จอมดาบจ้าวมนตรา

    กลัวซะที่ไหน

    บรรดาศิษย์ใหม่ต่างหลบหนีมาอยู่ที่ตีนเขา พอหันกลับไปมองจึงเห็นหุบเขาแหว่งไปเสี้ยวหนึ่ง พลังโจมตีระดับผู้ฝึกตนร้ายกาจเหนือจินตนาการ "เจ้าคนชั้นต่ำนั่นอยู่ที่ไหน" เว่ยซวีเอ่ยปากถามพวกพ้อง "ข้าว่ามันต้องตายไปแล้วแน่ๆ" หานเฮ่าตอบพลางฉีกยิ้ม เฉินเจียว,เติ้งเสียน ต่างผงกศรีษะคล้อยตาม 

      "นึกไม่ถึงว่าผู้อาวุโสเหวยคัง จะลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้" องค์หญิงเสิ่นอวี้ตำหนิพฤติกรรมของหัวหน้าตึกลงทัณฑ์อย่างไม่เกรงกลัว องค์หญิงเชวียนลู่ได้ฟังถึงกับหน้าตาตื่น รีบปิดปากเพื่อนรัก "พี่เสิ่นอวี้เบาๆหน่อย ถ้าเกิดผู้อาวุโสเหวยคังได้ยินเข้า พวกเราจะเดือดร้อน" 

      องค์หญิงสี่ปัดมือเชวียนลู่ออก พลางตวาดใส่หน้าด้วยความไม่พอใจ 

      "เชวียนลู่ เจ้าทำตัวเหมือนเต่าหัวหด ช่างขี้ขลาดเกินไปแล้ว พวกเราล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์ ขุมกำลังของแต่ละอาณาจักรไม่ด้อยไปกว่าตำหนักเทพสวรรค์ ทำไมต้องหวั่นเกรง ข้าเห็นว่าการกระทำของผู้อาวุโสเหวยคังโหดเหี้ยมเกินไป แค่หวางเหลียนปิดบังฝีมือเพราะต้องการมาศึกษาที่นี่ กลับถูกลงทัณฑ์ถึงตาย นี่เป็นการลงโทษที่เกินเลย ข้าไม่เห็นด้วย" 

      คำพูดขององค์หญิงสี่ชัดเจนเต็มไปด้วยเหตุและผล ทำให้องค์ชายทั้งหลายเงียบกริบ มีคนส่วนมากต่างเห็นด้วยกับนาง หยวนไท่รู้สึกนับถือความคิดเห็นที่เป็นธรรมขององค์หญิงผู้นี้เป็นอย่างมาก เขาเงยหน้ามองไปยังยอดเขาพร้อมภาวนาให้สหายอยู่รอดปลอดภัย 

      อาวุโสเหวยคังกวาดตามองหาร่างของหวางเหลียน ตามเศษซากกองหินที่เกลื่อนกลาด "ตาแก่จะมองไปที่ใดเล่า ถ้าคิดว่าพลังระดับนี้สังหารข้าได้ เจ้าก็ดูถูกข้าเกินไปแล้ว" ทันใดนั้นมีก้อนหินขนาดใหญ่พุ่งจากกองเศษซากตรงมายังเหวยคังที่ยืนอยู่บนกระบี่ มันแค่นหัวร่อฟาดฝ่ามือใส่หินก้อนนั้นจนแหลกละเอียด 

      จู่ๆก็มีเงาร่างปรากฏอยู่ทางด้านหลังฟาดฝ่ามือใส่ท้ายทอย แต่ด้วยปฏิกิริยาอันว่องไวของเซียนเฒ่า มันเคลื่อนย้ายกายาหายวับไปกับตา ทำให้ฝ่ามือของหลี่หมิงฟาดใส่อากาศที่ว่างเปล่า 

      "การจู่โจมที่ช้าอย่างกับทาก ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก เจ้าเด็กน้อยฮ่า.ฮ่า." เสียงเยาะเย้ยของเหวยคัง ดังมาจากด้านหลังของหลี่หมิง มันฟาดฝ่ามือเงาหยกใส่กลางหลังของเด็กหนุ่มอย่างแรง แต่ฉับพลันร่างของเด็กน้อยก็หายวับไปกับตาเช่นเดียวกัน พลังฝ่ามือนั้นจึงฟาดใส่อากาศธาตุ สร้างความประหลาดใจให้กับเซียนเฒ่า เมื่อมองลงมายังเบื้องล่างจึงเห็นร่างของราชนิกุลหวางเหลียนยืนอยู่

      'เจ้านี่มีดีพอตัว ไม่ใช่ดีแต่พูดซะแล้ว' มันนึกประหม่าในใจ

      เหวยคังใช้ฝ่ามือเงาหยกด้วยมือขวา ใช้วงแหวนเพลิงสาดใส่ด้วยมือซ้าย แล้วแยกร่างเป็นสามร่างโดยร่างจริงยิงดรรชนีเอกอุ อีกสองร่างวาปไปที่พื้นเข้ากลุ้มรุมกระหนาบข้างทั้งซ้ายขวา หลี่หมิงใช้ท่าร่างพลิ้วหลบฝ่ามือเงาหยกที่ทรงพลัง ใช้สองแขนปัดป้องวงแหวนเพลิงที่ฉวัดเฉวียนไปมาราวกับมีชีวิต และใช้ดวงตามังกรอ่านทิศทางของดรรชนีเอกอุที่มากมายดั่งดาวตก หลบรอดการกระหน่ำโจมตีที่บ้าคลั่ง ดั่งปลาหลีฮื้อแหวกว่ายกลางฟองคลื่น 

      ถึงแม้จะถูกเงาร่างแยกสองสายตามติดรุกไล่ทั้งซ้ายขวา หลี่หมิงอาจหาญแกร่งกล้าไม่ย่อท้อ เหมือนราชาพังพอน พลิ้วไหวใจองอาจ หลีกหลบคมเขี้ยวพิฆาต สองงูร้ายได้น่าชม 

      แม้ว่าพลังโจมตีของร่างแยกจะอ่อนด้อยกว่าร่างต้น แต่ระดับพลังของพวกมันอยู่ในขอบเขตราชันย์ยุทธ เหนือกว่าขอบเขตจิตวิญญาณยุทธอยู่ 1 ขั้น พลานุภาพเทียบเท่าราชามังกรดำ ถึงแม้จะทุ่มกำลังสุดตัวเข้าต้านทาน ก็เกือบพลาดท่าเสียทีอยู่หลายครั้ง แต่กระนั้นแรงกดดันมหาศาลบีบอัดจนโครงร่างเริ่มแตกร้าว หากขืนยื้อยุดยาวนานคงแพ้พ่าย ไม่อาจตีโต้แม้แต่หมัดเดียว 

      "ก่อนที่พลังลมปราณของเราจะหมด จะต้องหาทางเข้าประชิดตัวตาแก่ให้ได้ ก่อนตายขอต่อยโดนร่างมันสักครั้ง" หลี่หมิงตัดสินใจเด็ดขาด

      การต่อสู้ยาวนานถึงสิบลมหายใจ ยังไม่อาจเอาชนะหนุ่มน้อยระดับขั้นพื้นฐานได้ สร้างความอับอายให้กับเซียนเฒ่าระดับเซียน เหวยคังตาวาวโรจน์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันโทสะคลั่ง

      "น่าเจ็บใจนัก! ต้องฆ่ามันให้ได้ ไม่เช่นนั้นชื่อเสียงของเรา คงป่นปี้เป็นแน่" มันตัดสินใจใช้หนึ่งในท่าไม้ตายฝ่ามือทลายฟ้า โดยไม่ใส่ใจถึงผลกระทบอันใด เกิดคลื่นพลังสีดำมะเมื่อมเคลือบฝ่ามือ มีเส้นสายฟ้านับร้อยวิ่งพล่านดั่งฝูงมังกร แล้วฟาดฝ่ามือพิฆาตใส่ร่างเด็กหนุ่ม ที่กำลังต่อสู้พัวพันกับร่างแยกของตน เสียงคลื่นพลังทำลายล้างพุ่งฝ่าอากาศ กรีดร้องราวกับมังกรคำราม สร้างความตื่นตัวให้กับหลี่หมิง ที่ใช้ดวงตา 5 โคมประทีป จับจ้องเหวยคังอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นเซียนเฒ่าใช้ท่าไม้ตาย จึงเห็นทุกสิ่งอย่างกระจ่างแจ้ง มันถึงกับหัวเราะร่าพลางเอ่ยวาจาเย้ยหยัน

      "พลานุภาพของฝ่ามือนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ถ้าหากต้องร่างกายข้า ชีวิตและจิตวิญญาณคงดับสูญ แต่น่าเสียดายมันช้าเกินไป"

      เสียงระเบิดดังก้องสะท้านไปทั้งสิบทิศ ด้วยพลังทำลายล้างระดับเซียน ทำให้ภูเขาลูกของเทียนฉื่อย่อยยับแหลกสลาย ทำลายทัศนียภาพของหุบเขาจนหมดสิ้น เหล่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดที่อยู่ตีนเขา ต่างหนีตายกันจ้าละหวั่น

      แต่หลี่หมิงหาได้บาดเจ็บแต่อย่างใด เขาใช้ 7 ก้าวข้ามทะเล วาปไปเผชิญหน้าเหวยคังในระยะหนึ่งเมตร แล้วใช้หมัดสายฟ้าอัดเข้าที่กลางลำตัวอย่างจัง เหวยคังผงะเล็กน้อยตกใจที่หมัดสายฟ้าชกใส่ร่างอย่างกระชั้นชิด มันได้แต่ยกแขนเข้าต้านรับ เกิดเสียงระเบิดดังโครมใหญ่ ด้วยพลังของสายฟ้าทำให้เหวยคังตัวชา เสื้อผ้าไหม้เกรียมไปแถบนึง 

      เมื่อเห็นได้ทีดังนั้น หลี่หมิงไม่รอช้าเข้าโรมรันพันตูไม่ถอยห่าง เหวยคังแค้นคลั่งเข้าแลกหมัดไม่ถอยหนี การต่อสู้ในระยะประชิดดำเนินอยู่ได้แค่ 1 อึดใจ ร่างของหลี่หมิงเริ่มตกลง เนื่องจากเขายังบินไม่ได้นั่นเอง เหวยคังจึงฉวยโอกาสจังหวะนั้น กระแทกฝ่ามืออย่างแรงจนร่างของชายหนุ่มตกกระแทกกับพื้น "ตู้ม"จนร่างชายหนุ่มจมลึกไปในดินถึง 10 เมตร แล้วใช้ฝ่ามือทลายฟ้าอีกครั้งเพื่อปิดฉากการต่อสู้ในครั้งนี้





    คล้ายกับเรื่องจอมดาบจ้าวมนตรา ที่คุณอ่าน