กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 68 คำเตือนครั้งสุดท้าย

         ตอนนี้ภายในรังเหลือเพียงร่างของปักษาแสงจันทร์เท่านั้น แอเรียสมองไปที่มันก่อนจะยกร่างของมันขึ้นมาด้วยแขนทั้งสองข้าง น้ำหนักตัวของปักษาแสงจันทร์หาใช่เบาๆเหมือนกับไข่ของมัน มัดกล้ามทุกส่วนของแขนทั้งสองข้างต่างเกร็งไปด้วยน้ำหนักที่แบกรับเอาไว้ 

     

        ภาพของแอเรียสที่กำลังก้มลงเก็บไข่ทั้งสามใบนั้นเข้าไปในแหวนมิติทำให้เฮเลน่าขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ ยามเมื่อเห็นเขายกร่างอันไร้วิญญาณของปักษาแสงจันทร์ขึ้นมาจากรังยิ่งทำให้ความไม่พอใจของนางเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

     

         “ หึ! ที่แท้เจ้าก็อยากได้ร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นกับไข่ของมัน  ทำเป็นพูดจาให้ตัวเองดูดี  ช่างเป็นคนที่ไร้ยางอายนัก ! “

     

        ทุกการกระทำของแอเรียสย่อมตกอยู่ในสายตาของผู้ที่อยู่บริเวณรอบๆ เฮเลน่าที่จับตามองการกระทำของแอเรียสอยู่ตลอดเวลาพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ

     

        ตุ๊บบ !!!

     

        เสียงร่างของแอเรียสที่กระโดดลงมาจากกิ่งไม้ที่สูงจากพื้นดินหลายสิบเมตรพร้อมกับร่างของปักษาแสงจันทร์ เสียงของมันราวกับก้อนศิลาขนาดใหญ่ที่ถูกทุ่มลงมาจากฟากฟ้าแล้วตกสู่พื้นดิน หากไม่ใช่เพราะพลังเวทภายในร่างและทักษะเวทที่แอเรียสใช้ออกมาไม่แน่ว่าขาทั้งสองข้างของเขาคงจะหักไปจากแรงปะทะของพื้นดินแล้ว และอีกส่วนหนึ่งเองก็คงเป็นเพราะความแข็งแกร่งของร่างกายที่เขามีเกินกว่านักเวทในรุ่นราวคราวเดียวกัน แม้แอเรียสคนเก่าจะเป็นผู้ที่อ่อนแอและบอบบางราวกับผู้ป่วยอมโรค  แต่มันไม่ใช่กับแอเรียสในยามนี้  ร่างกายของแอเรียสอาจจะไม่ได้ใหญ่โตเหมือนกับร็อกโก้แต่ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อก็หาใช่สิ่งที่จะดูถูกได้ การที่เขาสามารถประลองกำลังกับพยัคฆ์เขาเดียวได้นั่นก็สามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี

     

        การกระทำของแอเรียสร้างความงุนงงให้แก่ผู้คนนักเวทอีกสี่คนไม่น้อย  โดยเฉพาะเฮเลน่าที่ดูเหมือนจะจ้องจับผิดเขาอยู่ตลอดเวลา ทุกคนไม่อาจจะเข้าใจได้เลยว่าเขาแบกปักษาแสงจันทร์ลงมาเผื่อสิ่งใด หรือแม้แต่การที่เขากระโดดลงมาจากต้นไม้ต้นนั้นพร้อมกับร่างของปักษาแสงจันทร์ที่หนักนับร้อยกิโลกรัมนั่นได้อย่าง  แม้โรดาสที่มีร่างกายร่างกายใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามยังจ้องมองการกระทำของแอเรียสด้วยความตกตะลึง มันเองก็เป็นผู้ที่ฝึกฝนร่างกายมาอย่างหนักหน่วงผู้หนึ่ง  แต่มันเชื่อได้เลยว่ามันเองไม่อาจจะทำในสิ่งที่แอเรียสพึ่งทำลงไปได้อย่างแน่นอน

         “ ข้าว่าการกระทำของเขาดูแปลกๆไปนะ  หากเป็นคนทั่วไปเมื่อสังหารสัตว์อสูรเสร็จก็คงผ่าเอาแก่นอสูรออกมาจากร่างของมัน  หรือไม่ก็คงจะชำแหละเอาส่วนที่ต้องการออกมาจากร่างกายของสัตว์อสูร ไม่มีใครที่ไหนแบกร่างของสัตว์อสูรหนักกว่าร้อยกิโลกรัมแบบนั้นกระโดดลงมาจากต้นไม้สูงเป็นสิบเมตรอย่างแน่นอน”

     

         เมเบลจ้องมองไปที่การกระทำของแอเรียสพร้อมกับวิเคราะห์ออกมา นับตั้งแต่แอเรียสเคลื่อนที่ห่างออกไปจากบริเวณนี้มันก็ทำให้นักเวททั้งสี่คนต่างสามารถหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายมากขึ้น ความกดดันและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของแอเรียสมันเป็นสิ่งที่สร้างความกดดันจนมากเกินไป  มันมากจนที่ทุกคนแทบจะไม่อยากขยับตัวไปไหนหรือแม้แต่พูดจาใดๆออกมา เมื่อมีมิลอสเป็นตัวอย่างไปแล้วจึงไม่มีใครอยากที่จะไปขัดใจเขาอีกเป็นครั้งที่สอง แม้แต่เฮเลน่าที่ดูเหมือนจะไม่หวาดกลัวต่อแอเรียสก็ยังคงได้รับแรงกดดันจากจิตสังหารนั้นจนไม่กล้าขยับตัวไปไหนเช่นกัน

     

         “ แหวนมิติของเจ้านั่นอาจจะเต็มก็เป็นไปได้นะ“

     

         ออสตินคาดเดาออกมา  ในที่สุดเขาก็เริ่มเปล่งวาจาออกมา นับตั้งแต่เมื่อยามที่เห็นแอเรียสโจมตีเข้าใส่มิลอสเขานิ่งเงียบราวกับผู้เป็นใบ้มาตลอด

     

         “ หากข้ามองไม่ผิดที่สวมอยู่บนนิ้วของเขาน่าจะเป็นแหวนมิติระดับสูง  พื้นที่ภายในแหวนมิติวงนั้นมีขนาดมากกว่าแหวนมิติระดับต่ำที่ข้าหรือเจ้าสวมใส่มันอยู่มากนัก  มันไม่น่าจะเต็มได้โดยง่ายดายเช่นนั้น “

     

         เมเบลเอ่ยออกมา  ดูเหมือนนางจะเป็นคนที่ช่างสังเกตอยู่ไม่น้อย

     

        “ แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าเด็กนั่นจะแบกร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นไปเพื่อสิ่งใดกัน“

     

         ออสตินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูคล้ายหงุดหงิดเล็กน้อย

     

        “ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน“

     

         เมเบลส่ายหัวไปมาเล็กน้อยอย่างอับจนในคำตอบ  นางเองก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่แอเรียสกำลังทำอยู่เช่นกัน

     

         แม้การสนทนานี้จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาแต่มันก็หาได้เล็ดลอดโสตประสาทของแอเรียสไปได้เลยแม้แต่น้อย แต่เขาเองก็เลือกที่ไม่ได้สนใจมันแต่อย่างใด  เขารู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องมายืนอธิบายให้ผู้อื่นฟังในสิ่งที่ไม่จำเป็นจะต้องอธิบาย 

     

         แอเรียสวางร่างของปักษาแสงจันทร์ลงบริเวณโคนต้นสนก่อนที่เขาจะเดินห่างออกมาไม่ไกลมากนัก วงแหวนเวทสีฟ้าค่อยๆหมุนวนอยู่บนฝ่ามือของแอเรียส พลังเวทค่อยๆถูกรวบรวมขึ้นพร้อมด้วยพลังของเวทอัสนีที่รวมตัวกันราวกับเปลวเพลิงสีฟ้าที่กำลังลุกโชนอยู่ทั่วฝ่ามือของแอเรียส  ทักษะเพลิงอัสนีคลั่งถูกใช้ออกมาอีกครั้ง

     

         “ อย่าบอกนะว่าเจ้านั่นคิดจะโจมตีพวกเรา!? “

     

         ออสตินพูดออกมาด้วยความรู้สึกที่ไม่สู้ดีนัก  ยามเมื่อเห็นทักษะเพลิงอัสนีคลั่งถูกใช้ออกมามันก็ทำให้หลายคนเริ่มมีความหวาดระแวงขึ้นมาทันที  พวกมันไม่รู้ว่าแอเรียสจะคิดโจมตีผู้ใดอีกหรือไม่  หรือแอเรียสอาจจะคิดสังหารพวกมันทั้งหมดเพื่อปกปิดความผิดที่เกิดขึ้นก็เป็นไปได้  มือข้างหนึ่งของเฮเลน่ากำแน่นไปที่จี้สีเขียวเข้มที่สวมใส่เอาไว้บนคอของนาง

     

        แต่ดูเหมือนการคาดเดาของพวกมันจะผิดพลาดไปอย่างสิ้นเชิง  เมื่อทิศทางที่เขาโจมตีกลับไม่ใช่เป็นผู้ใดแต่กลับเป็นพื้นดินที่อยู่เบื้องหน้าของเขา  เสียงที่ดังออกมาจากการปะทะของสายฟ้ากับพื้นดินเบื้องล่างดังก้องไปทั่วบริเวณ  พื้นดินแตกกระจายออกมาเป็นจำนวนมาก เศษฝุ่นผงสีน้ำตาลเข้มกระจายฟุ้งปกคลุมไปทั่วบริเวณ 

     

        เมื่อเศษฝุ่นผงพวกนั้นค่อยๆจางหายไปจึงเผยให้เห็นภาพของหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแอเรียส  ความกว้างของมันมากพอที่จะให้ผู้ชายรูปร่างใหญ่สักคนสองคนเข้าไปอยู่ในนั้นได้

     

         “ นั่นเจ้านั่นมันกำลังจะทำอะไรของมันกันแน่“

     

         แม้จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก  แต่ก็เฮเลน่าก็ยังคงขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย  การกระทำของแอเรียสสร้างความงุนงงให้นางเป็นอย่างมาก

     

        ทันใดนั้นแอเรียสก็เดินไปอุ้มร่างของปักษาแสงจันทร์ที่วางเอาไว้ที่โคนต้นไม้แล้วนำร่างของมันมาวางไว้ภายในหลุมนั่น ในที่สุดก็เริ่มมีบางคนคาดเดาการกระทำของแอเรียสออก  ดูเหมือนเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องการจะฝังร่างของสัตว์อสูรเอาไว้ที่โคนต้นสนต้นนี้  แต่นั่นก็ยิ่งทำให้พวกมันกลายเป็นงุนงงในการกระทำของแอเรียสมากขึ้นกว่าเดิม  หากสิ่งที่เขาฝังลงไปคือร่างของมนุษย์สักคนคงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร  หรือหากสัตว์อสูรตัวนั้นมันเป็นสัตว์เลี้ยงของเขาก็คงจะไม่น่าแปลกใจนักที่เขาจะทำเช่นนี้ แต่ปักษาแสงจันทร์ตัวนี้มันหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเขาเลยแม้แต่น้อย 

     

        ก้อนดินน้อยใหญ่ค่อยๆถูกนำมากลบฝังไปบนร่างของปักษาแสงจันทร์อย่างช้าๆ  ในที่สุดร่างของมันก็ถูกฝังไปกับพื้นดิน  บริเวณที่ฝังกลบร่างของปักษาแสงจันทร์กลายเป็นแผ่นดินที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายกับหลุมศพทั่วไป  แอเรียสวาดวงจรเวทบางอย่างลงไปบนหลุมศพของปักษาแสงจันทร์เล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้มีสัตว์อสูรตัวอื่นมารบกวนร่างของมัน  แม้มันจะเป็นเพียงวงจรเวทง่ายๆที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรมากนักแต่มันก็ต้องใช้ความรู้และความชำนาญที่ค่อนข้างสูง  และในที่สุดเขาก็ทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้น  แอเรียสทำความสะอาดมือที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงพวกนั้นด้วยการใช้มือสองข้างปัดกันไปมาก่อนที่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

     

          “ ข้าก็คงจะช่วยเจ้าได้แค่นี้แหละนะ  ส่วนลูกของเจ้าข้าจะเป็นคนรับหน้าที่ดูแลมันต่อไปเองไม่ต้องเป็นห่วงไป  ..เฮ้อออ  นี่ข้ากำลังเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆถึงได้มาเรื่องเช่นนี้“

     

         ภาพของดวงตาปักษาแสงจันทร์ที่มองไปยังไข่ของมันด้วยความห่วงใยคือสาเหตุที่ทำให้แอเรียสเลิกล้มความต้องการที่จะสังหารมัน  และนั่นคือเหตุผลเดียวกันกับที่เขากำลังทำสิ่งที่เขาเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้อยู่ในตอนนี้ แอเรียสหัวเราะออกมาเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหัวเล็กๆอย่างไม่เข้าใจการกระทำของตัวเอง เขาไม่เข้าใจตัวเขาเองเช่นกันว่าเขานำร่างของมันมาฝังราวกับเป็นร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งเพื่อสิ่งใดกัน  แต่เขารู้เพียงว่าส่วนลึกภายในจิตใจต้องการจะทำมันก็เพียงเท่านั้น

     

        เมื่อไม่มีสิ่งใดที่จำเป็นต้องกระทำภายในบริเวณนี้แล้วแอเรียสก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป ภายในจิตใจของเขาเองก็ไร้ซึ่งสิ่งที่ค้างคาอีกแล้ว  เขาปัดฝุ่นผงที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าออกก่อนจะเตรียมตัวที่จะจากไป 

     

         “ ข้าจะขอเตือนพวกเจ้าเอาไว้หนึ่งอย่าง  กลิ่นคาวเลือดมันจะกลายเป็นเหยื่อล่อชั้นดีที่จะเรียกสัตว์อสูรตัวอื่นให้เขามาหา  ทางที่ดีพวกเจ้าควรรีบไปให้พ้นจากที่นี่ซะหากไม่อยากพบเจอกับฝูงของสัตว์อสูรที่หิวกระหาย“

     

          แอเรียสหันหน้ากลับมาเตือนเฮเลน่า  เมเบล โรดาส  และออสติน ที่กำลังยืนงุนงงจ้องมองมาที่การกระทำของเขา นี่เป็นความช่วยเหลือมากสุดเท่าที่เขาจะทำได้เท่านั้น  ส่วนคนพวกนั้นจะเชื่อคำพูดของเขาหรือไม่  นั่นก็สุดแล้วแต่พวกเขาจะเลือก  หากพวกเขาดื้อดึงที่จะยืนอยู่ในที่แห่งนี้ต่อไปอีกไม่นานพวกเขาก็คงจะพบกับสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งที่ถูกล่อออกมาด้วยกลิ่นคาวเลือดอย่างแน่นอน มันมีสัตว์อสูรหลายประเภทที่จะเลือกหนีไปให้ไกลเมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้น  แต่พวกมันก็จะรอคอยเมื่อการต่อสู้จบลง เมื่อคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายหรืออ่อนแรงลงมันก็จะมาโจมตีซ้ำในทันที หรือไม่พวกมันก็จะมารอเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากซากของสัตว์อสูรที่ถูกทิ้งเอาไว้