ได้! ฮวาชิงเหยียนจะมาล้มข้าได้อย่างไร!
จิตใจของหลิ่วเหวินเยียนบิดเบี้ยวด้วยความอาฆาตขณะไม่มีผู้ใดทันสังเกต นางพลันควักผงบางอย่างขึ้นมากำไว้ แล้วปาใส่ฮวาชิงเหยียน
ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วแววตาพลันเย็นเยียบ
กล้าใช้อุบายกับข้าหรือ
นางพลิกตัวหลบพร้อมสะบัดแขนอย่างรวดเร็วทำให้ผงทั้งหมดตีกลับไปทางหลิ่วเหวินเยียนทันที
หลิ่วเหวินเยียนหลบไม่ทันทำให้ใบหน้าและร่างกายเต็มไปด้วยผงนั่น ก่อนจะรู้สึกแสบคันราวกับมีมดนับพันไต่ยั้วเยี้ยไปทั่วร่าง
“คันยิ่งนัก! ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
หลิ่วเหวินเยียนที่ร้องโหยหวนแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกทนไม่ไหวจนต้องเกาหน้าตัวเองระบายความคัน ทำให้เล็บยาวแหลมเฉือนผิวจนเลือดซิบ
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ฮวาเย่ว์โหรวให้ผงนี้กับนางยังให้ยาแก้ไว้ด้วย นางจึงรีบหยิบยาแก้มากินทันที
แต่ยังไม่ทันลุกขึ้นมาล้างแค้นฮวาชิงเหยียนก็พูดเสียงเรียบ “เมื่อครู่คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิ่วบอกว่าอย่างไรนะหากจำไม่ได้ ข้ายินดีย้ำให้อีกครั้ง”
“หุบปาก! เจ้าคนไร้ค่า! ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น!”หลิ่วเหวินเยียนแทบคลั่ง
ให้ข้าคุกเข่าต่อนางแล้วตะโกนต่อหน้าฝูงชนว่าเป็นคนไร้ค่าน่ะหรือ!
นางพยายามฝ่าฝูงชนหลบหนีผู้คนรอบด้านต่างพากันวิจารณ์เสียงดังว่าหลิ่วเหวินเยียนกำลังกลับคำพูด
แต่ตระกูลหลิ่วนั้นเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ต่อให้นางผิดจริงก็ไม่มีใครกล้าทำอะไร
ทว่าในชั่วพริบตาเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังหลิ่วเหวินเยียน ก่อนฝ่าเท้าของเงาร่างนั้นจะกระแทกเข้าที่ข้อพับของนางอย่างแรง
ปึก!
เสียงเข่าหลิ่วเหวินเยียนกระแทกพื้นอย่างจัง
“อ๊ากกกก!” หลิ่วเหวินเยียนกรีดร้องสุดเสียง
เหตุการณ์เกิดขึ้นในชั่วพริบตาพอทุกคนตั้งสติได้ก็เห็นหลิ่วเหวินเยียนคุกเข่าอยู่ที่พื้น โดยมีฮวาชิงเหยียนซึ่งสีหน้าเรียบเฉยแต่เย็นเยียบกดร่างอีกฝ่ายไว้ด้วยมือเดียว
“คุณหนูหลิ่วคุกเข่าแล้ว ก็ตะโกนสิเจ้าคะ”
แม้เสียงของฮวาชิงเหยียนจะไม่ดังนักแต่กลับเย็นเยียบราวเสียงของปีศาจ ทำเอาหลิ่วเหวินเยียนพูดอะไรไม่ออก นางไม่เคยเห็นฮวาชิงเหยียนเช่นนี้มาก่อน ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วขาอีกทั้งทุกสายตากำลังจ้องมองมา เมื่อนางเหลือบไปเห็นบรรดาคนติดตามของตนก็โวยลั่น
“พวกเจ้ามัวทำอะไรอยู่! รีบมาช่วยข้าสิ ไอ้พวกไร้ค่า!”
คนของหลิ่วเหวินเยียนราวกับเพิ่งได้สติพากันพุ่งเข้าจู่โจมฮวาชิงเหยียนทันที แต่ฮวาชิงเหยียนแค่ขยับกายเบาๆ ก็หลบคนพวกนั้นได้ราวกับวิญญาณไร้เงา
เสียง‘ปึงๆๆ’ ดังขึ้นติดกันเพียงครู่เดียวทุกคนก็เห็นคนของหลิ่วเหวินเยียนร่วงลงไปนอนกับพื้นหมดสิ้น
หลิ่วเหวินเยียนแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
คนของนางล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นห้าแต่กลับถูกฮวาชิงเหยียนซึ่งไม่มีแม้แต่พลังปราณจัดการราวกับปัดฝุ่น
แววตาของหลิ่วเหวินเยียนฉายแววหวาดผวาขึ้นทันที
เสียงของฮวาชิงเหยียนดังขึ้นอีกครั้งและครั้งนี้เย็นยะเยือกราวกับภูตผีจากห้วงนรก
“คุณหนูหลิ่วยังรออะไรอีกเล่าหรือคิดว่าชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ลิ้นอีกต่อไปแล้ว?”
ไม่ต้องใช้ลิ้น?!
หลิ่วเหวินเยียนขนลุกซู่
ฮวาชิงเหยียนเป็นปีศาจชัดๆ!
นางไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะปฏิเสธเปล่งเสียงแผ่วเบาด้วยใบหน้าซีดเผือด “ข้าเป็นคนไร้ค่า...ข้าเป็นคนไร้ค่า...ข้าเป็นคนไร้ค่า...”
เบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน
ฮวาชิงเหยียนเอียงหน้าพลางยิ้มเย็นกล่าว “คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิ่วหิวจนหมดแรง หรือคิดว่าลิ้นไร้ประโยชน์กันแน่?”
ถ้อยคำและรอยยิ้มของนางทำเอาสันหลังของหลิ่วเหวินเยียนเย็นวาบนางเม้มปากแน่น จากนั้นก็แหกปากตะโกนสุดเสียงอย่างอับจนหนทาง “ข้าเป็นคนไร้ค่า! ข้าเป็นคนไร้ค่า! ข้าเป็นคนไร้ค่า!”
ใบหน้าของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะเคียดแค้นหรืออัปยศเพียงแต่เสียงสุดท้ายของนางยังคงก้องกังวาน
“ฮวาชิงเหยียน เจ้าพอใจแล้วใช่หรือไม่!”
ฮวาชิงเหยียนเลิกคิ้วตอบเสียงเรียบ “ก็พอใช้ได้”
หลิ่วเหวินเยียนกัดฟันแน่นอยากพุ่งเข้าไปฉีกหน้านางเป็นชิ้นๆ แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่ระบายโทสะใส่คนของตน “พวกเจ้ามัวทำบ้าอะไรอยู่! รีบพาข้าไปเดี๋ยวนี้ ไอ้พวกไร้ค่า!”
คนของหลิ่วเหวินเยียนต่างรีบลุกขึ้นมาหิ้วร่างของนางออกไปทันที
ก่อนจากไปหลิ่วเหวินเยียนยังตะโกนเสียงกร้าว “ฮวาชิงเหยียนเจ้าจงจำไว้ให้ดี! ความอัปยศที่ข้าได้รับในวันนี้ เจ้าจะต้องชดใช้คืนเป็นสองเท่า!”
คนของนางกลัวว่าฮวาชิงเหยียนจะลงมืออีกจึงรีบหามหลิ่วเหวินเยียนเผ่นแน่บไปราวกับมีวิญญาณร้ายตามอาฆาต
ฮวาชิงเหยียนหาได้ใส่ใจคำขู่ของนางกลับกัน สีหน้ายังดูอารมณ์ดีเสียด้วยซ้ำ
ผู้คนรอบข้างก็เหมือนเพิ่งได้สติต่างพากันมองฮวาชิงเหยียนด้วยสายตาเลื่อมใส
เพราะตระกูลหลิ่วเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขัดแย้งด้วย ทว่าวันนี้ฮวาชิงเหยียนกลับกล้าลงมือ ทำให้ชาวบ้านที่เคยถูกข่มเหงรู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
ฮวาชิงเหยียนหันไปพูดกับหลัวชิงและอันเหนียงว่า “ข้ารับน้ำใจของพวกเจ้าไว้ด้วยใจ แต่ข้ารับแก่นอสูรระดับห้านี้ไว้ไม่ได้จริงๆและข้าเชื่อว่าพวกเจ้าไม่ได้ขโมยของผู้อื่น”
หลัวชิงกับอันเหนียงสบตากันจากนั้นจึงมองฮวาชิงเหยียนด้วยสายตาซาบซึ้ง
“ท่านจอมโอสถฮวา เราขอบคุณท่านจากใจจริง หากวันหน้ามีโอกาสเราจะตอบแทนท่านขอเพียงท่านเอ่ยมา เราจะทำให้สุดความสามารถ”
ฮวาชิงเหยียนยิ้มบางพลางโบกมือจากนั้นก็จัดแผงของตนต่อ
ผู้คนที่มารอรักษาเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนนางแทบไม่มีเวลาพักเลยทีเดียว
ชั้นสามของโรงน้ำชา
“พี่เจ็ด พี่สะใภ้เจ็ดนี่ช่างน่าสนใจจริงๆ...ไม่สิทั้งแคว้นหลงลี่ต่างรู้ว่านางฝึกปราณไม่ได้แต่วันนี้ดูแล้วนางน่าจะมีพลังถึงระดับหลอมปราณขั้นหกเลยนะนี่มันเรื่องอะไรกันแน่”
อ๋องเก้ากล่าวอย่างสงสัย
“อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่นให้มากนัก”
อ๋องเจ็ดยกชาขึ้นจิบพลางทอดสายตามองเบื้องล่าง“กลับจวน”
แม้เขาจะกล่าวเช่นนั้นแต่ในใจก็ยังหาคำตอบไม่ได้
วันนั้นในตอนที่เกิดเรื่องฮวาชิงเหยียนหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของเขา ตอนตรวจเส้นปราณก็ชัดเจนว่านางไม่มีพลังแม้แต่น้อย
แต่เหตุใด...วันนี้ถึงได้...
อีกด้านหลิ่วเหวินเยียนที่กลับถึงจวนตระกูลหลิ่วพุ่งตรงไปยังเรือนของพี่ชายใหญ่หลิ่วอี้เฟิงทันที
นางผลักประตูเข้าไปแล้วร้องอย่างเดือดดาล “พี่ใหญ่! ท่านต้องแก้แค้นให้ข้านะเจ้าคะ!”
หลิ่วอี้เฟิงซึ่งนั่งจิบชาอยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยังเอ่ยถามด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เกิดอะไรขึ้นเหตุใดน้องสามถึงได้โกรธเช่นนี้...”
ยังไม่ทันพูดจบเขาก็เห็นใบหน้าของหลิ่วเหวินเยียนที่เต็มไปด้วยรอยเล็บและรอยเลือดเปรอะเปื้อนจนแทบจำไม่ได้ภาพนั้นทำเอาเขาแทบพ่นน้ำชาออกมา
“ยังจะมีใครอีกเล่าเจ้าคะ ถ้าไม่ใช่ฮวาชิงเหยียนนั่น! คนไร้ค่าอย่างนางกลับกล้า...”
หลิ่วเหวินเยียนพล่ามเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเย็นเยียบของหลิ่วอี้เฟิงเลยสักนิด
แววตาของหลิ่วอี้เฟิงมืดครึ้มคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างก่อนกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าไม่ต้องห่วง พี่ใหญ่จะจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าเองแต่ตอนนี้เจ้าควรให้หมอในจวนดูบาดแผลที่หน้าเจ้าก่อนจะดีกว่านะ”
หลิ่วเหวินเยียนยังไม่เข้าใจนักแต่ก็เดินไปดูหน้าตนในกระจกอย่างว่าง่าย พอเห็นภาพตัวเองก็หวีดลั่นรีบยกมือปิดหน้าวิ่งหนีไปทันที
หลังวุ่นวายมาทั้งวันฮวาชิงเหยียนเก็บแผงพลางฮัมทำนองเบาๆทั้งยังเดินกลับจวนอันกั๋วกงอย่างอารมณ์ดี ทว่าเมื่อเดินถึงหน้าประตูจวนก็เห็นฮวาเย่ว์โหรวกำลังรออยู่ตรงนั้น
ฮวาเย่ว์โหรวเห็นท่าทางสดใสของนางก็ขัดใจยิ่งนักเพราะเมื่อครู่สาวใช้ของหลิ่วเหวินเยียนเพิ่งมารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฟัง
คนไร้ค่าอย่างฮวาชิงเหยียนเอาชนะหลิ่วเหวินเยียนได้อย่างไร!
“ดูท่าทางน้องสาวจะอารมณ์ดีไม่น้อย...มีเรื่องดีอันใดหรือ เล่าให้พี่สาวฟังบ้างสิเรื่องเสื่อมเสียที่เจ้าทำกับอ๋องเจ็ดลือไปทั่วทั้งเมือง อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องแต่งเข้าจวนแล้ว...”
ฮวาเย่ว์โหรวเจตนาเยาะเย้ยโดยไม่ปิดบัง
ฮวาชิงเหยียนรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อบ่ายนี้แล้วจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “หากพี่สาวอยากรู้ ข้าก็จะเล่าให้ฟังเจ้าค่ะวันนี้คุณหนูสามตระกูลหลิ่วที่พี่สาวสนิทด้วยตั้งใจหาเรื่องข้าข้าเลยสั่งสอนให้นางเข้าใจหลักการเป็นคนเสียหน่อย...”
“เหวินเยียนน่ะหรือ นางเป็นกุลสตรีเรียบร้อยแสนดีทั้งฝีมือยังอยู่ระดับหลอมปราณขั้นห้า เจ้าจะสู้ชนะนางได้อย่างไรหรือว่าเจ้าใช้กลอุบายอะไรถึงเอาชนะนางได้?”
น้ำเสียงของฮวาเย่ว์โหรวฟังดูคล้ายยินดีแต่ใบหน้ากลับไม่ปรากฏความรู้สึกนั้นแม้แต่น้อย
“พี่สาว ท่านพูดเองนะว่าข้าชนะ” ฮวาชิงเหยียนยิ้มกว้างพลางเอ่ยต่อ“หากไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าขอตัวกลับเรือนก่อน”
พูดจบก็หมุนกายเดินจากไป
ฮวาเย่ว์โหรวมองตามแผ่นหลังของฮวาชิงเหยียนด้วยแววตาเคียดแค้น
ฮวาชิงเหยียนข้าไม่ปล่อยให้เจ้ายิ้มหน้าระรื่นเช่นนี้นานหรอก!
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”เสี่ยวเหมยเห็นฮวาชิงเหยียนกลับมาแล้วก็รีบต้อนรับอย่างกระตือรือร้น“ร้านหงซางเพิ่งส่งชุดที่ตัดเสร็จมาให้ลอง ท่านลองสวมดูเถิดว่าใส่พอดีหรือไม่ส่วนชุดอื่นยังปักเย็บอยู่เจ้าค่ะ”
“อา...ชุด ไม่เป็นไร ข้าไม่รีบ ขอไปดูท่านแม่กับพี่ชายก่อนแล้วกัน”ฮวาชิงเหยียนก้มมองเสื้อผ้าบนตัวของตนเองแล้วก็ยังไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใดต้องเปลี่ยนใหม่จึงเดินจากไปในทันที
ฮวาชิงเหยียนเดินเข้าไปในลานเรือนเห็นฮวาเฮ่าเย่ว์กำลังเหม่อมองพลางกำจี้หยกในมือก็เอ่ยถาม “พี่ชายรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
เมื่อฮวาเฮ่าเย่ว์เห็นน้องสาวแววตาก็อ่อนโยนลงทันทีเขายิ้มพลางกล่าว “ข้าจะบอกเจ้าพอดี ข้ารู้สึกว่าขาของข้าฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าอีกไม่กี่วันก็จะลุกขึ้นได้แล้ว”
“อืม อีกสามวันน่าจะหายดีแล้ว แต่ช่วงนี้ท่านห้ามใช้พลังปราณเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะกระทบกับแผลที่ขาและจุดตันเถียน อย่าลืมดื่มโอสถที่ข้าปรุงไว้ทุกวันด้วยนะเจ้าคะเอาละ ข้าขอตัวไปปรุงโอสถฟื้นฟูตันเถียนให้ท่านเพิ่มอีกชุดก่อนแล้วกัน”ฮวาชิงเหยียนพูดจบก็วิ่งเข้าไปในเรือนทันที
“น้องสาว...” ฮวาเฮ่าเย่ว์อยากรั้งนางไว้เพื่อจะถามเรื่องสินเดิมเพราะจะได้ให้ท่านแม่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ...
เฮ้อไว้ค่อยถามก็แล้วกัน